เสียงเตือนของระบบระบายความร้อนระดับเจ็ดดังขึ้นเป็นจังหวะต่ำๆ ในห้องควบคุมหลัก คล้ายเสียงหัวใจที่เต้นรำอยู่บนความเปราะบางของออกซิเจนในสุญญากาศ แสงสีฟ้าอมม่วงจากหน้าจอโฮโลแกรมสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของผม อาชวิน—วิศวกรผู้ซึ่งเชื่อมั่นมาตลอดว่าทุกปัญหามีสมการทางคณิตศาสตร์รองรับ จนกระทั่งรอยยิ้มบางเบาหลังกระจกนิรภัยของเซเรน่าเมื่อครู่ ได้ทำลายความสมบูรณ์แบบของสมการนั้นลงจนหมดสิ้น
ผมก้มมองปลายนิ้วที่วางอยู่บนแผงควบคุมหลัก รอยเปื้อนคราบน้ำมันหล่อลื่นจักรวาลยังคงติดอยู่ตามซอกเล็บ—หลักฐานทางกายภาพที่ย้ำเตือนว่าผมเป็นเพียงมนุษย์เนื้อหนัง ไม่ใช่กลไก
"คุณกำลังคิดว่าสมการตัวแปรไหนในระบบที่คำนวณพลาดไปใช่ไหมครับ อาชวิน"
เสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิทของเซเรน่ายังคงก้องอยู่ในหูฟังไร้สาย เธอไม่ได้เดินเข้ามาใกล้ แต่แรงกดดันจากตัวตนของเธอกลับแผ่ซ่านผ่านผนังโลหะอัลลอยด์เข้ามาถึงด้านในได้อย่างน่าประหลาด
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของแผงวงจรที่ร้อนจัดผสมกับกลิ่นโอโซนจางๆ จากเครื่องฟอกอากาศลอยเข้าจมูก ผมหันกลับไปเผชิญหน้ากับเธอผ่านกระจกใสบานเดิม แม้ความมืดของอวกาศเบื้องหลังตัวเธอจะไร้ที่สิ้นสุด แต่ดวงตาคู่คมของเธอกลับมีความคมกริบยิ่งกว่าแสงดาวดวงใด
"ในระบบที่ผมออกแบบ ไม่มีคำว่าความบังเอิญครับ เซเรน่า" ผมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามรักษาอุณหภูมิความนิ่งในน้ำเสียงไว้ให้ได้มากที่สุด "แต่ถ้าจะมีอะไรที่หลุดรอดไปจากอัลกอริทึมความปลอดภัยระดับสูงสุด นั่นแปลว่าคนป้อนคำสั่ง... ตั้งใจปล่อยให้มันหลุดรอด"
เซเรน่ายกยมุมปากขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มนั้นชัดเจนขึ้น เล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เธอก้าวเข้ามาใกล้กระจกใส ปลายนิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือกันกระแทกแตะลงบนพื้นผิวกระจก ราวกับต้องการลดระยะห่างระหว่างเรา แม้จะมีกำแพงกั้นขวางอยู่ก็ตาม
"คุณฉลาดเกินไป อาชวิน นั่นคือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดของวิศวกร" เธอกล่าว ลมหายใจของเธอกระทบกระจกจนเกิดเป็นฝ้าจางๆ "คุณมัวแต่สนใจว่าระบบทำงานอย่างไร จนลืมมองว่า... ใครเป็นคนจับต้องมันบ้าง"
คำพูดของเธอบาดลึกเข้ามาในความรู้สึกของผม ท่าทางเยือกเย็นและคำพูดสองแง่สองง่ามนี้ไม่ใช่การขู่ก้าวร้าว แต่มันคือการเปิดฉากเกมจิตวิทยาที่เธอกำลังควบคุมกระดานอยู่ฝ่ายเดียว และนั่นคือสิ่งที่ผมเกลียดที่สุด—การตกเป็นเบี้ยในเกมของใคร
"คุณหมายถึงอะไร" ผมหรี่ตาลงเล็กน้อย "คุณกำลังบอกผมว่า... มีคนอื่นอยู่ในสถานีนี้?"
"มากกว่าที่คุณคิดครับ" เซเรน่าถอนมือออกจากกระจก เธอหันหลังให้ผมช้าๆ แผ่นหลังที่ตั้งตรงภายใต้เครื่องแบบเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงสะท้อนความเด็ดขาดและภาระหน้าที่อันมืดดำที่เธอแบกรับไว้ "บันทึกการเข้าออกของศูนย์วิจัยย่อยเมื่อสามชั่วโมงก่อน มีร่องรอยการเข้าถึงโดยใช้รหัสผ่านระดับผู้ดูแลระบบ แต่ปัญหาคือ... ผู้ดูแลระบบทุกคนกำลังนั่งประชุมอยู่กับผมในห้องความมั่นคง"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องควบคุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงพัดลมระบายความร้อนของเครื่องยนต์ปฏิกรณ์ที่ยังคงคำรามเบาๆ สมองของผมเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว ประมวลผลความเป็นไปได้ทั้งหมด ความตึงเครียดในอากาศหนาแน่นขึ้นจนแทบจะจับต้องได้
หากรหัสผ่านถูกใช้โดยไม่มีเจ้าของตัวจริงใช้งาน นั่นหมายความว่ามีใครบางคนในทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ชุดนี้... กำลังทรยศ และกำลังส่งข้อมูลลับของเครื่องปฏิกรณ์ดาวอังคารออกไปข้างนอก
ผมก้าวเท้าออกจากแท่นควบคุม เดินตรงไปยังประตูเชื่อมระหว่างห้องควบคุมกับห้องปฏิบัติการหลัก รองเท้าบูทหนาหนักกระทบพื้นโลหะดัง *ก๊อกๆ* สะท้อนก้องไปทั่วทางเดินยาวที่ทอดตัวสู่ความมืดสลัว
"คุณสงสัยใครในทีมของผม" ผมเอ่ยถามโดยไม่หันกลับไปมอง แต่รู้ว่าเธอเดินตามหลังมาติดๆ ในระยะที่ใกล้พึงประสงค์
"ทุกคนครับ" เสียงของเซเรน่าดังขึ้นไล่หลังมา ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว "ตั้งแต่ผู้ช่วยมือหนึ่งของคุณที่ท่าทางตื่นตระหนกตลอดเวลา ไปจนถึงหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยที่เพิ่งย้ายมาจากดาวพฤหัสบดีเมื่อเดือนก่อน... ความจงรักภักดีในยุคนี้มีราคาที่ถูกเกินกว่าจะเชื่อใจใครได้ด้วยซ้ำ อาชวิน"
ผมหยุดเดินที่หน้าประตูนิรภัยของห้องปฏิบัติการหลัก แผงควบคุมข้างประตูกะพริบเป็นสีเหลืองส้ม—สัญญาณเตือนภัยระดับสองที่บ่งบอกว่ามีการเชื่อมต่อข้อมูลภายนอกแบบออฟไลน์
ผมหันกลับไปมองเธอ ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้เหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของเธอลอยปะปนกับกลิ่นเหล็กและสนิมในสถานีอวกาศ มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอันตรายแต่ก็น่าหลงใหลอย่างประหลาดในเวลาเดียวกัน
"แล้วคุณล่ะ เซเรน่า" ผมจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความลับ "คุณรวมอยู่ในกลุ่มคนที่ไว้ใจไม่ได้ด้วยไหม หรือคุณคือคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ตั้งแต่แรก"
เซเรน่าเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาของเธอดำมืดและลึกล้ำราวกับห้วงเนบิวลาที่ไร้แสงดาว เธอไม่ได้โกรธกับคำกล่าวหาตรงๆ ของผม กลับกัน เธอกลับโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนผมสามารถรับรู้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอได้
"ถ้าผมเป็นคนชักใย คุณคงไม่มีโอกาสได้มายืนถามคำถามนี้กับผมหรอกครับ อาชวิน..." เธอกระซิบเสียงแผ่วเบาข้างใบหูของผม ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านต้นคอจนขนลุกชัน "แต่ตอนนี้... สิ่งที่เราควรสนใจไม่ใช่ผมหรือคุณ"
เธอยื่นมือเรียวยาวไปแตะที่แผงควบคุมข้างประตูนิรภัย ปลดล็อกกลไกด้วยรหัสผ่านส่วนตัวที่ไม่มีใครล่วงรู้ ประตูโลหะหนาหนักค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นความมืดมิดและกลุ่มควันจางๆ ที่ลอยออกมาจากห้องปฏิบัติการด้านใน
กลิ่นฉุนแปลกประหลาดเตะเข้าจมูกทันทีที่ประตูเปิดออก มันไม่ใช่กลิ่นน้ำมันเครื่อง แต่มันคือกลิ่นของสารเคมีระเหยที่ใช้ในการทำลายข้อมูลฮาร์ดไดรฟ์ระดับสูง
ผมก้าวผ่านตัวเธอเข้าไปในห้องมืด โดยมีแสงไฟฉายจากเครื่องมือพกพาของเซเรน่าส่องนำทาง แสงสีขาวสาดส่องกระทบกับร่างหนึ่งที่นอนฟุบอยู่บนพื้น ใกล้กับโต๊ะทำงานของผมเอง
ร่างนั้นคือผู้ช่วยวิศวกรหนุ่มอนาคตไกลที่เพิ่งร่วมงานกับผมได้ไม่ถึงเดือน เลือดสีแดงเข้มไหลนองออกมาจากขมับซากศีรษะ ย้อมพื้นโลหะให้กลายเป็นสีดำสนิทในความสลัว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ บนหน้าจอโฮโลแกรมกลางห้อง... กำลังแสดงผลการดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลลับสุดยอดของเครื่องปฏิกรณ์ดาวอังคาร โดยมีเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้าหยุดอยู่ที่ 99.9%
ผมคุกเข่าลงช้าๆ เอื้อมมือไปแตะชีพจรที่คอของลูกน้องหนุ่ม... ไร้ซึ่งแรงเต้นใดๆ ร่างกายยังคงอุ่นอยู่เล็กน้อย แสดงว่าเหตุเพิ่งเกิดขึ้นก่อนที่เราจะมาถึงไม่ถึงห้ามนที
ผมเงยหน้าขึ้นมองเซเรน่าที่ยืนกอดอกมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง เธอไม่ได้แสดงความตกใจแม้แต่น้อย ราวกับว่านี่คือฉากละครที่เธอคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
ทว่า ในวินาทีที่ผมกำลังจะลุกขึ้นยืน สายตาก็เหลือบไปเห็นเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ถูกกำไว้แน่นในมือของผู้ตาย นิ้วที่แข็งทื่อพยายามซ่อนมันไว้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ผมค่อยๆ แกะนิ้วที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นออกอย่างระมัดระวัง แล้วดึงแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ออกมาคลี่อ่านภายใต้แสงไฟฉาย
ตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ และรีบร้อน ปรากฏชื่อหนึ่งขึ้นมา... ชื่อที่ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึกในอก และทำให้ความจริงทั้งหมดที่ผมเคยเชื่อมั่น พังทลายลงในพริบตาเดียว
"เจออะไรหรือครับ อาชวิน" เซเรน่าก้าวเข้าไปใกล้ น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิทแต่แฝงความระแวงอย่างเห็นได้ชัด
ผมซ่อนกระดาษแผ่นนั้นไว้ในอุ้งมืออย่างแนบเนียน พร้อมกับลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาของผมจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง—ไม่ใช่ความสงสัยอีกต่อไป แต่คือความตระหนักรู้ที่หนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ
"เปล่าครับ..." ผมตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำสั่นเทาของตัวเองให้มั่นคงที่สุด "ไม่มีอะไร... นอกจากศพของคนที่ตายเพราะความลับของคุณ"
เซเรน่าหรี่ตาลงทันที รอยยิ้มบนมุมปากหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาคมกริบที่อ่านไม่ออก เธอกำลังจะก้าวเข้ามาประชิดตัวผมเพื่อคาดคั้นความจริง แต่ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัว เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับสีแดงก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งสถานีอวกาศ พร้อมกับแสงไฟสีส้มที่กะพริบถี่รัวระรัว
*ตูม!*
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลจากการระเบิดภายนอกตัวสถานีทำให้พื้นห้องสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จนผมเสียหลักเซถลาไปชนกับร่างของเซเรน่า แรงกระแทกทำให้เราทั้งคู่ล้มลงไปกองกับพื้นโลหะที่เย็นเฉียบ ในความมืดสลัวที่ถูกย้อมด้วยแสงไฟเตือนภัยสีแดงฉาน ร่างของผมทับอยู่บนตัวเธอระยะประชิด ลมหายใจร้อนระอุของเธอกระทบเข้ากับใบหน้าของผมอย่างจัง
ในวินาทีที่ความโกลาหลและเสียงสัญญาณเตือนภัยแผดเผาประสาทสัมผัส มือของเซเรน่าไม่ได้ผลักผมออก แต่กลับเลื่อนขึ้นมาจับที่ข้อมือข้างที่ผมซ่อนกระดาษไว้แน่น ดวงตาคู่คมของเธอมองตรงเข้ามาในตาของผมด้วยความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะคาดเดา
"ถ้าคุณยังอยากมีชีวิตรอดไปจนถึงดาวอังคาร..." เสียงกระซิบของเธอแผ่วเบาแต่ชัดเจนท่ามกลางเสียงระเบิด "ปล่อยมือจากความจริง... แล้วเชื่อใจผม อาชวิน"
และก่อนที่ผมจะได้เอ่ยคำตอบใดๆ ออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดสนิทด้านนอก พร้อมกับลำแสงไฟฉายกราดส่องเข้ามาในห้องปฏิบัติการที่เต็มไปด้วยควันไฟ—เงาปริศนาของใครบางคนกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เราทีละก้าว... ทีละก้าว... อย่างไร้ซุ่มเสียง
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในความเวิ้งว้างอันลึกล้ำนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
วิศวกรดาวดับกับผู้คุมกฎแห่งเนบิวลา•ตอนที่ 9
เงาตามตัว
ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรดาวดับกับผู้คุมกฎแห่งเนบิวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!