"เศษสวะสำนักนอก... ต่อให้เจ้าคุกเข่าโขกศีรษะจนเลือดสาด ป้ายวิญญาณบรรพจารย์ก็ไม่มีทางปรายตามองเศษดินเช่นเจ้าหรอก!"
แรงกดดันจากพลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งดั่งภูเขาถล่มทับลงมา แรงกดดันนี้มุ่งเป้าไปที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งโดยตรง พื้นหินศิลาใต้ฝ่าเท้าของฉินอวี่ถึงกับปริร้าวแตกละเอียดเป็นผุยผง เศษหินคมกริบดีดตัวขึ้นบาดผิวเนื้อจนโลหิตสีชาดซึมไหลอาบข้อเท้า ทว่าร่างผอมบางในชุดศิษย์สำนักนอกสีเทามอมแมมกลับมิได้ทรุดกายลงคุกเข่ายังเบื้องล่างดังที่ผู้กระทำปรารถนา
ฉินอวี่ค่อยๆ เงີบหน้าขึ้น ปลายคางเชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาดำขลับล้ำลึกดั่งห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งสะท้อนภาพของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆาอัคคี ผู้เป็นถึง "ศิษย์เอกแห่งยอดเขาเมฆา" นามว่า "เฟิงเทียน" ผู้นำความอัปยศนี้มาสู่เรือนพักซอมซ่อแห่งนี้
บรรยากาศรอบลานฝึกยุทธสำนักนอกยามนี้เงียบสงัดราวกับป่าช้า เหล่าศิษย์ผู้น้อยนับร้อยชีวิตต่างยืนหลบอยู่มุมมืด ยื่นคอรอคอยดูความพินาศของคนผู้หนึ่งด้วยสายตาสมเพชและหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้แต่ครึ่งคำ เพราะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้มีพลังเหนือกว่าคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ฟ้าดินไม่เคยมีความเมตตาต่อผู้อ่อนแอฉันใด สำนักเซียนย่อมไม่เคยเหลียวแลศิษย์ไร้รากปราณฉันนั้น
"เฟิงซือเซียง... ท่านกล่าววาจาเกินไปแล้วกระมัง" ฉินอวี่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ร่องรอยความเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา "ข้าจะเป็นเศษสวะหรือไม่อย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับวิถีแห่งฟ้าดินที่ลิขิต มิใช่ขึ้นอยู่กับปากของสุนัขรับใช้ที่เห่าหอนไปวันๆ เช่นท่าน"
"สามห่าว!"
เฟิงเทียนคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนดั่งไส้เดือนดิ้นเร่า มันเป็นถึงศิษย์เอกที่ผู้คนต่างยำเกรง เหตุไฉนเด็กหนุ่มไร้ชื่อเสียงเบื้องหน้าจึงกล้าต่อปากต่อคำด้วยท่าทีเย่อหยิ่งปานนี้
"ข้าจะสอนให้เจ้าสำนึกว่า ระหว่างฟ้ากับเหว... มันต่างกันเช่นไร!"
สิ้นเสียงคำราม ดาบยาวในมือของเฟิงเทียนก็ถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แสงสีแดงฉานสาดประกายวาบวับไปทั่วบริเวณ ปราณดาบอัคคีแผดเผาอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดังซู่ซ่า ไอร้อนระอุแผ่ซ่านทำเอาศิษย์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปหลายวจีต่างต้องถอยกรูดด้วยความตื่นกลัว นี่คือ "เคล็ดกระบี่อัคคีผลาญนภา" วิชาประจำสำนักที่หลอมรวมจิตสังหารเข้ากับธาตุไฟจนถึงขั้นอุกฤษฏ์
พริบตานั้น ร่างของเฟิงเทียนพุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวดั่งอสนีบาตฟาดยอดยุทธ์ ประกายดาบพุ่งตรงไปยังหัวใจของฉินอวี่อย่างไร้ความปรานี มันต้องการสั่งสอนให้ศิษย์นอกสำนักผู้นี้รู้ซึ้งถึงความตายที่ทรมานที่สุด!
ทว่า... ฉินอวี่กลับมิได้ขยับกายถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว นัยน์ตาคู่นั้นยังคงทอประกายสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขาขยับวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ เบื้องหน้าอกเสื้อของเขาปรากฏแผ่นกระดาษยันต์สีทองอร่ามที่เขียนด้วยเลือดอสูรและหมึกปราณสว่างวาบขึ้นมาในเสี้ยววินาทีเป็นตาย
"ยันต์สะท้อนฟ้าดิน... ย้อนศรโลหิต!"
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ พลังปราณดาบอัคคีที่โถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ มิได้เจาะทะลวงผ่านร่างของฉินอวี่ดังที่ทุกคนคาดคิด หากแต่กลับถูกม่านพลังอักขระทรงกลมสีทองโปร่งแสงดูดซับไว้ทั้งหมดในชั่วพริบตา ก่อนจะสะท้อนกลับด้วยความรุนแรงที่เพิ่มทวีคูณเป็นเท่าตัว!
"อั๊ก!"
เฟิงเทียนที่กำลังทะยานเข้าหาพลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับกระดูกทั่วร่างถูกบดขยี้พุ่งทะลวงเข้าสู่ไขสันหลัง ร่างของศิษย์เอกแห่งยอดเขาเมฆากระเด็นลอยละลิ่วราวกับว่าวขาดสายป่าน กระแทกเข้ากับเสาหินศิลาหน้าลานฝึกจนหักโค่นลงครึ่งท่อน โลหิตสีสดพุ่งทะลักออกจากปากคำโตจนย้อมชุดผ้าไหมราคาแพงให้กลายเป็นสีแดงฉาน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมลานฝึกอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เหล่าศิษย์สำนักนอกต่างอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพ้งมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ศิษย์เอกผู้เกรียงไกร พลังขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ กลับพ่ายแพ้ให้กับกระบวนท่าเดียวของศิษย์นอกสำนักผู้ไร้รากปราณอย่างนั้นหรือ?
และที่สำคัญที่สุด... ฉินอวี่มิได้แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ!
ฉินอวี่ค่อยๆ ลดมือลง ปัดฝุ่นละอองบนบ่าเสื้อของตนเองเบาๆ ราวกับเมื่อครู่นี้เขาเพียงแค่ปัดแมลงตัวหนึ่งให้พ้นทาง ใบหน้าคมคายยังคงไว้ซึ่งความเรียบเฉย เย็นชา และทะนงตนในวิถีกระบี่ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในกระดูก
"วิชากระบี่ของสำนักเซียนหิมะฟ้า... ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก" ฉินอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวาน ทว่าบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง "หากวันหน้ายังคิดจะมาเหยียบย่ำเรือนพักของผู้อื่น จงพกสมองมาให้มากกว่านี้... มิฉะนั้น คราวหน้ากระดูกทั่วร่างของท่านคงมิได้เหลือเพียงแค่รอยร้าว"
เฟิงเทียนกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น แต่มันไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืนแล้ว พลังอักขระเมื่อครู่ได้ทำลายเส้นลมปราณหลักของมันไปเกือบครึ่ง การบำเพ็ญเพียรนับสปีชีส์ของมันพังทลายลงในพริบตาเดียว!
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง...
*ฟรึบ!*
มวลอากาศเบื้องบนลานฝึกพลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์นับหมื่นร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอก กลิ่นอายความเย็นเยือกกดดันขอบเขตวิญญาณแผ่ซ่านลงมาจนทุกคนต้องสั่นสะท้านไปถึงกระดูกดำ เงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งเซียนสวรรค์ค่อยๆ ลอยลงมาจากฟากฟ้าอย่างไร้สุ้มเสียง ปลายเท้าแตะสัมผัสบนยอดเสาหินที่หักโค่นลงมาอย่างแผ่วเบาราวกับไร้น้ำหนัก
ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางพญาหิมะไร้ความรู้สึกใดๆ นัยน์ตาสง่างามคู่นั้นเยือกเย็นและปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกสิ้นเชิง นางคือนางเอกผู้สูงศักดิ์... "มู่หรงเหม่ย" ธิดาแห่งสำนักเซียนหิมะฟ้าผู้ไม่เคยชายตาดูล่างหล้า
นางกวาดสายตาคมปลาบมายังฉินอวี่ผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบราวกลีบเหมันต์จะขยับเอ่ยคำพูดอันเย็นชาออกมา
"เจ้ากล้าดีอย่างไร... ถึงกล้าใช้ค่ายกลมารนอกรีตในเขตสำนักเซียน?"
หัวใจของฉินอวี่กระตุกวูบเป็นครั้งแรก นัยน์ตาดำขลับหรี่ลงเล็กน้อยยามประสานสายตากับนางเซียนผู้ปิดกั้นหัวใจผู้นี้ และก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากแก้ต่าง... ประกายกระบี่น้ำแข็งคมกริบเล่มหนึ่งก็พุ่งตรงจ่ออยู่ที่ลำคอของเขาโดยมีระยะห่างเพียงแค่กระดาษกั้น!
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่และค่ายกลอันไร้ลักษณ์นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ปิดกั้นหัวใจ•ตอนที่ 1
ศิษย์นอกสำนักผู้ไร้กระบี่
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ปิดกั้นหัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
