"คุณกำลังบอกว่า รอยแผลนั่นไม่ใช่ฝีมือของคน แต่เป็น 'เจตจำนง' ของบางอย่างที่วิทยาศาสตร์นิติเวชยังหาคำอธิบายไม่ได้งั้นหรือครับ คุณศศิ?"
พายัพเอ่ยขึ้นขณะวางภาพถ่ายคดีลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวหนา เสียงของเขาเรียบนิ่ง ทว่าแฝงไปด้วยแรงปะทะทางความคิดที่เขามีต่อผู้หญิงตรงหน้า ห้องสมุดส่วนตัวของศศิอบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและควันกำยานจางๆ ที่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความรำคาญใจที่ต้องพึ่งพาตรรกะที่เขาไม่เคยยอมรับ
ศศิเงยหน้าขึ้นจากตำราใบลานเก่าคร่ำคร่า แว่นสายตากรอบบางของเธอสะท้อนแสงไฟสีส้มสลัว เผยให้เห็นแววตาที่สงบนิ่งดุจผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ เธอหยิบภาพถ่ายนั้นขึ้นมาพินิจ ก่อนจะระบายยิ้มบางที่มุมปาก ซึ่งพายัพอ่านไม่ออกว่ามันคือความเอ็นดูหรือการดูแคลน
"คุณพายัพครับ" เธอเริ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ในห้องแล็บนิติเวชของคุณ คุณใช้กล้องจุลทรรศน์ขยายดูรอยแยกของผิวหนังเพื่อหาลายนิ้วมือหรือเศษสารเคมี แต่ที่นี่... เราขยายดู 'ร่องรอยของการกระทำ' ที่ทิ้งไว้บนจิตสำนึกของเหยื่อ ต่างกันแค่เครื่องมือ แต่เป้าหมายคือความจริงเหมือนกัน ไม่ใช่หรือครับ?"
พายัพแค่นหัวเราะพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง "ความจริงในแบบที่คุณว่า มักจะมาพร้อมกับความงมงายและพิธีกรรมที่ไร้ที่มาเสมอ คู่หูผมตายไปโดยไม่มีคำตอบ และผมไม่ต้องการคำตอบที่เป็นเพียงความเชื่อลอยๆ ในการปิดคดีนี้"
ศศิขยับตัวลุกขึ้นยืน เธอเดินไปที่ชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามสันหนังสือหนังแกะอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาแล้ววางลงตรงหน้าพายัพ
"ถ้าอย่างนั้น ลองดูนี่ครับ"
พายัพก้มลงมอง สมุดเล่มนั้นไม่ใช่ตำราไสยเวท แต่เป็นบันทึกการสังเกตการณ์คดีฆาตกรรมเมื่อสามสิบปีก่อน ลายมือในนั้นเป็นระเบียบและคมชัดผิดกับสิ่งที่เขาคิดไว้ ลายเส้นภาพวาดจำลองเหตุการณ์ในหน้ากระดาษดูคุ้นตาอย่างประหลาด มันคือตำแหน่งของศพในคดีที่เขาได้รับมอบหมายเมื่อสัปดาห์ก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
"นี่มันอะไรกัน?" พายัพถาม เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย
"นี่คือ 'สถิติ' ของความอาฆาตครับ" ศศิกล่าวพลางประสานมือไว้ที่หน้าตัก "ไสยเวทไม่ใช่เรื่องลี้ลับที่ไร้เหตุผล แต่มันคือศาสตร์ของการจัดการ 'พลังงาน' ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม บาดแผลบนตัวเหยื่อของคุณไม่ได้เกิดจากมีดหรืออาวุธคม แต่มันเกิดจาก 'รอยจารึก' ที่ถูกถ่ายโอนผ่านกลไกบางอย่างที่คุณเรียกว่าอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน"
พายัพนิ่งงัน ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากออกจากตรรกะที่เขายึดถือเริ่มบั่นทอนความมั่นใจ เขาหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาเปิดดูหน้าถัดไป หัวใจของเขาเต้นรัวเมื่อพบว่าหน้าสุดท้ายของบันทึกเล่มนี้มีชื่อของคู่หูเขาเขียนกำกับไว้ด้วยหมึกสีแดงสดราวกับเพิ่งเขียนเสร็จไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
"ทำไมชื่อของเขาถึงไปอยู่ในบันทึกที่เก่าขนาดนี้?" พายัพเงยหน้าขึ้นมองศศิด้วยสายตาเอาเรื่อง แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขาต้องชะงัก
ศศิไม่ได้มองเขา เธอหันไปมองหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นเงาของพวกเขาในความมืด แววตาของเธอเปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยที่ลึกซึ้งเกินหยั่งถึง
"เพราะคดีนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มขึ้นครับคุณพายัพ" ศศิเอ่ยเบาหวิว "มันดำเนินมานานพอที่จะเปลี่ยนผู้ล่าให้กลายเป็นผู้ถูกล่า... และตอนนี้ รอยเลือดนั่นกำลังเรียกร้องหาเจ้าของใหม่"
ทันใดนั้น ไฟในห้องสมุดก็กระพริบถี่ๆ ก่อนจะดับสนิทลง ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมแทนที่บรรยากาศวิชาการ พายัพชักปืนประจำกายออกมาโดยสัญชาตญาณ เสียงฝีเท้าหนักๆ เริ่มดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดด้านนอกห้อง ไม่ใช่ฝีเท้าของคนเดินปกติ แต่มันเป็นเสียงลากขาที่ฟังดูเหมือนเสียงกระดูกเสียดสีกับพื้นไม้
พายัพก้าวไปขวางหน้าศศิโดยอัตโนมัติ มือกระชับปืนแน่น ทว่าศศิกลับวางมือลงบนไหล่เขา แรงกดจากปลายนิ้วของเธอทำให้เขารู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่วิ่งผ่านกระดูกสันหลัง
"อย่ามองที่ประตูครับ" ศศิกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เขาต้องหยุดหายใจ "ให้มองที่เงาของตัวเองบนพื้น... นั่นไม่ใช่เงาของคุณ"
พายัพก้มลงมองที่พื้นตามคำสั่ง ภาพที่ปรากฏทำให้เลือดในกายเขาราวกับจะกลายเป็นน้ำแข็ง เงาบนพื้นของเขาไม่ได้กำลังถือปืน แต่มันกำลังถือดาบโบราณที่อาบไปด้วยสีดำข้น... และที่สำคัญที่สุด เงานั้นกำลังขยับแขนช้าๆ เพื่อปาดคอตัวเอง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในความมืดมิดครั้งนี้กับผม "เพชรตาเสือโบราณ" นะครับ
อาถรรพ์รอยเลือด: ปริศนาจารึกวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 2
นักวิชาการในเงามืด
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาถรรพ์รอยเลือด: ปริศนาจารึกวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
