“ความมืดไม่ได้แปลว่าความว่างเปล่าเสมอไปหรอกนะครับ คุณอาชวิน”
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความเยเย้ยหยันเล็กน้อยของเซเรน่าดังขึ้นในความเวิ้งว้างที่ถูกกลืนกินด้วยสีดำสนิท แสงไฟนีออนสีฟ้าครามจากแผงควบคุมหลักดับวูบลงในเสี้ยววินาที พร้อมกับเสียงหึ่งต่ำๆ ของเครื่องกำเนิดพลังงานสำรองที่พยายามเฮือกสุดท้ายก่อนจะยอมจำนนต่อความล้มเหลวโดยสมบูรณ์
บรรยากาศภายในห้องควบคุมส่วนกลางของสถานีโคจรเซนทอรีเวลาราวกับถูกแช่แข็ง อุณหภูมิรอบตัวเริ่มลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจางๆ อาชวินขยับตัวเล็กน้อย เสียงเสียดสีของเนื้อผ้าคาร์บอนไฟเบอร์กับเก้าอี้โลหะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เขากำลังใช้สติประมวลผลสถานการณ์ด้วยตรรกะอันเคร่งครัด แม้ความมืดรอบด้านจะพยายามกัดกินสมาธิของเขาอย่างช้าๆ ก็ตาม
“ระบบระบายความร้อนหลักตัดการทำงาน แผงวงจรจ่ายไฟน่าจะOverloadจากการดึงพลังงานเกินขีดจำกัดที่คุณเป็นคนอนุมัติเองเมื่อชั่วโมงก่อน... เซเรน่า” อาชวินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนิ่งสนิท เขานั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงาน แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายในความมืดสนิทนี้ แต่เขาสามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากตัวตนของเธอที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร
“โทษผมไม่ได้หรอกนะครับ วิศวกร” เสียงฝีเท้าเบาหวิวบนพื้นตารางโลหะขยับเข้ามาใกล้ทีละน้อย “ถ้าสภาความมั่นคงไม่สั่งให้เร่งสกัดข้อมูลจากแคปซูลนิรภัยลำนั้น สถานีนี้คงไม่ต้องมาเสี่ยงกับการระเบิดจากภายใน... คุณก็น่าจะรู้ดีว่าเรากำลังแข่งกับเวลา และความมืดแบบนี้แหละ ที่มักจะทำให้ความลับที่ซ่อนอยู่ใต้พรมถูกเปิดเผยออกมาง่ายที่สุด”
เงาร่างโปร่งบางของเซเรน่าทาบทับลงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนอาชวินได้กลิ่นหอมจางๆ ของสนิมเหล็กและโคโลญจน์กลิ่นกฤษณาที่เธอใช้เป็นประจำ มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอันตรายแต่ก็น่าหลงใหลในเวลาเดียวกันในแบบฉบับของเจ้าหน้าที่สภาผู้เยือกเย็น
“ความลับเหรอครับ?” อาชวินแค่นหัวเราะในลำคออย่างแห้งแล้ง “สำหรับผม สิ่งที่มีตัวตนและวัดผลได้ด้วยสมการทางฟิสิกส์เท่านั้นที่มีความหมาย ความลับของคุณหรือของสภา ไม่ได้ช่วยให้เครื่องปฏิกรณ์นี้กลับมาติดขึ้นได้หรอกนะ”
“บางครั้ง สมการของคุณก็แคบเกินไปที่จะมองเห็นภาพรวมของจักรวาลนะครับ”
เซเรน่าหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขาพอดี แม้จะมองไม่เห็นดวงตาคู่นั้น แต่เขารู้ว่าเธอกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เฉียบคมและอ่านยากเพียงใด ความใกล้ชิดในพื้นที่ปิดตายและไร้ซึ่งแสงสว่างนี้ สร้างสนามพลังบางอย่างขึ้นมาระหว่างคนทั้งสอง เป็นแรงดึงดูดประหลาดที่เกิดจากความแตกต่างสุดขั้ว ระหว่างชายผู้ยึดมั่นในกฎแห่งเหตุและผล กับหญิงสาวผู้กุมอำนาจและคำสั่งอันมืดมน
“คุณกลัวความมืดหรือเปล่า อาชวิน?” เธอกระซิบถาม เสียงนั้นแผמתซ่านเข้ามาในโสตประสาท ราวกับจงใจดึงความทรงจำอันเจ็บปวดที่เขาพยายามฝังกลบไว้ให้หวนคืนมา
ภาพของความมืดมิดในห้วงอวกาศเมื่อหลายปีก่อน โศกนาฏกรรมที่พรากครอบครัวและทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตของเขา วูบกลับเข้ามาในหัวสมองจนมือหนาที่วางอยู่บนโต๊ะเผลอกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว เส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปนขึ้นเล็กน้อยภายใต้ความกดดันทางจิตวิทยาที่เธอบงการได้อย่างแม่นยำ
“ความมืดไม่ได้น่ากลัวเท่ากับคนที่พยายามใช้มันปกปิดความจริงหรอกนะครับ” อาชวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น แววตาของเขาในความมืดฉายประกายความดุดันขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด “เช่นเดียวกับที่คุณกำลังพยายามซ่อนบางอย่างเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของการปิดตายระบบสื่อสารของสถานีนี้”
เซเรน่าไม่ได้ถอยหนี เธอกลับโน้มตัวลงมาใกล้ขึ้นจนลมหายใจอุ่นๆ เฉียดผ่าน1แก้มของเขา “ถ้าคุณฉลาดอย่างที่ผมคิด... คุณก็น่าจะรู้ว่าการที่ไฟดับทั้งสถานีในตอนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ... แต่มันคือสัญญาณเตือน”
“สัญญาณเตือนอะไร?”
“สัญญาณเตือนว่า... มีบางคนกำลังพยายามลบหลักฐานชิ้นสุดท้ายในห้องนิรภัยใต้ดิน และคนๆ นั้น... ก็ไม่ได้อยู่ข้างนอกห้องนี้”
คำพูดนั้นทำให้อากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งลง อาชวินหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณความเป็นมืออาชีพตื่นตัวเต็มพิกัด มือข้างหนึ่งของเขาค่อยๆ เลื่อนไปแตะปุ่มฉุกเฉินลับใต้โต๊ะที่เชื่อมต่อกับระบบล็อกประตูนิรภัยแบบกลไกที่ไม่ใช้ไฟฟ้า
ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะทันได้กดลงไป—
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นจากมุมมืดด้านหลังห้องควบคุม ซึ่งควรจะมีเพียงแค่เขากับเซเรน่าเท่านั้น!
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง เซเรน่าชะתาฝีเท้าและนิ่งค้างไปทันที ดวงตาของทั้งคู่ต่างเบนความสนใจไปยังทิศทางของเสียงนั้น พร้อมกับที่แสงไฟฉุกเฉินสีแดงก่ำสลัวๆ ดวงเล็กใต้เพดานจู่ๆ ก็ติดพรึบขึ้นมาด้วยพลังงานสำรองฉุกเฉินสั้นๆ เผยให้เห็นภาพสะท้อนบนกระจกเงาของแผงควบคุม—
ปรากฏว่า บนเก้าอี้ตัวที่ควรจะว่างเปล่าในมุมอับของห้อง มีแฟลชไดรฟ์ข้อมูลเข้ารหัสระดับสูงสีดำสนิท เสียบคาอยู่กับพอร์ตเชื่อมต่อหลักของระบบควบคุมเซกเตอร์ 7 พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมขนาดเล็กที่กระพริบข้อความสั้นๆ เป็นตัวเลขถอยหลังที่เหลือเวลาอีกเพียง "03:15" นาที ก่อนที่ข้อมูลทั้งหมดจะถูกระเบิดทำลาย!
และสิ่งที่ทำให้หัวใจของอาชวินกระตุกวูบไม่ใช่ตัวเลขนั้น... แต่เป็นสัญลักษณ์รูป "ดาวดับ" ที่สลักอยู่บนตัวแฟลชไดรฟ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับเครื่องมือสื่อสารชิ้นสุดท้ายที่พ่อของเขาเคยทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิตในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่ออดีต
เซเรน่าหันมามองหน้าเขา แววตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจอย่างปิดไม่มิดเป็นครั้งแรก “นั่นมัน... รหัสผ่านของกลุ่มกบฏที่คุณเคยถูกสอบสวนเมื่อสามปีก่อนไม่ใช่เหรอ อาชวิน?”
อาชวินไม่ตอบ เขากัดกรามแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่หน้าจอถอยหลังที่กำลังนับเวลาถอยหลังอย่างเลือดเย็น ขณะที่เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่เริ่มดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก มุ่งตรงมายังห้องควบคุมที่มืดมิดแห่งนี้อย่างรวดเร็ว
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในความเวิ้งว้างนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — **เนบิวลาสตาร์**
วิศวกรดาวดับกับผู้คุมกฎแห่งเนบิวลา•ตอนที่ 6
ห้องควบคุมที่มืดมิด
ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรดาวดับกับผู้คุมกฎแห่งเนบิวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!