“สวะเช่นเจ้า... ก็นับว่ามีดีแค่เลือดที่ไหลนองพื้นให้ข้าดูเล่นนี่แหละ”
น้ำเสียงเย้ยหยันบาดลึกดั่งคมมีดกรีดลงบนโสตประสาท หลี่มู่เฉินกระตุกเปลือกตาที่หนักอึ้งดุจถูกพันธนาการด้วยหินผา ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างเสมือนถูกค้อนนับพันเล่มทุบตีจนกระดูกแหลกละเอียด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปนเปไปกับกลิ่นดินชื้นแฉะในตรอกอับแสงหลังหอศิษย์นอกสำนักกระบี่เมฆาคล้อย
เขายังไม่ตาย... จิตวิญญาณของมหาเทพผู้สยบเก้าชั้นฟ้าที่ควรจะแตกดับไปภายใต้ทัณฑ์สวรรค์เมื่อหมื่นปีที่แล้ว บัดนี้กลับถูกฉุดรั้งให้กลับมาอยู่ในร่างเนื้อที่อ่อนแอเหลือคณานับ
“ตายเสียเถอะไอ้ขยะหลี่มู่เฉิน!”
แรงเตะมหาศาลซ้ำลงมาที่ซี่โครง ร่างของเขาไถลไปกับพื้นหินขรุขระจนเนื้อหนังฉีกขาด ทว่าในห้วงลึกของดวงตาที่ปิดสนิท หลี่มู่เฉินกลับไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่น เขาสัมผัสได้ถึงเส้นชีพจรที่ตีบตันจนเกือบมอดดับและขุมพลังปราณที่เบาบางราวสายหมอกยามเช้า นี่คือร่างของศิษย์ปลายแถวที่ไร้ซึ่งพรสวรรค์—เหยื่อชั้นดีของความริษยาในสำนักเซียน
มู่เฉินไม่ได้เปิดตาออกในทันที แต่เขากำลังใช้จิตสัมผัสสภาวะแวดล้อมโดยรอบ ความเงียบสงัดที่ถูกแทรกด้วยเสียงหัวเราะหยันของศิษย์ระดับกลางสามคน ชายผู้ลงมือมีรอยยิ้มอัปลักษณ์ที่ปูดโปนด้วยความสะใจ
“หัวหน้าศิษย์พี่จาง... หากมันตายไปจริงๆ พวกเราจะเดือดร้อนหรือไม่?” เสียงหนึ่งถามด้วยความระแวง
“เดือดร้อนอันใด! มันก็แค่สวะที่ไม่มีใครเหลียวแล แม้แต่เซียนหิมะไป๋หลิงที่เคยเมตตามันเมื่อปีก่อน บัดนี้ยังเมินหน้าหนีราวกับเห็นก้อนมูลบนทางเดิน! ตายไปก็เหมือนกวาดขยะออกจากสำนักเท่านั้น” จางฟานถ่มน้ำลายลงข้างกายเขา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมสมุน
เมื่อเสียงฝีเท้าจางหายไป ความมืดมิดในจิตใจของหลี่มู่เฉินก็แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาที่ลืมขึ้นนั้นมิใช่ดวงตาที่อ่อนล้าของเด็กหนุ่มผู้ถูกรังแก แต่มันคือเนตรสีนิลที่ผ่านกาลเวลามานับหมื่นปี ทรงอำนาจ เย็นชา และเปี่ยมด้วยแรงอาฆาตที่พร้อมจะแผดเผาห้วงสวรรค์
เขาพยุงร่างที่สั่นเทาขึ้นช้าๆ นิ้วมือที่อาบเลือดกดลงบนจุดชีพจรที่ท้องน้อย เคล็ดวิชา ‘มรรคาไร้ลักษณ์’ ที่เขาเคยคิดค้นขึ้นในชาติก่อนถูกรีดเร้นออกมาจากส่วนลึกของวิญญาณ แม้ร่างนี้จะไร้พลัง แต่จิตวิญญาณมหาเทพนั้นเหนือลิขิตฟ้าดิน!
*‘กระบี่ของข้าถูกหัก... บัลลังก์ของข้าถูกพราก... บัดนี้เจ้ากลับมาสร้างความเจ็บปวดให้ข้าในร่างที่ต่ำต้อยที่สุดงั้นหรือ?’* เขาเค้นเสียงในลำคอด้วยความสมเพชต่อชะตากรรม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาดุจขนนกดังขึ้นจากด้านหลัง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ขาวโชยมาปะทะจมูก หลี่มู่เฉินชะงักงัน เขาจำกลิ่นนี้ได้ดี... กลิ่นอายที่ทำให้นักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งสวรรค์อย่างเขาต้องยอมสยบในอดีตชาติ
“เจ้า... ยังไม่ตายจริงๆ หรือ?”
น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาแต่แฝงไปด้วยความสั่นเครือที่ยากจะปิดมิดดังขึ้น หลี่มู่เฉินหันไปมองสตรีผู้ยืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้างดงามราวรูปสลักหยกที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ เจือปน ดวงตาของนางดุจน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย... ไป๋หลิง
นางมองร่างที่สะบักสะบอมของเขาด้วยแววตาที่ซับซ้อน มือเรียวงามถือกระบี่เล่มบางที่สั่นไหวเล็กน้อยในฝัก
“ศิษย์พี่หญิง... ท่านมาทำอะไรในที่อัปยศเช่นนี้?” มู่เฉินเอ่ยปาก เสียงแหบพร่าแต่ทว่ากลับมีอำนาจกดขี่ที่ทำให้ไป๋หลิงต้องชะงักไปชั่วครู่ ราวกับว่านางกำลังเผชิญหน้ากับใครบางคนที่เหนือกว่าตนเองหลายเท่า
ไป๋หลิงเม้มปากแน่น นางเดินเข้ามาใกล้ ก้มลงวางมือลงบนแผ่นหลังของเขาเพื่อถ่ายทอดปราณรักษา “เงียบปากเสีย ถ้าไม่อยากตายจริงๆ ก็จงนิ่งไว้ ร่างกายเจ้าบอบช้ำเกินกว่าจะขยับ...”
ทว่าในขณะที่มือของนางแตะโดนผิวหนัง ไอพลังบางอย่างที่แฝงอยู่ในร่างของหลี่มู่เฉินก็พุ่งพรวดออกมาดุจมังกรที่ตื่นจากหลับไหล มันมิใช่ปราณบำเพ็ญเพียรธรรมดา แต่เป็นไอสังหารที่เข้มข้นจนทำให้อากาศรอบกายบิดเบี้ยว
ไป๋หลิงเบิกตากว้าง นางสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวจากร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้า... ตัวตนที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อนกำลังตื่นขึ้น
“เจ้า... ไม่ใช่หลี่มู่เฉินคนเดิม” นางกระซิบเสียงสั่น
หลี่มู่เฉินขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ เขาเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยเลือดไปคว้าด้ามกระบี่ข้างกายของนาง ชักมันออกจากฝักช้าๆ เสียงคมเหล็กกระทบฝักกระบี่ดังกังวานบาดแก้วหู ราวกับเสียงประกาศก้องการกลับมาของกษัตริย์ผู้ไร้บัลลังก์
ในวินาทีนั้นเอง แผ่นฟ้าเบื้องบนพลันมืดมิดลง รอยแยกของอวกาศปรากฏขึ้นเป็นรูปกระบี่ขนาดยักษ์ที่ปลายฟ้า กลิ่นอายกดดันมหาศาลถาโถมลงมาสู่สำนักกระบี่เมฆาจนศิษย์ทุกคนต่างทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
“ข้ากลับมาแล้ว...” เขาเอ่ยเบาๆ ขณะที่กระบี่ในมือสั่นสะท้านราวกับจะรับใช้เจ้านายที่แท้จริง
ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งพุ่งลงมาจากยอดเขาหลักด้วยความเร็วปานสายฟ้า มันคือนักพรตชราผู้เป็นถึงเจ้าสำนักที่หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เขามองมาที่หลี่มู่เฉินด้วยสายตาของคนเห็นปีศาจ “นั่นมันเคล็ดวิชาต้องห้ามของมหาเทพผู้ร่วงหล่น... เจ้า! เจ้าเป็นใครกันแน่!”
ไป๋หลิงผลักเขาออกไปทันที ดวงตาของนางที่เคยเย็นชาบัดนี้สั่นไหวด้วยความหวาดวิตก “หนีไป! เขาคือคนที่จะสังหารเจ้าเพื่อปิดปากความลับนี้!”
หลี่มู่เฉินกระชับกระบี่ในมือแน่น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นประกายสีทองอร่ามที่ดูน่าสะพรึงกลัว “ปิดปากรึ? ช่างน่าขัน... ในเมื่อข้าได้โอกาสคืนชีพมาอีกครา วันนี้ข้าจะขอใช้เลือดของพวกเจ้านี่แหละ ล้างมลทินให้แก่คมกระบี่ของข้าเสียเอง!”
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นหินใต้ฝ่าเท้าพลันแตกละเอียดเป็นผงละเอียด แรงกดดันที่ปล่อยออกมาทำให้รัศมีรอบกายเขากลายเป็นพื้นที่สุญญากาศที่แม้แต่อากาศยังไม่กล้าไหลผ่าน
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในมหากาพย์แห่งการล้างแค้นนี้กับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์ทวงคืนบัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 1
วิญญาณหวนคืนในร่างสวะ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์ทวงคืนบัลลังก์ฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
