หยาดเหงื่อหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายคาง กระทบลงบนพื้นหินจนเกิดเสียง ‘เปรี้ยง’ ดั่งอุกกาบาตพุ่งชนยอดเขา หลี่มู่เฉินไม่ได้ขยับกายไปไหน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับลึกโหลราวกับห้วงเหวที่กักขังวิญญาณนับล้านเอาไว้ เขาไม่ได้กำลังมองพื้นหินที่แตกละเอียด แต่เขากำลังมอง ‘ช่องว่าง’ ในห้วงมิติตรงหน้า
“เจ้าคิดจะฝืนลิขิตที่สวรรค์ขีดเขียนไว้ด้วยกระดูกที่ผุพังเช่นนั้นรึ?”
เสียงเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์ดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋หลิงยืนอยู่ตรงนั้น ร่างระหงภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับรูปสลักจากหยกแก้ว นางไม่ได้ขยับเข้าใกล้ ทว่ากระบี่น้ำแข็งในมือสั่นไหวเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นรำไปกับความกังวล
หลี่มู่เฉินไม่หันกลับไปตอบ เขากลับหลับตาลง ดำดิ่งสู่ห้วงสมุทรแห่งจิตวิญญาณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของมหาเทพผู้ครองบัลลังก์ฟ้า บัดนี้ภายในห้วงคำนึงนั้นไม่ได้มีเพียงความว่างเปล่า ทว่าท่ามกลางความมืดมิดกลับมีรอยแยกเล็กๆ รอยแยกที่ส่องประกายสีทองอร่ามดั่งแสงอาทิตย์หลังเมฆาหมอก มันคือเศษเสี้ยวของ ‘เคล็ดวิชากระบี่สยบฟ้า’ ที่เขาสลักไว้ในดวงจิตก่อนจะดับสูญ
“วิถีแห่งกระบี่ มิใช่การถือครองศาสตรา แต่คือการหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับกฎเกณฑ์แห่งจักรวาล” เขาพึมพำ น้ำเสียงกังวานลึกราวกับเสียงสะท้อนจากโบราณกาล
ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลก็ระเบิดออกมาจากร่างของหลี่มู่เฉิน ไม่ใช่ปราณธรรมดา แต่มันคือ ‘เจตจำนงกระบี่’ ที่คมกริบจนฉีกกระชากมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงหวีดหวิว ไป๋หลิงขมวดคิ้วแน่น มือที่จับด้ามกระบี่ขาวนวลถึงกับสั่นสะท้าน นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย กลิ่นอายที่ทำให้นางเคยสยบยอมเมื่อครั้งอดีตกาล...กลิ่นอายของ ‘บุรุษผู้นั้น’
“เจ้าเป็นใครกันแน่... มู่เฉิน” นางเอ่ยถาม เสียงนั้นสั่นพร่าด้วยความสับสน
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้น ดวงตาสีดำสนิทบัดนี้มีประกายสายฟ้าฟาดฟันอยู่ภายใน เขาหันกลับมามองสตรีตรงหน้า สายตาที่เย็นชาของเขาไม่ได้แฝงความรักหรือความแค้น แต่มันคือสายตาของสิ่งที่อยู่เหนือชีวิต “ข้าคือผู้ที่จะทวงคืนทุกสิ่งที่สูญเสียไป... ด้วยกระบี่เล่มเดียวในมือนี้”
เขายกมือขวาขึ้น นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศอย่างเชื่องช้า แต่ทุกเส้นสายที่เขาวาดกลับทิ้งรอยแผลเป็นสีดำไว้บนมิติ ท้องฟ้าเหนือยอดเขาเริ่มบิดเบี้ยว เมฆหมอกสีเทาหมุนวนเป็นวงกว้าง กระแสพลังปราณจากรอบทิศทางถูกดูดกลืนเข้ามาหาเขา ราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง ไป๋หลิงก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ พลังกดดันนี้รุนแรงจนทำให้นางแทบจะหายใจไม่ออก
“นี่คือวิชาที่สาบสูญไปนับหมื่นปี...” นางรำพึงพลางเบิกตากว้าง “กระบี่สยบฟ้า! เจ้า... เจ้าไปเอาวิชานี้มาจากที่ใด!”
“มันมิได้มาจากที่ใด แต่มันไหลเวียนอยู่ในเลือดที่เหลืออยู่ของข้า”
หลี่มู่เฉินตวาดก้อง พลังปราณที่กักเก็บไว้พุ่งทะลุขีดจำกัด กระดูกในกายส่งเสียงกรีดร้อง แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยพลังงานสายใหม่ที่เข้มข้นดั่งโลหะเหลว นี่คือการชำระล้างร่างเนื้อในคืนเดียวโดยใช้ดาราบนฟากฟ้าเป็นตัวนำทาง เขากำลังดึงเอาพลังจากดวงดาวที่ดับแสงแล้วมาหล่อหลอมชีพจรใหม่ให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าเทพสวรรค์
ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นผ่านทุกเส้นประสาท หลี่มู่เฉินกัดฟันแน่น เลือดสีแดงฉานค่อยๆ กลายเป็นสีทองจางๆ ผิวหนังที่เคยซีดเผือดกลับดูเรืองรองดุจเซรามิกชั้นเลิศ นี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก ‘มนุษย์’ สู่ ‘กึ่งเทพ’ ในชั่วพริบตา
“อย่ามอง...” เขาเอ่ยเสียงเรียบขณะที่เปลวเพลิงปราณเริ่มลุกท่วมร่าง “หากเจ้าไม่อยากให้ดวงจิตของเจ้าแตกสลาย”
ไป๋หลิงยืนนิ่ง นางไม่ได้หลบตา กลับกัน นางกลับเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางพายุพลังที่พร้อมจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า นางรู้ดีว่าหากก้าวพลาดเพียงนิดเดียว ร่างกายของนางจะถูกกระบี่ไร้ลักษณ์เชือดเฉือนจนมอดไหม้ แต่ในวินาทีนี้ หัวใจที่ด้านชาของนางกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ความผูกพันที่อธิบายไม่ได้ทำให้นางไม่สามารถทอดทิ้งเขาได้
เมื่อถึงจุดศูนย์กลางของพายุ พลังปราณทั้งหมดก็เงียบสงบลงอย่างประหลาด หลี่มู่เฉินยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของลานฝึกฝน ชุดคลุมของเขาขาดวิ่นเผยให้เห็นแผ่นหลังที่มีรอยอักขระสีทองประทับอยู่ มันคืออักขระที่สวรรค์ไม่ยอมรับ แต่เป็นสิ่งที่เขาภูมิใจที่สุด
เขายื่นมือออกไปในอากาศที่ว่างเปล่า ทันใดนั้น เงาของกระบี่โปร่งใสก็ปรากฏขึ้น มันไม่ได้เป็นเหล็ก ไม่ได้เป็นแก้ว แต่เป็น ‘เศษเสี้ยวของเวลาและดวงดาว’ ที่ถูกบีบอัดจนกลายเป็นคมกระบี่
“ข้าสำเร็จขั้นแรกแล้ว...” เขากล่าวเบาๆ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่สั่นสะเทือนไปถึงสรวงสวรรค์
ทว่า ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าที่ควรจะมืดมิดในยามค่ำคืนกลับถูกฉีกขาดออกด้วยคมอาวุธสีแดงฉาน ประตูดาราที่ถูกปิดตายมานับพันปีถูกเปิดออกโดยใครบางคนจากเบื้องบน กองทัพเงาสีเงินเหาะลงมาพร้อมกับเสียงคำรามที่ดังสนั่นปฐพี หลี่มู่เฉินเงยหน้ามองด้วยแววตาที่เย็นเยือกถึงขีดสุด
“พวกมันมาเร็วเกินไป...” ไป๋หลิงกระซิบขณะที่กระบี่ในมือของนางปรากฏรอยร้าว
หลี่มู่เฉินยกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจ “ดี... ข้ากำลังต้องการทดสอบความคมของกระบี่เล่มนี้กับพวกสุนัขรับใช้สวรรค์พวกนี้อยู่พอดี!”
ในวินาทีที่ทูตสวรรค์องค์แรกแตะเท้าลงบนพื้นดิน หลี่มู่เฉินก็หายวับไปจากสายตา! เขาปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศเหนือฝูงชน พร้อมกับกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือที่ตวัดเพียงครั้งเดียว ท้องฟ้าทั้งผืนพลันเปลี่ยนสี... ทูตสวรรค์เก้าองค์ที่เพิ่งมาถึงกลับกลายเป็นเพียงละอองฝุ่นในชั่วพริบตาเดียว!
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่มู่เฉินต้องชะงักและเบิกตากว้าง ไม่ใช่ชัยชนะครั้งนี้... แต่เป็นร่างของบุรุษที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติคนสุดท้าย ผู้ที่มีใบหน้าเหมือนกับเขาราวกับส่องกระจก ทว่าในมือของคนผู้นั้น กลับถือดวงวิญญาณของ ‘ศิษย์น้องคนเล็ก’ ที่เขาคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่ชาติที่แล้ว!
“เจ้า... ยังจำกลิ่นเลือดของตัวเองได้ไหม หลี่มู่เฉิน?” เงาร่างนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้วิญญาณของเขาร่ำไห้
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับชิงเสวี่ยเหมันต์ในมหากาพย์ครั้งนี้ค่ะ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์ทวงคืนบัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชากระบี่สยบฟ้า
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์ทวงคืนบัลลังก์ฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
