กระดาษไขร่างแบบลายปักนับร้อยแผ่นถูกกวาดลงกองบนพื้นไม้ขัดมัน เสียงกระดาษเสียดสีกันดังระงมราวกับเสียงร่ำไห้ของความพ่ายแพ้ แววตาของหลินเฟยฉีในยามนี้มิได้ฉายแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะ นางปักปิ่นหยกขาวลงบนมวยผมอย่างใจเย็น ปล่อยให้ความเงียบงันภายในห้องทำงานของสำนักตัดเย็บระบายความตึงเครียดออกมาเป็นระลอก
"พวกมันตัดสายส่งวัตถุดิบจากมณฑลทางใต้ทั้งหมดแล้วค่ะ ท่านกุนซือ" เสียงรายงานจากผู้ช่วยหนุ่มสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงตระกูลเว่ย คู่ปรับทางการค้าที่กุมอำนาจเส้นทางไหมและผ้าดิบในยุคเจ็ดสิบนี้ไว้ในกำมือ "ไม่เพียงแต่ผ้าไหมตระกูลเสฉวนที่ถูกกักไว้ที่ด่านตรวจ แต่ฝ้ายดิบเกรดพรีเมียมล็อตใหญ่ที่ต้องใช้ตัดเย็บเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐก็หายวับไปกับตา... หากเราไม่มีวัตถุดิบภายในสามวัน สัญญาซื้อขายมูลค่าหมื่นหยวนจะถูกยกเลิก และชื่อเสียงของสำนักเราย่อมป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี"
หลินเฟยฉีมิได้เอ่ยคำใด นางก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปใกล้หน้าต่างบานกระทุ้งไม้สัก สัมผัสความเย็นเยียบของอากาศยามบ่ายที่พัดพาเอาละอองฝนจางๆ เข้ามา ชุดกี่เพ้าประยุกต์ผ้าไหมสีชาดปักลายเมฆมงคลเข้ารูปแนบเนื้อขับเน้นสัดส่วนสง่างาม ยิ่งทำให้นางดูราวกับเทพเซียนผู้ลงมาทัณฑ์ทัณฑ์บนโลกมนุษย์ สมองของนางกำลังคำนวณหมากทุกกระดานอย่างรวดเร็ว ตระกูลเว่ยคิดว่าการตัดวงจรวัตถุดิบดั้งเดิมจะทำให้นางล้มทั้งยืน ช่างเป็นวิธีคิดที่คับแคบและไร้ชั้นเชิงเสียจริง ยุคสมัยนี้เปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์สู่ยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว ไยจึงยังยึดติดอยู่กับเส้นทางเดิมๆ เล่า?
"ใครบอกท่านว่าเราจำเป็นต้องพึ่งพาผ้าไหมจากทางใต้เพียงอย่างเดียว" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาดดังขึ้น ขัดจังหวะความตื่นตระหนกของผู้ช่วย นางหมุนตัวกลับมา รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากกลับซ่อนความคมกริบไว้ยิ่งกว่าใบมีดโกน "ในเมื่อเส้นไหมธรรมชาติหายากนัก เหตุใดเราจึงไม่พลิกวิกฤตนี้ด้วยการสร้าง ‘ระบบคลังสินค้าหมุนเวียน’ และนำเส้นใยสังเคราะห์ผสมฝ้ายรีไซเคิลเกรดพรีเมียมมาผสานเข้ากับเทคนิคการทอผ้าโบราณเล่า?"
"เส้นใยสังเคราะห์... ร-ريซะ..." ผู้ช่วยอ้าปากค้างด้วยความคาดไม่ถึง
"ใช่ค่ะ" หลินเฟยฉีเดินไปหยิบแผนผังโครงสร้างการจัดการคลังสินค้าแบบใหม่ที่นางร่างขึ้นอย่างลับๆ ตลอดสามคืนที่ผ่านมา กางลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม "เราจะไม่รอให้วัตถุดิบมาส่งถึงมือ แต่เราจะตั้ง ‘สถานีรวบรวมทรัพยากรย่อย’ กระจายอยู่ตามเขตอุตสาหกรรมเก่า นำเศษผ้าและเส้นใยเหลือใช้จากโรงงานรัฐมาคัดแยกด้วยระบบบัญชีคู่แบบใหม่ที่ตรวจสอบได้ทุกหยวน ทุกพับผ้าจะมีรหัสบาร์โค้ดลับที่เย็บซ่อนไว้ป้องกันการสับเปลี่ยน และที่สำคัญ..." นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ "เราจะดึงตัว ‘ฉินหาน’ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดเส้นทางขนส่งลับผ่านเขตทหาร"
สิ้นเสียงนั้น ประตูไม้สักบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ร่างสูงใหญ่ในชุดโค้ทกันหนาวสีดำสนิทก้าวเข้ามา ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตา ฉินหาน อดีตแม่ทัพผู้ไร้ไออุ่นในร่างเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองลับ ยืนนิ่งสงաբ ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีวาวโรจน์ กวาดสายตาสำรวจกองกระดาษบนพื้นก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติของหญิงสาว
"เจ้ากำลังใช้ชื่อเสียงของกองทัพข้าไปค้ำประกันโครงการบ้าๆ ของเจ้าสินะ, หลินเฟยฉี" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างคาดคั้น ร่างสูงก้าวเข้าประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว จนกลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นฝนจางๆ โอบล้อมร่างบางไว้ทั้งหมด
หลินเฟยฉีไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากยกยิ้มอย่างท้าทาย นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้มีความโหดเหี้ยมเป็นเกราะป้องกันใจ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่เคยปฏิเสธสติปัญญาของนางได้เลยสักครั้ง
"ท่านอ๋อง... อ้อ, สหายฉินผู้สูงส่ง" นางเอ่ยแซولوด้วยน้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงความนัยเฉียบคม "ท่านมิได้ถูกส่งมาเพื่อควบคุมความสงบหรอกหรือ? การที่สำนักตัดเย็บของเราขาดแคลนวัตถุดิบ ย่อมส่งผลกระทบต่อโควตาเครื่องแบบของกองกำลังลับที่ท่านดูแลอยู่โดยตรง... ท่านจะยอมให้แผนการใหญ่ของเบื้องบนพังทลายลงเพราะความสะเพร่าของตระกูลเว่ยอย่างนั้นหรือคะ?"
ฉินหานหรี่ตาลงเล็กน้อย มือหนายื่นออกไปเชยคางมนของหญิงสาวขึ้นบังคับให้สบตา ปลายนิ้วหยาบกร้านสัมผัสผิวเนียนนุ่มราวกระเบื้องเคลือบ บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่ชวนให้ใจสั่นสะท้าน "เจ้ากล้าดียังไงมาต่อรองกับข้า เฟยฉี... รู้ไหมว่ามีคนกี่คนที่อยากเด็ดหัวเจ้าในเวลานี้"
"ถ้าเช่นนั้นท่านก็ควรปกป้องหัวของข้าไว้ให้ดีนะคะ..." นางกระซิบแผ่วเบาชิดริมฝีปากหยักลึกของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนแทบหลอมละลาย "เพราะหากข้าล้มลง ระบบคลังสินค้าใหม่ที่จะเปลี่ยนเกมอำนาจในเมืองหลวงทั้งหมด ก็จะพังครืนตามลงไป... และท่านจะไม่มีวันได้ล่วงรู้เลยว่า ใครคือหนอนกระดูกที่แท้จริงในกองบัญชาการ"
ฉินหานนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบฉายแววซับซ้อนยากจะคาดเดา เขากำลังจะเอ่ยปากตอบรับข้อเสนออันอุกหาญนี้ ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูสามครั้งตามรหัสลับก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างของผู้สื่อสารข่าวกรองที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบซีดเผือก
"รายงานท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ตระกูลเว่ยไม่ได้แค่ตัดวัตถุดิบ แต่พวกมัน... พวกมันนำหมายค้นหลวงบุกเข้าอายัดคลังสินค้าสำรองลับที่ท่าเรือทิศเหนือแล้ว!"
ฉินหานชะงัก ร่างสูงผละออกจากหลินเฟยฉีช้าๆ สายตาคมกริบหันกลับมามองหญิงสาวทันที ทว่าใบหน้าของหลินเฟยฉีกลับปราศจากความตกใจ มีเพียงรอยยิ้มเยือกเย็นที่ระบายขึ้นบนเรียวปากสีชาดราวกับนางคาดการณ์เรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว
"ดูเหมือนว่า... เกมนี้จะสนุกกว่าที่คิดเสียอีกค่ะ" หลินเฟยฉีกล่าวเบาๆ ขณะที่มือเรียวหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาหมุนเล่นอย่างใจเย็น "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมใหญ่ ข้าก็พร้อมจะเปิดฉาก ‘ล้างบาง’ คลังสินค้าตระกูลเว่ยให้ราบคาบในค่ำคืนนี้เช่นกัน"
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัว เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากก็ดังประชิดล้อมรอบสำนักตัดเย็บแห่งนี้ไว้หมดสิ้น พร้อมกับเงาดำร่างหนึ่งที่ก้าวเข้ามาพร้อมหมายศาลตราประทับสีแดงฉาน และบุคคลที่ก้าวตามหลังมาติดๆ กลับไม่ใช่คนของตระกูลเว่ย... หากแต่เป็น "องค์ชายรอง" ผู้ควรจะถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักลับเมื่อสามเดือนก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกท่านที่อยู่เคียงข้างและร่วมเดินทางข้ามมิติมากับกลยุทธ์อันล้ำลึกของกุนซือหญิงของเรานะคะ!
กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น•ตอนที่ 21
วิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบ
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!