เกษตรกรสาวมือทองกับนายทหารผู้พิทักษ์สวนผักหลังบ้าน•ตอนที่ 9

ตำรับอาหารพื้นบ้านเรียกแขก

ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
"ถ้าพวกคุณยังกล้าส่งเสียงโง่ๆ รบกวนเวลาพักผ่อนของภรรยาผมอีกแม้แต่แอะเดียว ผมไม่รับรองนะว่าพรุ่งนี้เช้าพวกคุณจะได้เดินออกไปจากเขตไร่นี้ด้วยสภาพครบสามสิบสองหรือเปล่า" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุกของผู้กองภูผาดังขึ้นตัด รินรดากวาดสายตามองกลุ่มเงะงะของป้าสะใภ้และบรรดาญาติห่างๆ ที่พากันหน้าซีดเผือดจนแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลงคอ ภาพของคนพวกนี้ที่เคยบุกมาโวยวายหวังฮุบที่ดินและผลผลิตในไร่เมื่อครู่ หดหัวลู่หางลงทันทีเมื่อเผชิญหน้ากับรังสีอำมหิตของนายทหารหนุ่มผู้มีบาดแผลจากสนามรบเป็นเครื่องหมายการันตีความเด็ดขาด หญิงสาวแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มือเรียวบางตวัดปิดประตูไม้สักหน้าบ้านดัง *ปัง!* เป็นการไล่ส่งอย่างไร้เยื่อใย เสียงโวยวายอู้อี้ดังลอดเข้ามาได้ไม่นานก็เงียบหายไปเมื่อเสียงสตาร์ทรถกระบะเก่าๆ ของพวกมันรีบแล่นหนีออกไปจากเขตไร่อย่างลนลาน "พวกเขาไม่ได้มาแค่ป่วนค่ะ... แต่พวกเขากำลังส่งสัญญาณว่า สงครามประสาทรอบใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว" รินรดากล่าวเสียงเรียบ ขณะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับสามีหนุ่มที่ยืนตระหง่านบังลมให้อย่างอบอุ่น ผู้กองภูผายกมือขึ้นลูบศีรษะทุยของภรรยาเบาๆ สัมผัสหยาบกร้านจากฝ่ามือของชายชาติทหารให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด "ปล่อยให้พวกมันเห่าไปเถอะค่ะที่รัก ถ้ากล้าล้ำเส้นเข้ามาอีก ผมจัดการเอง... ว่าแต่คุณหิวหรือยังคะ? ตั้งแต่เย็นคุณยังไม่ได้ทานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยนะ" คำถามนั้นทำให้รินรดานึกขึ้นได้ ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที ความเครียดจากพวกญาติกาฝูงนั้นถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงแผนการใหญ่ที่เธอกำลังจะลงมือทำในวันรุ่งขึ้น "ยังไม่หิวค่ะ... แต่ตอนนี้ สมองฉันกำลังแล่นฉิวเลยล่ะ!" รินรดายิ้มกริ่ม ดวงตาคู่คมฉายแวววาววับด้วยความมั่นใจ ในเมื่อพวกญาติจอมสูบเลือดสูบเนื้อตั้งใจจะมาดิสเครดิตและสร้างความปั่นป่วนให้ร้านอาหารเล็กๆ หน้าบ้านที่เธอตั้งใจจะเปิดตัวในวันพรุ่งนี้ งั้นเธอก็จะใช้ 'หมัดน็อค' ที่ทรงพลังที่สุด ตบหน้าพวกมันด้วยกลิ่นหอมของอาหารพื้นบ้านและรสชาติที่ต่อให้บินไปกินบนภัตตาคารหรูดาวมิชลินก็หาไม่ได้! รุ่งอรุณถัดมา ไร่ปลายนาของรินรดากลับคึกคักผิดหูผิดตา ป้ายไม้สักแกะสลักคำว่า *'ครัวกระท่อมไผ่: อิ่มท้อง สุขใจ สไตล์บ้านๆ'* ถูกแขวนไว้อย่างโดดเด่นบริเวณระเบียงหน้าบ้านที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นโซนรับประทานอาหารกึ่งโอเพ่นแอร์ ท่ามกลางสวนผักออร์แกนิกเขียวขจีที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นของดินและใบไม้ กลิ่นหอมอวลแรกที่ลอยเตะจมูกผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ไม่ใช่กลิ่นเครื่องเทศฉุนก้าน แต่เป็นกลิ่นหอมล้ำลึกของ 'แกงฮังเลหมูสามชั้น' สูตรลับเฉพาะที่รินรดาดึงเอาวัตถุดิบชั้นเลิศจากมิติพิเศษมาผสมผสาน เนื้อหมูสามชั้นคัดพิเศษตุ๋นจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก เคี่ยวเคียงกับขิงซอย ขมิ้นสด และน้ำมะขามเปียกเข้มข้น ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บเคี่ยวเค็มหวานกลมกล่อม ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งซอยจนคนเดินตลาดเช้าต้องเหลียวหลังมอง ตามมาด้วยเมนูเด็ดจานที่สอง 'ปลาช่อนทอดขมิ้นสมุนไพรป่า' ปลาช่อนตัวโตเนื้อแน่นจากบ่อหลังบ้าน ถูกแล่เป็นชิ้นพอดีคำ คลุกเคล้าขมิ้นชันและเกลือสมุทรทอดในน้ำมันร้อนๆ จนผิวกรอบนอกนุ่มใน โรยหน้าด้วยใบมะกรูดและตะไคร้ซอยกรอบๆ ทานคู่กับน้ำพริกมะขามสดรสจัดจ้านและผักสดกรอบๆ ที่เพิ่งเด็ดจากแปลงสดๆ ร้อนๆ "โอโห... กลิ่นนี่มันอะไรกันเนี่ย หอมจนท้องร้องจ๊อกเลย!" เสียงอุทานด้วยความทึ่งดังขึ้นจากลูกค้าคนแรกของวัน ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนผู้มีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ ฝั่งที่เคยสนับสนุนรินรดานั่นเอง ตามมาด้วยชาวบ้านอีกหลายชีวิตที่เดินตามกลิ่นหอมลอยมาอย่างไร้แรงต้านทาน รินรดายืนอยู่หน้าเตาด้วยรอยยิ้มสดใส ผ้ากันเปื้อนสีสะอาดตาขับเน้นใบหน้าคมคายให้ดูเปล่งประกาย มือเรียวตักข้าวสวยร้อนๆ หุงด้วยใบเตยหอมกรุ่นใส่จาน ก่อนจะราดแกงฮังเลสีเข้มข้นชิ้นโตลงไปอย่างไม่หวงเครื่อง เสียงตักอาหารและเสียงสูดปากด้วยความอยากอาหารดังเซ็งแซ่บริเวณหน้าร้าน "แม่ริน! แม่รินลูก... แกงนี่มันใส่อะไรลงไปทำไมถึงได้หอมรัญจวนใจขนาดนี้วะเนี่ย หอมทะลุไปถึงปากซอยโน่น!" ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยปากชมเสียงดังลั่นขณะตักหมูสามชั้นเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ จนตาพริ้มด้วยความฟิน "อื้อหือ! เนื้อหมูนุ่มละมุนลิ้น รสชาติกลมกล่อมเผ็ดร้อนปลายลิ้นนิดๆ แบบนี้... ฝีมือระดับเชฟภัตตาคารยังยอมแพ้เลยนะหลาน!" คำชมนั้นทำให้บรรดาลูกค้าที่ยืนเข้าแถวรอยาวเหยียดร่วมสิบชีวิตต่างพากันกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ เสียงกระซิบกระซาบพูดคุยถึงความอร่อยเลื่องลือแพร่กระจายออกไปราวกับติดปีก บรรยากาศหน้าบ้านของรินรดากลายเป็นจุดศูนย์รวมความสนใจของผู้คนในชุมชนอย่างรวดเร็ว โต๊ะไม้ไผ่สี่ตัวที่จัดเตรียมไว้เต็มเอี๊ยดยังไม่พอกับจำนวนลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ ผู้กองภูผาที่รับหน้าที่เป็นลูกมือจำเป็น คอยเสิร์ฟอาหารและเก็บเงินด้วยใบหน้าขรึมๆ แต่แววตาระยิบระยับด้วยความภาคภูมิใจในตัวภรรยา เขาช่วยยกสำรับอาหารออกเสิร์ฟอย่างคล่องแคล่ว จนสาวๆ ในหมู่บ้านถึงกับแอบเหลียวมองด้วยความอิจฉารินรดากันเป็นแถว ในขณะที่ธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ กำลังไปได้สวยและทำท่าจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ชุมชน รินรดากลับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่มุมถนนหน้าไร่ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินเก้ๆ กังๆ เข้ามาใกล้ร้าน แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีแปลกตา ท่าทางกระมิดกระเมี้ยนและมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในนั้นคือป้าสะใภ้จอมแสบที่เมื่อวานเพิ่งโดนผู้กองภูผาไล่ตะเพิดไป แต่ครั้งนี้พวกหล่อนไม่ได้มามือเปล่า... พวกหล่อนพากันเข็นรถเข็นที่มีลังกระดาษปิดทึบมาด้วย พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉาบอยู่บนใบหน้าอย่างน่าสงสัย รินรดาสบตากับผู้กองภูผาชั่วพริบตาเดียว ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ ป้าสะใภ้เดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าร้าน ชี้ไม้ชี้มือไปยังหม้อแกงฮังเลเดือดปุดๆ ของรินรดา ก่อนจะตะโกนเสียงแหลมสูงให้ทุกคนได้ยินทั่วกันว่า "ระวังกันไว้นะทุกคน! อย่าเพิ่งกินข้าวของนังนี่! อาหารพวกนี้... มันใส่สารเร่งความอยากหรือของต่ำทรามอะไรหรือเปล่า ถึงได้ทำให้คนติดกันงอมแงมขนาดนี้!" ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณร้านชั่วขณะ ทุกสายตาหันขวับไปมองหน้าป้าสะใภ้เป็นตาเดียว รินรดายกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น วางทัพพีในมือลงช้าๆ ก่อนจะก้าวเท้าออกมาเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนยามวิกาลทางพฤติกรรมนี้ด้วยแววตานิ่งสนิท "ถ้าป้าสะใภ้อยากรู้ว่ามันใส่สารอะไร... ทำไมไม่ลองชิมดูเองสักคำล่ะคะ?" รินรดาเอ่ยเสียงใส แต่แฝงด้วยแรงกดดันมหาศาล พร้อมกับที่ป้าสะใภ้ยกฝาลังกระดาษในรถเข็นออก เผยให้เห็นวัตถุดิบปริศนาที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็นโชยออกมาตัดกับกลิ่นหอมของแกงฮังเลทันที! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "กระท่อมไผ่ริมธาร" เสมอมานะคะ!
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกษตรกรสาวมือทองกับนายทหารผู้พิทักษ์สวนผักหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%