“ถ้าคุณยังคิดจะแตะต้องวงจรนั่นด้วยมือเปล่าอีกเพียงครั้งเดียว ผมจะทำลายเครื่องมือทั้งหมดของคุณทิ้งเสียเดี๋ยวนี้ รินรดา”
น้ำเสียงของศ.ดร. ธาดาเย็นเยียบพอที่จะทำให้บรรยากาศในห้องแล็บชั่วคราวกลางป่าลึกกลายเป็นช่องแช่แข็ง เขาขว้างไขควงหัวแบนลงบนโต๊ะโลหะจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนจะเดินไปเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับแผงวงจรสีเงินยวงที่ส่องแสงริบหรี่
รินรดาไม่สะทกสะท้าน เธอใช้ปากคีบโลหะขนาดจิ๋วคีบเศษเสี้ยวของคริสตัลที่มีรอยร้าวออกมาอย่างระมัดระวัง มือของเธอสั่นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น แต่นัยน์ตาของเธอกลับแน่วแน่ราวกับจดจ่ออยู่กับการกู้ระเบิด “ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำคะ—เอ่อ... ใครจะทำครับอาจารย์? ในเมื่อไอ้กลไกประหลาดนี่มันไม่ได้ทำงานด้วยไฟฟ้า แต่มันทำงานด้วย ‘แรงสั่นสะเทือนของคลื่นสมอง’ ถ้าผมไม่ดัดแปลงตัวรับสัญญาณให้มันตัดวงจรนี้ออก เราก็เป็นได้แค่เหยื่อให้มันปั่นหัวจนตายเหมือนคนก่อนๆ เท่านั้น”
ธาดานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขามองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำมันและเหงื่อของรินรดา ภาพสะท้อนในแว่นตาของเขาฉายให้เห็นร่องรอยของความหวาดกลัวที่เขาพยายามกดทับไว้ลึกสุดใจ ครั้งหนึ่งเขาเคยสูญเสียคนสำคัญไปเพราะความประมาทในโบราณสถานแบบนี้ ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเพียงเสียงหึ่งๆ ของเครื่องยนต์ปั่นไฟที่ทำงานหนักจนใกล้จะพัง
“มันไม่ใช่แค่เทคโนโลยีครับรินรดา” ธาดาเปลี่ยนน้ำเสียงให้ผ่อนคลายลง แม้ดวงตาจะยังคงฉายแวววิตก “มันคือคำสาปที่ถูกบรรจุลงในโลหะ หากคุณดัดแปลงมันพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียว แรงดันย้อนกลับจะไม่ได้แค่เผาผลาญวงจร แต่มันจะเผาผลาญ ‘ตัวตน’ ของคนถือไปพร้อมกับมันด้วย”
รินรดาเงยหน้าขึ้น สายตาของเธอมุ่งมั่นจนน่ากลัว “อาจารย์ครับ เรามีเวลาไม่มาก พันเอกวิชัยไม่ได้นั่งรอให้เราศึกษามันจนจบหรอกครับ ลูกน้องเขาส่งโดรนตรวจการณ์วนเวียนอยู่รอบหุบเขามาสามวันแล้ว อีกไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง พวกเขาจะปิดล้อมหุบเขานี้ และถ้าเราไม่มี ‘กุญแจ’ ที่ใช้งานได้จริงอยู่ในมือ เราก็แค่รอวันถูกฝังอยู่ในสุสานโบราณนี้ไปพร้อมกับความลับพวกนี้เท่านั้น”
เธอกดปุ่มสีเข้มบนตัวเครื่อง กลไกชิ้นนั้นสั่นไหวอย่างรุนแรงก่อนจะหยุดนิ่ง รินรดาหยิบอุปกรณ์เสริมที่เธอประกอบขึ้นใหม่จากเศษซากโบราณวัตถุที่เก็บได้จากชั้นหินด้านล่าง มันดูเหมือนถุงมือที่เชื่อมต่อด้วยสายไฟดัดแปลงจากสายเคเบิลเหล็กไหล
“ผมสร้างตัวซับแรงกระแทกจากแร่ควอตซ์ที่อาจารย์ขุดได้” รินรดากล่าว พลางสวมถุงมือเข้าที่มือขวา “ถ้ามันทำงานตามทฤษฎี มันจะช่วยดึงพลังงานที่พุ่งเข้าใส่ผู้ถือครองแล้วเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าปกติ แทนที่จะให้มันไหลผ่านเข้าสู่ระบบประสาทโดยตรง”
ธาดาเดินเข้าไปใกล้ เขาหยิบแว่นขยายขึ้นมาตรวจสอบรอยเชื่อมต่อที่มือของรินรดาอย่างละเอียด ความเงียบยังคงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ เขาพบว่าหญิงสาวไม่ได้เพียงแค่ดัดแปลง แต่นางได้ ‘ปรับแต่ง’ โครงสร้างทางวิศวกรรมที่มนุษย์ยุคปัจจุบันไม่มีทางเข้าใจ มันเป็นการผสมผสานระหว่างฟิสิกส์ชั้นสูงกับสิ่งที่เกือบจะเรียกว่า ‘เวทมนตร์’
“คุณกำลังเล่นกับไฟ” ธาดากล่าวเสียงต่ำ
“ถ้าไม่ลอง ก็ไม่มีทางชนะครับ” รินรดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก “อาจารย์ครับ ช่วยจับที่ขั้วบวกนั่นให้ที ถ้าผมจะทดสอบแรงดันไฟฟ้า ผมต้องการคนที่มีสติที่สุดในทีมมาเป็นตัวเชื่อมวงจร”
ธาดายื่นมือไปสัมผัสกับขั้วโลหะเย็นเฉียบ หัวใจของเขาเต้นรัวเป็นจังหวะที่ไม่ได้ยินมานานนับปี ความรู้สึกผิดที่เคยเกาะกินจิตใจค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นของการค้นพบครั้งใหม่
ขณะที่รินรดาเริ่มเดินเครื่อง กลไกโบราณก็ส่งเสียงหวีดหวิวออกมา แสงสีครามสว่างวาบขึ้นกลางห้อง สว่างเสียจนดวงตาของทั้งคู่แทบบอด แสงนั้นค่อยๆ ก่อตัวเป็นมิติที่บิดเบี้ยว ท่ามกลางความวุ่นวายของคลื่นพลังงานที่สั่นสะเทือนไปทั่วฐานที่มั่น รินรดาร้องอุทานออกมาเมื่อเห็นภาพบางอย่างผ่านหน้าจอโฮโลกราฟิกที่ฉายออกมาจากตัวกลไกนั้น
“อาจารย์... ดูนั่น” เธอชี้ไปยังภาพฉาย “นั่นไม่ใช่แผนที่... มันคือรายชื่อ”
ธาดาเพ่งมองผ่านแสงสว่างที่พร่าเลือน หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เมื่อรายชื่อที่ปรากฏบนจอโฮโลกราฟิกนั้น คือรายชื่อของทีมสำรวจที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน รวมถึงชื่อคนรักของเขาที่จารึกอยู่ลำดับที่หนึ่ง และสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกถล่มลงมาตรงหน้า คือตำแหน่งของชื่อเหล่านั้นที่ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้เสียชีวิต แต่กลับระบุสถานะว่า ‘ผู้เฝ้าประตูกาลเวลา’
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูททหารหลายสิบคู่ก็ดังสนั่นขึ้นจากนอกห้อง พร้อมกับเสียงกระชากประตูเหล็กที่ถูกพังเข้ามาโดยแรงระเบิด รินรดาหันขวับไปที่ประตูพร้อมกับมือที่ยังคงติดอยู่กับอุปกรณ์โบราณ แต่สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่ทหารของพันเอกวิชัย
ชายร่างสูงในชุดคลุมสีดำสนิทที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็นรูปอักขระโบราณยืนอยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้มาเพื่อจับกุม แต่เขามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่รินรดากำลังถืออยู่ “เครื่องมือชิ้นนั้น ไม่ใช่ของเล่นสำหรับพวกมนุษย์ที่กำลังจะตายอย่างพวกคุณ”
แสงสีครามดับวูบลงพร้อมกับเสียงกระซิบจากความมืดที่เย็นเยียบกว่าความตาย
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับแห่งหุบเขาเงาธรณีไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 15
การเตรียมตัวครั้งใหม่
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!