ปลายกระบี่เหล็กกล้าเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดู จ่อแนบชิดอยู่บนผิวเนื้ออ่อนนุ่มบริเวณลำคอระหงของหลินหว่านเอ๋อร์ กลิ่นคาวเลือดจางๆ คลุ้งปนไปกับกลิ่นอายสนิมเหล็กและกลิ่นหอมเย็นของป่าสนยามราตรี
นางไม่ได้ถอยร่น ไม่แม้แต่จะกะพริบตา ความเงียบงันที่แผ่ซ่านอยู่ระหว่างคนทั้งสองหนักอึ้งเสียจนราวกับอากาศรอบกายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
เซียวจิ้งเหยียนหรี่นัยน์ตาคมก్రిบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บ ดวงเนตรสีดำสนิทคู่นั้นลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบึ้ง เขาพิจารณาสตรีเบื้องหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน—ตั้งแต่ปอยผมที่หลุดลุ่ยเคลียคลออยู่ข้างแก้มเนียนนุ่ม อาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีนวลปักลายเหมันต์บัวขาวที่เปื้อนฝุ่นดินเล็กน้อย ไปจนถึงดวงตาคู่สวยที่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ผิดวิสัย... สตรีทั่วไปยามเผชิญหน้ากับคมดาบของอ๋องทรราชผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ย่อมต้องตัวสั่นเทา น้ำตาคลอหน่วย และร้องขอชีวิตด้วยความหวาดผวา แต่นางกลับยืนนิ่งสงบดั่งผืนน้ำในบึงลึก สะท้อนภาพเงาของเขาโดยไม่มีความสะท้านไหว
"เจ้าเป็นใครกันแน่..."
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยลอดไรฟัน ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทปักลายมังกรไร้เขี้ยวด้วยด้ายสีเงินยวดขยับเข้าใกล้ทีละน้อย จนปลายกระบี่เกือบจะกดลึกลงไปในเนื้อ "สายลับจากวังหลวง? หรือเป็นหมากตัวใหม่ที่เสด็จพ่อกับองค์ชายสามส่งมาเพื่อเด็ดหัวข้า?"
หลินหว่านเอ๋อร์ปรายตามองคมกระบี่ที่จ่ออยู่กับลำคอของตนด้วยรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ทำให้อ๋องหนุ่มผู้เจนจัดในสนามรบถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
"หากหม่อมฉันเป็นสายลับของพวกเขาจริง... ท่านอ๋องคิดว่าป่านนี้ศีรษะของหม่อมฉันจะยังอยู่บนบ่า หรือว่ากระบี่เล่มนี้จะมาจ่ออยู่ตรงนี้เพื่อถามคำถามที่โง่เขลาเช่นนี้เพคะ?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่ากังวานใสและเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างประหลาด
เซียวจิ้งเหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาดุร้ายฉายแวววาววับขึ้นมาวูบหนึ่ง "ปากกล้าดีนี่... คิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้าหรือ?"
"หม่อมฉันไม่เคยคิดว่าท่านไม่กล้า" หว่านเอ๋อร์ก้าวเท้าเดินสวนทางกับคมกระบี่ไปหนึ่งก้าวอย่างอาจหาญ ปลายคมเหล็กเฉียดผ่านผิวเนื้อจนเกิดรอยแดงจางๆ แต่นางหาได้สะท้านสะเทือนไม่ ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาโดยตรง "ท่านอ๋องเซียวจิ้งเหยียนผู้เลื่องชื่อ ทรงฆ่าคนดั่งผักปลา ทรงเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ของราชสำนักจนแหลกสละ ไยจะต้องมาลังเลกับสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งเล่าเพคะ? แต่ทว่า..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าเชือดเฉือนถึงขั้วหัวใจ
"...หากท่านลงมือสังหารหม่อมฉันในคืนนี้ รับรองได้เลยว่า ภายในเจ็ดวัน... แคว้นซีเป่ยทั้งหมดจะตกอยู่ในกำมือขององค์ชายสาม และศีรษะของท่านพี่... เอ๊ย ของท่านอ๋อง คงจะถูกเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองหลวงอย่างอนาถเป็นแน่เพคะ"
คำว่า 'ท่านพี่' ที่เกือบหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบถูกกลืนหายไปในลำคออย่างรวดเร็ว ทว่ามันกลับทิ้งร่องรอยความระแวงสงสัยไว้ในใจของเซียวจิ้งเหยียนอย่างรุนแรง
ชื่อของ 'องค์ชายสาม' ถูกเอמהออกมาจากปากของสตรีผู้นี้ด้วยความรู้สึกชิงชังรังเกียจที่ปิดไม่มิด นั่นไม่ใช่ความรู้สึกของสายลับที่ถูกส่งมาสอดแนม แต่มันคือความแค้น... ความแค้นที่ฝังรากลึกอยู่ในดวงตาคู่นั้น ราวกับนางเคยถูกคนผู้นั้นทรยศหักหลังจนตายตกไปตามกันมาแล้วครั้งหนึ่ง
เซียวจิ้งเหยียนหรี่ตาลง ปลายกระบี่ในมือสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะลดระดับลงช้าๆ เขาตวัดสายตามองสำรวจเรือนร่างระหงของนางอีกครั้งอย่างพิจารณา
ค่ำคืนนี้ ท่ามกลางบรรยากาศอับชื้นภายในค่ายพักแรมชั่วคราวชายแดนตะวันตก กลิ่นอายความตายลอยอบอวลอยู่รอบตัว แต่สตรีเบื้องหน้ากลับยืนหยัดสง่างามดั่งต้นสนท้าทายลมหนาว นางล่วงรู้ความลับทางยุทธศาสตร์ ล่วงรู้แผนการขององค์ชายสาม และที่สำคัญที่สุด... นางล่วงรู้ถึงความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเนรเทศของเขา
"เจ้าเป็นใครกันแน่... หลินหว่านเอ๋อร์"
ชื่อของนางถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากหยักลึก น้ำเสียงนั้นเจือด้วยความระแวงสงสัยขั้นสุด
หว่านเอ๋อร์ย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ ชายกระโปรงผ้าแพรสีนวลแผ่สยายบนพื้นดินสกปรกราวกับดอกบัวขาวที่ผุดขึ้นจากตມตม "หม่อมฉันก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง... ผู้ซึ่งปรารถนาจะเห็นสุนัขรับใช้ทรยศต้องชดใช้ด้วยเลือด และเป็นผู้ที่จะนำพาบัลลังก์ที่แท้จริงกลับคืนสู่มือของท่านอ๋องเพคะ"
ภายในกระโจมพักแรมอันเงียบสงบ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบตามสายลมที่ลอดผ่านรอยแตกของผืนผ้าใบ เงาร่างของคนทั้งสองทาบทับซ้อนกันบนผนังผ้าใบราวกับภาพวาดโบราณที่ถูกแต่งแต้มด้วยความมืดมนและอำนาจ
เซียวจิ้งเหยียนนิ่งเงียบไปนาน เขายังคงไม่ไว้วางใจนาง แต่วิญญาณนักรบและสัญชาตญาณดิบเถื่อนบอกเขาว่า สตรีผู้นี้มีประโยชน์ต่อเขามากกว่าการปล่อยให้ตายคามือ
"หากเจ้าโกหกข้าแม้แต่คำเดียว..." อ๋องหนุ่มโน้มตัวเข้าไปกระซิบชิดริมใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอระหง กลิ่นอายบุรุษเพศอันตรายแผ่ซ่านกดดัน "ข้าจะควักหัวใจของเจ้าออกมาดูว่า มันทำด้วยอะไรกันแน่"
"หม่อมฉันยินดีให้ท่านอ๋องพิสูจน์เพคะ..." หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มมุมปากของนางเย้ายวนแต่ทว่าเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง "แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น... เกรงว่าท่านอ๋องคงต้องทรงสดับรับฟังแผนการของหม่อมฉันเสียก่อนเพคะ ว่าเหตุใด... สนมเอกตระกูลหลิวแห่งวังหลัง ถึงต้องส่งมือสังหารมาปลิดชีพท่านในคืนนี้"
คำพูดของนางทำเอาเซียวจิ้งเหยียนชะงักกึก สีหน้าเคร่งขรึมลงทันตาเห็น สนมเอกตระกูลหลิว... มารดาเลี้ยงผู้กุมอำนาจในราชสำนักและเป็นผู้ผลักดันองค์ชายสามขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาท ข้อมูลนี้แม้แต่หน่วยข่าวกรองของเขาก็เพิ่งจะสืบทราบ แต่นางกลับรู้ดีเสียยิ่งกว่าผู้บัญชาการหน่วยลับเสียอีก!
ทว่า ก่อนที่เซียวจิ้งเหยียนจะได้ซักไซ้ไล่เลียงอันใดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าม้าควบตะบะอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้นจากภายนอกกระโจม ตามมาด้วยเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์คนสนิท
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจิ้งเหยียนขมวดคิ้วมุ่น เขาหันไปมองหน้าหลินหว่านเอ๋อร์แวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินไปเปิดผืนผ้าใบกระโจมออกด้วยความรวดเร็ว
แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกสาดส่องเข้ามาภายในกระโจม เผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือดขององครักษ์ประจำตัวที่คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก เนื้อตัวเปื้อนโคลนและหยาดเหงื่อ
"มีเรื่องอันใด?" อ๋องหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ม... มีราชโองการด่วนจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์หนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ถือกระบอกไม้ไผ่บรรจุราชโองการสั่นเทาเล็กน้อย "ฮ่องเต้... ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนักจนหมดสติไปแล้ว และ... และมีพระราชโองการลับฉบับใหม่ประกาศออกมา... สั่งปลดท่านอ๋องจากการเป็นผู้บัญชาการทหารชายแดน พร้อมกับ... พร้อมกับมีรับสั่งให้ประหารชีวิตท่านทันทีที่พบตัวพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำรายงานนั้น บรรยากาศภายในกระโจมก็ดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งทันที
เซียวจิ้งเหยียนนิ่งงันไปชั่วขณะ นัยน์ตาดำสนิทวาวโรจน์ขึ้นด้วยเพลิงโทสะที่ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง แผนการชั่วช้าของตระกูลหลิวและองค์ชายสามเดินเร็วกว่าที่คาดไว้มาก พวกมันบีบให้เขาหลังชนฝา ไร้หนทางถอยร่น
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงและไร้ซึ่งหนทางแก้ไขนั้นเอง หลินหว่านเอ๋อร์กลับก้าวเท้าเข้ามาใกล้เซียวจิ้งเหยียน นางเอื้อมมือเรียวบางออกไปแตะลงบนแขนเสื้อผ้าไหมของเขาเบาๆ
สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับปีกผีเสื้อ ทว่ากลับหนักแน่นและมั่นคงดั่งหินผา ท่ามกลางพายุฝนทางการเมืองที่กำลังโหมกระหน่ำซัดเข้าใส่พวกเขาทั้งสอง
ดวงตากลมโตคู่นั้นมองตรงไปยังอ๋องหนุ่มผู้ถูกขีดฆ่าจากราชสำนักด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและความมั่นใจ
"ท่านอ๋อง..." นางเอ่ยกระซิบเสียงหวานข้างกายเขา น้ำเสียงนั้นกังวานชัดและทรงพลังยิ่งกว่าราชโองการฉบับใดในแผ่นดิน "อย่าเพิ่งทรงกังวลไปเลยเพคะ... ในเมื่อพวกเขาอยากให้ท่านตายนัก หม่อมฉันนี่แหละ... จะพาเทียนไขมงคลไปจุดเผาบัลลังก์ของพวกมันเองเพคะ"
----------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและล้างแค้นไปกับกลยุทธ์อันเฉียบคมของกุนซือหญิงของเรานะคะ หวังว่าจะชื่นชอบความเชือดเฉือนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ! — เงียบแต่ฟาดเรียบ
กุนซือหญิงผู้หวนคืนกับอ๋องทรราชผู้ถูกขีดฆ่า•ตอนที่ 2
รอยร้าวในราชวงศ์
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้หวนคืนกับอ๋องทรราชผู้ถูกขีดฆ่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
