"ถ้าคุณก้าวพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียว พันเอกวิชัย... ศพของคุณจะถูกบดละเอียดด้วยฟันเฟืองหินที่ฝังตัวอยู่ในผนังห้องนี้โดยไม่มีโอกาสได้สั่งเสียใครหรอกนะครับ"
เสียงของผมดังก้องอยู่ในโถงทางเดินแคบๆ ที่อับชื้น กลิ่นสาบดินและสนิมเหล็กโบราณโชยเข้าจมูกจนแสบประสาทสัมผัส ผมขยับแว่นสายตาขณะจ้องมองแผ่นหินสลักรูปอสรพิษพันคบเพลิงตรงหน้า แสงไฟฉายจากมือผมสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อกระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งอยู่ในอากาศ
พันเอกวิชัยหยุดชะงัก ฝ่าเท้าในรองเท้าบูททหารของเขาค้างอยู่เหนือรอยต่อของแผ่นหินที่ดูผิดปกติ มือขวาของเขากำปืนพกแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน ภายใต้แสงไฟสลัว ผมเห็นรอยยิ้มเหยียดที่มุมปากของชายผู้กระหายอำนาจคนนี้
"ศาสตราจารย์ธาดา... ผมจ้างคุณมาเพื่อเปิดทาง ไม่ใช่มาฟังคำเตือนเรื่องความตาย" วิชัยแค่นเสียงตอบ "รีบไขปริศนานั่นเสีย ก่อนที่ความอดทนของผมจะหมดลง เพราะถ้าทางเข้าลับนี้เปิดไม่ได้ คนที่จะเป็นศพรายแรกไม่ใช่ผม แต่น่าจะเป็นคุณกับแม่สาววิศวกรคนเก่งของคุณ"
รินรดาที่ยืนอยู่ข้างผมไม่แม้แต่จะเหลือบมองวิชัย เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ใช้แว่นขยายส่องรอยแยกของกลไกอย่างใจจดใจจ่อ เสียงลมหายใจของเธอแผ่วเบาและมั่นคง ผิดกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดจนเหมือนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดผึงได้ทุกเมื่อ
"ธาดา..." รินรดาเรียกชื่อผมเบาๆ สายตายังคงจับจ้องที่เฟืองหินรูปครึ่งวงกลม "รอยสลักพวกนี้ไม่ใช่ภาษาโบราณทั่วไป แต่มันคือผังวงจรฟิสิกส์ การขยับแผ่นหินตรงนี้จะไปกระตุ้นแรงดันน้ำใต้ดิน ถ้าเราไม่กดล็อคเพลาหมุนให้ตรงจังหวะ แรงดันมหาศาลจะอัดอากาศผ่านช่องระบายอากาศ... และนั่นจะหมายถึงระเบิดอากาศ"
ผมเข้าใจในสิ่งที่เธอสื่อทันที หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นที่ปนเปไปกับความหวาดหวั่น นี่คืออารยธรรมที่ก้าวล้ำเกินยุคสมัย พวกเขาไม่ได้ใช้แค่เวทมนตร์หรือความเชื่อ แต่ใช้ 'วิศวกรรมกลศาสตร์' ที่ซับซ้อนราวกับนาฬิกาพกที่ทำจากหินหนักหลายตัน
"ริน คุณช่วยล็อกเพลาตัวที่สามทางซ้ายมือได้ไหม" ผมถามพร้อมกับใช้นิ้วไล้ไปตามร่องหินที่เย็นเฉียบ "ผมจะใช้คานดีดนี้ยันกลไกหลักเอาไว้ ถ้าเราทำพร้อมกัน แรงดีดกลับของฟันเฟืองจะถูกหักล้าง"
"ถ้าพลาดล่ะคะ?" รินรดาเงยหน้าขึ้นมองผม แววตาของเธอไม่มีความกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นที่ทำให้ผมรู้สึกละอายใจกับความอ่อนแอในอดีต—ความรู้สึกผิดที่ไม่อาจช่วยคนรักไว้ได้ในคราวก่อน
"เราจะตายไปพร้อมกับประวัติศาสตร์ที่ยังไขไม่กระจ่างครับ" ผมตอบสั้นๆ แต่หนักแน่น
วิชัยก้าวเข้ามาใกล้จนผมรู้สึกถึงไอเย็นจากตัวเขา "เริ่มได้แล้ว"
ผมออกแรงกดคานดีดหิน รอยต่อของผนังเริ่มส่งเสียงครืดคราดน่าสะพรึงกลัว ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน ราวกับว่าหุบเขาแห่งนี้กำลังโกรธเกรี้ยวที่ถูกรบกวน รินรดาขยับมืออย่างรวดเร็วและแม่นยำ เธอใช้เครื่องมือช่างขนาดเล็กสอดเข้าไปในช่องว่างเพื่อยึดเพลาหมุน เสียงโลหะกระทบหินดังกังวานไปทั่วโถง
ในวินาทีที่ผมตัดสินใจกดแรงลงไปจนสุด กลไกภายในผนังก็เกิดเสียงดังกึกก้องราวกับหัวใจของขุนเขาที่กำลังเต้นขึ้นมาอีกครั้ง แผ่นหินยักษ์เบื้องหน้าเริ่มแยกตัวออก เผยให้เห็นทางเดินมืดมิดที่ทอดยาวลงไปสู่ความลึกที่ไม่สามารถหยั่งถึง แสงสลัวจากภายในพุ่งออกมาเป็นสีน้ำเงินประหลาด ซึ่งไม่ใช่แสงจากธรรมชาติอย่างแน่นอน
ทว่า... ในวินาทีที่ความสำเร็จอยู่เพียงเอื้อมมือ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะผิดปกติก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังที่เราเพิ่งผ่านเข้ามา
วิชัยชะงักหันกลับไปมองพร้อมกับยกปืนขึ้นสูง ผมและรินรดารีบหันไปมองตาม เงาร่างของใครบางคนปรากฏขึ้นท่ามกลางฝุ่นควัน—คนผู้นี้สวมเครื่องแต่งกายที่ไม่เข้ากับยุคสมัย และในมือเขากำลังถือวัตถุที่ผมจำได้แม่นยำว่าเป็นของที่ควรจะสาบสูญไปพร้อมกับคนรักของผมเมื่อสามปีก่อน
นั่นไม่ใช่ทหารรับจ้าง แต่เป็นชายที่ผมเห็นในรูปถ่ายชิ้นสุดท้าย... ชายที่น่าจะตายไปแล้วในโศกนาฏกรรมครั้งนั้น
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจโบราณสถานไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 12
กลไกประตูกล
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!