เกษตรกรสาวมือทองกับนายทหารผู้พิทักษ์สวนผักหลังบ้าน•ตอนที่ 6

กลยุทธ์สวนกลับแบบตัวแม่

ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
"ถ้าคิดว่าแปลงนาหกไร่นั่นเป็นของพวกคุณตามพินัยกรรมปากเปล่าล่ะก็... เชิญลงชื่อในเอกสารสละสิทธิ์ตรงนี้ได้เลยค่ะ ดิฉันจะได้ดำเนินการฟ้องร้องข้อหาบุกรุกและปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ในขั้นตอนเดียว" น้ำเสียงใสกระจ่างแต่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางฤดูร้อน ดังแทรกขึ้นกลางความโกลาหลที่แปลงนาท้ายหมู่บ้าน รินรดาในชุดเอี๊ยมผ้าเดนิมลุยสวน ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มญาติสายเลือดจอมสูบเลือดสูบเนื้อ ใบหน้าเรียวรูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับคมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง ย้อนกลับไปเมื่อห้านาที เสียงตะโกนลั่นของเด็กวัดที่วิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่า "ผู้กอง! รินรดา! แย่แล้วครับ! เกิดเรื่องใหญ่ที่แปลงนาท้ายหมู่บ้าน มีคน..." ยังก้องอยู่ในโสตประสาท แต่แทนที่รินรดาจะลนลาน เธอกลับแค่นسยิ้มในลำคอ พร้อมกับหยิบแท็บเล็ตและแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มออกจากมิติลับในพริบตาเดียว โดยมีผู้กองภูผาสวมเสื้อกล้ามสีเขียวเข้มเผยกล้ามเนื้อแน่นตึง เดินตามประกบไม่ห่าง สายตาคมกราบกวาดมองสถานการณ์รอบด้านด้วยความระแวดระวัง พร้อมเข้าชาร์จปกป้องเธอได้ทุกเมื่อ ณ แปลงนาท้ายหมู่บ้านเวลานี้ ลุงสมศักดิ์ผู้มีศักดิ์เป็นอาแท้ๆ กำลังยืนสั่งการให้คนงานรื้อรั้วไม้ไผ่ที่รินรดาเพิ่งลงทุนลงแรงซ่อมแซมเมื่อวาน ข้างกายมีป้าสำลีผู้เป็นป้าสะใภ้ยืนเท้าสะเอวส่งเสียงแหลมสูงประกาศกร้าวว่าที่ดินตรงนี้ถูกขายจำนองให้กับพวกเขาแล้ว "นังรดา! แกอย่ามาปากดีนะ! พ่อของแกเซ็นสัญญาขายขาดให้ฉันก่อนตาย นี่ไงสัญญา!" ป้าสำลีหน้าดำคร่ำเครียด ชูแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ขึ้นโบกสะบัดท่ามกลางชาวบ้านที่มารุมล้อมมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น รินรดาไม่แม้แต่จะชายตากระดาษแผ่นนั้น เธอปรายตามองเอกสารในมือป้าสำลีด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนจะตบแฟ้มเอกสารในมือเบาๆ เสียงดัง *แฟ่บ* "สัญญาฉบับนั้นลงวันที่เท่าไหร่คะป้า? วันที่สามสิงหาคม... อืม น่าสนใจมากค่ะ" รินรดาเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว จังหวะการก้าวเท้ามั่นคงและทรงพลังจนป้าสำลีเผลอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "แต่เสียดายนะคะคุณอา คุณป้า... ในทางกฎหมายที่ดินแปลงนี้ถูกโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของดิฉันแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ยี่สิบหกรอก่อนหน้านั้นแล้วค่ะ และที่สำคัญที่สุด..." รินรดากวาดสายตามองหน้าคนทั้งคู่ รอยยิ้มบนมุมปากงดงามหยาดเยิ้มแต่กลับสร้างความหนาวเยือกไปถึงไขสันหลังให้ผู้ฟัง "ลายมือชื่อของพ่อดิฉันในเอกสารของพวกคุณ... เป็นลายมือที่เกิดจากการคัดลอกด้วยกระดาษลอกลายรุ่นโบราณ แถมปากกาที่ใช้เซ็นยังเป็นหมึกเจลที่เพิ่งผลิตในปีนี้ต่างหากค่ะ ลุงสมศักดิ์คะ... พ่อดิฉันเสียชีวิตไปตั้งแต่ปีที่แล้ว น่าแปลกจعلนะคะที่คนตายจะฟื้นขึ้นมาเซ็นสัญญาด้วยปากการุ่นใหม่ล่าสุดได้ หรือว่า... วิญญาณท่านจะแวะไปช้อปปิ้งที่ร้านสะดวกซื้อแถวปากซอยมาคะ?" เสียงฮือฮาจากชาวบ้านดังระเบิดขึ้นทันที หลายคนชี้ไม้ชี้มือซุบซิบ "นั่นสิ! ฉันก็ว่าแปลก พ่อรดาตายไปตั้งนานแล้ว จะมีสัญญาขายที่ได้ยังไง" "ตายจริง... คิดจะโกงหลานสาวแท้ๆ จิตใจทำด้วยอะไรเนี่ย" ลุงสมศักดิ์หน้าถอดสี เหงื่อกาฬแตกพลั่ก มือที่ถือไม้เท้าสั่นเทา "แก... แกอย่ามาพูดจาเหลวไหลนะนังเด็กนี่! เอกสารนั่นของจริง!" "อยากพิสูจน์ความจริงไหมคะ?" รินรดาเปิดแฟ้มในมือ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นจ่อหน้า "นี่คือผลตรวจสอบลายมือจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่ดิฉันเพิ่งไปขอคัดมาเมื่อวานนี้สดๆ ร้อนๆ พร้อมกับหมายศาลคดีอาญาข้อหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม... ถ้าตอนนี้พวกคุณยังไม่ไสหัวออกไปจากที่ดินของดิฉัน ดิฉันจะไม่ยอมความเด็ดขาดค่ะ" บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบลงทันตาเห็น ลุงสมศักดิ์กับป้าสำลีมองหน้ากันเลิกลั่ก เหงื่อไหลย้อยเต็มกรอบหน้า ความโลภที่เคยบังตาถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวต่อคุกตะราง พวกเขาไม่คิดเลยว่าเด็กสาวที่เคยอ่อนแอคนนี้จะพลิกเกมด้วยกฎหมายได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาดปานนี้ ผู้กองภูผาที่ยืนกอดอกเงียบมาตลอด ขยับตัวก้าวออกมาข้างหน้าร่างบางเพียงครึ่งก้าว รังสีอำมหิตแบบทหารสนามรบแผ่ซ่านออกมาจนคนงานฝั่งลุงสมศักดิ์ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นโดยไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย "จะไปดีๆ หรือจะให้ผมช่วยหิ้วปีกส่งสถานีตำรวจครับ?" เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเอ่ยขึ้นเพียงประโยคเดียว ทำเอาสองสามีภรรยาจอมเจ้าเล่ห์หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ป้าสำลีรีบดึงแขนสามีตัวสั่นงกๆ "อะ... ไอ้นาย... แกจำไว้เลยนะนังรดา! เรื่องนี้ไม่จบแค่นี้แน่!" นางแหวใส่ด้วยความแค้นเคืองก่อนจะลากสามีและคนงานวิ่งหนีหางจุกตูดท่าเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของชาวบ้าน รินรดายืนมองตามหลังกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยแววตาเรียเฉย เธอถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ก่อนที่เรียวปากอิ่มจะคลี่ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี "เรียบร้อยโรงเรียนรินรดาค่ะผู้กอง" เธอหันไปขยิบตาให้ชายหนุ่มข้างกาย ภูผามองรอยยิ้มสดใสของหญิงสาว แววตาคมกริบที่เคยดุดันพลันอ่อนแสงลง ความรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นในอก มือหนายื่นออกไปปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ตรงไหล่ให้เธออย่างเบามือ "เก่งมากครับ... ต่อไปคงไม่มีใครกล้ามากล A แกล้งคุณอีกแล้ว" "แน่นอนค่ะ เพราะหลังจากนี้... ฉันจะเริ่มแผนการใหญ่แล้ว!" รินรดากำมือแน่นด้วยความฮึกเหิม แปลงนาหกไร่นี้จะไม่ใช่แค่ที่ปลูกผักธรรมดา แต่เธอกำลังจะเนรมิตให้มันกลายเป็นอาณาจักรเกษตรอินทรีย์ทำเงินล้าน! ตกเย็น บรรยากาศรอบกระท่อมไม้ไผ่ริมธารอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและสมุนไพรพื้นบ้าน รินรดากำลังง่วนอยู่กับการทำเมนูเด็ดฉลองชัยชนะ "ปลาช่อนนาเผาเกลือสมุนไพร" และ "แกงเลียงกุ้งสดร้อนๆ" ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งหมู่บ้านจนเพื่อนบ้านต่างพากันกลืนน้ำลาย ขณะที่เธอกำลังตักแกงเลียงใส่ถ้วยควันฉุย เสียงเคาะประตูก็จู่ๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน รินรดาหันไปมองด้วยความสงสัย ภูผาที่กำลังช่วยก่อไฟเดินไปเปิดประตูไม้ไผ่ ทว่าเมื่อบานประตูเปิดออก บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องลับแสงไฟสลัวกลับไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป... แต่เป็นหญิงชราแต่งกายภูมิฐานในชุดผ้าไหมราคาแพง พร้อมบอดี้การ์ดชุดดำสี่คนยืนล้อมรอบ นางจ้องมองรินรดาด้วยสายตาสั่นระริกก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้รินรดาต้องชะงักค้างกลางอากาศ "ในที่สุด... ฉันก็ตามหาหลานสาวเจอเสียที ลูกสาวของแม่นาย... รินรดาใช่ไหม?" ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้ "กระท่อมไผ่ริมธาร" เสมอมานะคะ!
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกษตรกรสาวมือทองกับนายทหารผู้พิทักษ์สวนผักหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%