เงาจันทร์สลักรอยแค้น•ตอนที่ 2

ภาพสะท้อนในกระจกทองเหลือง

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
รสชาติของความแค้นยามเมื่อเคี้ยวดื่มกินเข้าไปช้าๆ หาได้มีความขมขื่นไม่... หากแต่หอมหวานดั่งสุราชั้นเลิศที่หมักบ่มด้วยหยาดน้ำตาและเลือดเนื้อของตนเอง ไป๋ลี่หลินปักปิ่นหยกขาวลงบนมวยผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลอย่างไร้ความลังเล ปลายปิ่นแหลมคมสะท้อนแสงตะเกียงวับวาม ราวกับเข็มพิษที่พร้อมจะพุ่งทะลวงหัวใจของผู้ที่เคยเหยียบย่ำนางให้แหลกคาเท้า กระจกทองเหลืองเบื้องหน้าขัดจนเงาวับ สะท้อนใบหน้างดงามที่บัดนี้ไร้ซึ่งความอ่อนหวานเยาว์วัย หลงเหลือเพียงแววตาคู่คมกริบดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ รอยยิ้มที่มุมปากของนางมิใช่รอยยิ้มของสตรีผู้รอคอยความเมตตา หากแต่เป็นรอยยิ้มของยมทูตที่กำลังนับถอยหลังเวลาตายของ "มู่หรงจิ้น" คราบเลือดและหยาดน้ำตาในตำหนักบูรณะเมื่อสามปีก่อน ยังคงฝังแน่นอยู่ในซอกหลืบความทรงจำราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย วันนั้น... นางถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ หญิงสาวผู้ไร้ซึ่งอำนาจและเส้นสายต้องก้มกราบแทบเท้าบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี อ้อนวอนขอความเห็นใจให้สายเลือดในครรภ์ที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก ทว่าสิ่งที่นางได้รับกลับมีเพียงแววตาที่ว่างเปล่าดั่งก้อนน้ำแข็ง และพระราชโองการที่ขับไล่นางออกไปเผชิญความตายท่ามกลางพายุหิมะ ความหนาวเหน็บในคืนนั้น สอนให้นางรู้ซึ้งว่า ความรักคืออาวุธที่โง่เขลาที่สุดที่สตรีโง่เง่าใช้สังหารตนเอง "พระชายาเพคะ ทุกอย่าง... เตรียมพร้อมแล้วเพคะ" เสียงของชิงชิงบ่าวรับฝากชีวิตผู้ร่วมเป็นร่วมตายดังขึ้นแผ่วเบา ร่างของเด็กสาวสั่นเทาเล็กน้อยมิใช่เพราะความกลัว หากแต่เป็นความตื่นเต้นที่จะได้เห็นอาณาจักรที่สร้างด้วยความหยิ่งผยองของท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย ลี่หลินไม่หันกลับไปมองนาง สายตายังคงจับจ้องเงาของตนเองในกระจกทองเหลือง นิ้วเรียวไล้ไปตามกรอบหน้าของตนช้าๆ "ความพร้อมกระนั้นหรือ..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศภายในห้องนอนลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบ "สำหรับคนพวกนั้น... คำว่าพร้อมยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ มู่หรงจิ้นคิดว่าการส่งข้าไปตายที่ชายแดนจะทำให้เขาหลุดพ้นจากตราบาปงั้นหรือ? เขาคิดผิดเสียแล้ว... ข้าไม่ได้กลับมาเพื่อทวงคืนตำแหน่งพระชายาที่เน่าเฟะ แต่วันนี้... ข้าจะทำให้เขารู้สึกถึงความตายทั้งเป็น ที่แม้แต่การอ้อนวอนขอความตายก็ยังเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับเขา" แผนการที่นางใช้เวลาสามปีถักทอขึ้นมา มิใช่การลอบสังหารด้วยคมดาบที่รวดเร็วและไร้ความเจ็บปวด เพราะการตายอย่างง่ายดายเช่นนั้น... มันช่างเมตตาเกินไปสำหรับปีศาจอย่างมู่หรงจิ้น สิ่งที่นางต้องการคือการค่อยๆ ดึงเอากลีบดอกไม้ทีละกลีบออกจากอำนาจของเขา เริ่มจากการตัดแขนตัดขา ทำลายพันธมิตรทางการเมืองทีละคน แย่งชิงความไว้วางใจที่เขามีต่อฮ่องเต้ และสุดท้าย... ทำให้เขาต้องสูญเสียทุกสิ่งที่รัก จนเหลือเพียงตัวคนเดียวในความมืดมิด เช่นเดียวกับที่นางเคยเผชิญในคืนหิมะโปรยปรายคราวนั้น รอยแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าเต้นตุบๆ ทุกครั้งที่นึกถึงความเจ็บปวดในอดีต ลี่หลินสูดหายใจเข้าลึก3 เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์พועที่พลุ่งพล่าน นางไม่ใช่สตรีอ่อนแอคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ร่างกายนี้ จิตวิญญาณนี้ เป็นของความแค้นแต่เพียงผู้เดียว "ข่าวจากจวนอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง?" ลี่หลินเอ่ยถาม โดยสายตายังคงไม่ละไปจากกระจก "เรียนพระชายา ท่านอ๋องทรง... ประชวรหนักหลังจากกลับมาจากชายแดนเพคะ หมอหลวงต่างพากันวิ่งวุ่นเข้าออกจวนกันให้พลุกพล่าน ว่ากันว่าพระองค์ทรงเอาแต่เพ้อถึง... ถึงพระนามของพระองค์ตลอดเวลาเพคะ" ชิงชิงรายงานด้วยน้ำเสียงระคนสะใจ มุมปากของลี่หลินกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ "เพ้อถึงข้าอย่างนั้นหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี... ยามที่ข้าต้องการคำว่า 'เชื่อใจ' จากเขา เขากลับเลือกที่จะเหยียบย่ำมันลงบนพื้นดิน ยามที่ข้าต้องการความเมตตา เขาหยิบยื่นความตายให้ บัดนี้... เมื่อเขาสำนึกได้ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ความรู้สึกผิดของเขามีค่าเทียบเท่ากับเศษฝุ่นใต้รองเท้าของข้าเท่านั้น" ลี่หลินลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์ผ้าไหมสีดำปักดิ้นเงินรูปดอกเหมยยามต้องแสงไฟทอประกายระยิบระยับขับเน้นให้รูปร่างระหงดูสง่างามและน่าเกรงขามในคราเดียวกัน นางก้าวเดินไปที่หน้าต่าง เปิดมันออกรับลมหนาวที่พัดโชยเข้ามา กลิ่นอายของฤดูหนาวปีนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน เป็นกลิ่นเดียวกับค่ำคืนที่นางสูญเสียลูกน้อยในครรภ์ไปตลอดกาล ทว่า... ในความมืดมิดของราตรีกาลนี้ กลับมีเสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาใกล้เรือนพักของนางอย่างไร้ซุ่มเสียง ชิงชิงที่ยืนอยู่หน้าประตูกำลังจะเอ่ยปากทักท้วงด้วยความตกใจ ทว่าเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเข้มที่คุ้นตาจนน่ากลัว กลับก้าวพรวดพราดเข้ามาภายในห้องด้วยลมหายใจหอบกระชั้น มู่หรงจิ้น... บุรุษผู้ที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ในเวลานี้ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของนาง แววตาคมกริบที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความเจ็บปวดเจียนตาย ร่างสูงสั่นเทาเล็กน้อยยามที่ทอดมองสตรีตรงหน้า ราวกับเขากำลังเผชิญหน้ากับวิญญาณที่เขาส่งไปฆ่าด้วยมือตนเอง "ลี่หลิน..." เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจ บัดนี้กลับสั่นพร่าและแหบแห้งจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "เจ้า... เจ้ายังไม่ตาย... เจ้ายังไม่ตายจริงๆ ด้วย..." ลี่หลินหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ชั่วขณะนั้น... หัวใจของนางกระตุกวูบ แต่มันไม่ใช่ความรักหรือความโหยหา หากแต่เป็นความสะใจที่ได้เห็นอดีตสามีผู้ยิ่งใหญ่ คุกเข่าลงแทบเท้าของนางด้วยสภาพที่น่าสมเพชยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน "ท่านอ๋อง..." ลี่หลินเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงหวานหยาดเยิ้ม ทว่าเย็นชาจนเฉือนลึกถึงกระดูก "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดจึงมาเยือนเรือนพักอันต่ำต้อยของหญิงสาวผู้ต่ำศักดิ์เช่นนี้เล่าเพคะ? หรือว่า... ผีร้ายที่ท่านเคยผลักไสให้ไปตาย กลับมาหลอกหลอนท่านในยามนิทราเสียแล้ว?" มู่หรงจิ้นพุ่งเข้ามาหมายจะคว้าข้อมือของนาง ทว่าลี่หลินกลับสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใย ดวงตาคู่คมจ้องมองเขาด้วยความเหยียดหยาม ก่อนที่นางจะโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายของอ๋องหนุ่มแข็งค้าง "ลุกขึ้นเถอะเพคะ... การที่ท่านมาคุกเข่าอยู่ตรงนี้ มันยังน้อยเกินไป... กับสิ่งที่ท่านติดค้างไว้กับลูกของเรา" ชั่วพริบตานั้นเอง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กชายวัยสามขวบผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับมู่หรงจิ้นราวกับพิมพ์เดียวกัน วิ่งเข้ามาซุกตัวอยู่หลังชายผ้าอาภรณ์ของลี่หลิน พร้อมกับเอ่ยเรียกนางด้วยเสียงใสแจ๋ว "ท่านแม่... ดึกแล้ว เหตุใดยังไม่นอนอีกเล่าขอรับ?" มู่หรงจิ้นเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวนับเป็นหินทราย ความจริงบางอย่างที่กระแทกเข้าตา ทำให้ลมหายใจของอ๋องหนุ่มขาดห้วงไปทันที ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์สลักรอยแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%