กลิ่นอานิสงส์ของดินปืนและกลิ่นอับชื้นจากซากหินโบราณคละคลุ้งอยู่ในความเงียบงัน รองเท้าบูทหนังของพันเอกวิชัยกระทบกับพื้นศิลาแลงอย่างจงใจให้เกิดเสียงก้องกังวาน เพื่อตอกย้ำถึงอำนาจเบ็ดเสร็จที่เขากำลังถือครองอยู่ในเวลานี้ ปลายกระบอกปืนไรเฟิลจู่โจมในมือของลูกน้องเขายังคงเล็งตรงมายังร่างของ ศาสตราจารย์ ดร. ธาดา และ รินรดา ที่ถูกตรึงไว้ด้วยสถานการณ์อันไร้ทางหลีกหนี
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ ‘แท่นศิลาจารึกสุริยัน’ วัตถุโบราณชิ้นมหึมาที่มีอักษรภาพสลักนูนต่ำหมุนวนเป็นวงกลมซ้อนกันเจ็ดชั้น กลไกเฟืองทองสัมฤทธิ์ขนาดมหภาคข้างใต้กำลังส่งเสียงคำรามต่ำทึบราวกับสัตว์ร้ายที่เพิ่งตื่นจากการจำศีล พลังงานความร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกของพื้นดินจนอากาศเหนือแท่นศิลาบิดเบี้ยวเป็นคลื่น
“ท่านศาสตราจารย์ครับ...” เสียงทุ้มต่ำของวิชัยดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก ดวงตาคมกริบภายใต้หมวกสนามฉายแววคลุ้มคลั่งที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีสุขุม “ท่านมักจะพูดเสมอว่าประวัติศาสตร์มีไว้ให้เราเรียนรู้เพื่อไม่ให้ทำผิดซ้ำสอง... แต่ท่านมองข้ามความจริงข้อหนึ่งไป มนุษยชาติไม่เคยเรียนรู้อะไรเลยจากอดีตต่างหาก”
ธาดากัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน แผลถลอกตามใบหน้าและคราบเหงื่อไคลไม่สามารถลดทอนความเด็ดเดี่ยวในแววตาของนักโบราณคดีผู้ผ่านสนามเพลาะแห่งกาลเวลามาโชกโชนได้ เขายกมือขึ้นป้องรินรดาที่กำลังพยายามใช้ประแจเหล็กพยายามงัดกลไกฉุกเฉินเบื้องหลังซอกหินอย่างเงียบเชียบ
“สิ่งที่คุณกำลังจะทำมันไม่ใช่การครอบครองอำนาจ พันเอกวิชัย” ธาดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยพลังแห่งความสัตย์จริง “พลังงานใต้หุบเขานี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่มนุษย์ยุคเราจะควบคุมได้ มันคือ ‘ตัวตัดวงจรชีวิต’ ที่อารยธรรมโบราณสร้างขึ้นเพื่อล้างบางเผ่าพันธุ์ตัวเองเมื่อพวกเขาก้าวล้ำเส้นแบ่งศีลธรรม คุณกำลังจะปลดปล่อยมะเร็งร้ายที่ไม่มีวันรักษาหายให้กลับคืนสู่โลก”
วิชัยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเย็นเยียบก้องสะท้อนไปตามผนังถ้ำหินงอกหินย้อย
“ล้างบางงั้นหรือครับ? ช่างเป็นมุมมองของพวกนักวิชาการที่มองโลกในแง่ดีเสียจริง” วิชัยก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลา มือสวมถุงมือหนังยื่นไปสัมผัสกับร่องอักษรภาพที่เริ่มเรืองแสงสีฟ้าจัดจ้าน “โลกใบนี้เน่าเฟะเกินกว่าจะเยียวยด้วยกฎหมายหรือสนธิสัญญา Santuary ของพวกนักการเมือง สงคราม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ... สิ่งเหล่านี้จะหมดสิ้นไป ก็ต่อเมื่ออำนาจในการตัดสินความเป็นความตายทั้งหมด ถูกรวมไว้ที่ศูนย์กลางแห่งเดียว”
รินรดาแอบสบตากับธาดา เธอส่งสัญญาณมือลับตามหลักการรื้อถอนกลไกที่เธอคำนวณไว้ในใจ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจากการปีนป่ายและหลบหนีกับดักมรณะมาตลอดทั้งคืน แต่แววตาของเธอยังคงมีความแข็งกร้าวที่ไม่ยอมสยบให้ใครง่ายๆ
“คุณกำลังหลอกตัวเองวิชัย” รินรดาแทรกขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีด “ถ้าคุณเปิดผนึกชั้นที่เจ็ดของวงแหวนศิแรงนี้ แรงดันแม่เหล็กความถี่สูงจะฉีกร่างของทุกคนในรัศมีสิบกิโลเมตร รวมถึงกองกำลังทหารรับจ้างภักดีของคุณด้วย พวกเขาเป็นแค่เครื่องมือใช้แล้วทิ้งในสายตาของคุณเท่านั้นแหละ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของวิชัยจางหายไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหันมามองหญิงสาวราวกับจะเชือดเฉือนเธอกล่าววาจา
“คุณรินรดา... ความกล้าหาญเป็นสิ่งน่าชื่นชมครับ แต่ความโง่เขลามักมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเสมอ” วิชัยสะบัดมือให้สัญญาณ ลูกน้องคนสนิทคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับหีบเหล็กนิรภัย ภายในบรรจุแผ่นศิลาจารึกขนาดเล็กชิ้นสุดท้าย—ชิ้นส่วนกุญแจสำคัญที่พวกเขาแย่งชิงกันมาตลอดเส้นทางในหุบเขาเงาธรณี
ธาดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นชิ้นส่วนนั้น “คุณบ้าไปแล้ว นั่นคือชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา’ ถ้าคุณใส่รหัสทับซ้อนลงไปในจารึกสุริยัน แกนกลางของเครื่องปฏิกรณ์จะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ความร้อนสูง แผ่นดินไหวระดับเก้าจะทำลายล้างภูมิภาคนี้จนราบคาบภายในพริบตาเดียว”
“ถูกต้องครับศาสตราจารย์” วิชัยยอมรับอย่างไร้ความรู้สึกผิดบาปใดๆ “และนั่นคือสิ่งที่จะทำให้ประเทศมหาอำนาจทุกประเทศต้องคุกเข่าต่อหน้าผม การทำลายล้างคือการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ผมจะล้างไพ่ทั้งหมด แล้วเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาด้วยปลายกระบอกปืนของผมเอง”
วิชัยหยิบแผ่นศิลาชิ้นสุดท้ายขึ้นมาเตรียมหยอดลงในช่องว่างกลางวงแหวนศิลา
ในวินาทีนั้นเอง สายตาของธาดาก็เหลือบไปเห็นเงาดำเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วผ่านช่องหน้าต่างระบายอากาศเหนือเพดานถ้ำ เงาร่างที่คุ้นเคยในชุดเครื่องแต่งกายของชนเผ่าพื้นเมืองโบราณ พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันเบาหวิวที่มาพร้อมกับลูกศรอาบยาพิษพุ่งแหวกอากาศเข้ามาปักเข้าที่ต้นคอของทหารรับจ้างที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังสุดจนล้มฟาดพื้น แน่นิ่งไปทันที
วิชัยชะงัก หันขวับไปมองความมืดเบื้องบนพร้อมกับยกปืนขึ้นเล็ง ธาดาไม่ปล่อยให้จังหวะเสี้ยววินาทีนี้หลุดลอยไป เขากระชากแขนรินรดาพุ่งตัวเข้าหาที่กำบังซอกหินพร้อมกับคว้าเศษท่อโลหะขึ้นมาเตรียมรับมือ ขณะที่วิชัยตะโกนลั่นสั่งลูกน้องให้กราดยิงขึ้นไปบนเพดานถ้ำ ฝุ่นผงและเศษหินร่วงกราวลงมากลบเสียงคำรามของเครื่องปฏิกรณ์โบราณที่กำลังเร่งจังหวะการทำงานจนถึงขีดสุด หน้าปัดเรืองแสงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งห้องโถงใต้ดิน
“ใครวะ! ออกมา!” วิชัยคำรามลั่น เสียงปืนสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงทุกอย่าง
และก่อนที่วิชัยจะทันได้เหนี่ยวไกใส่แผ่นศิลาจารึกเพื่อปิดผนึกการทำลายล้าง แสงไฟฉายสปอตไลท์จากภายนอกอุโมงค์ก็สาดส่องทะลุผ่านช่องพังทลายเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลปริศนาในชุดคลุมยาวเปื้อนโคลน ที่ก้าวเท้าเหยียบย่างเข้ามาท่ามกลางควันปืน พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้เลือดในกายของธาดาต้องเย็นเฉียบ—เพราะบุคคลผู้นั้นคือคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่เหตุการณ์สำรวจครั้งโศกนาฏกรรมเมื่อห้าปีก่อน
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางขุดค้นความจริงไปกับบันทึกนักโบราณคดีนะครับ
ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 45
ศัตรูที่น่าเกรงขาม
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!