ความเงียบในเพנט์เฮาส์หรูใจกลางเมืองเวลานี้ ไม่ใช่ความสงบสุข... แต่มันคือความว่างเปล่าที่กัดกินวิญญาณทีละน้อย
คีรินทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังแท้ราคาแพ นัยน์ตาคู่คมที่มักมองทุกอย่างด้วยเหตุผลและความเยือกเย็น บัดนี้กลับฉายแววเคว้งคว้างอย่างที่ชายหนุ่มไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิต ฝ่ามือหนายกขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ เพื่อขับไล่ความปวดตุบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่เขารู้ดี... ต้นตอของอาการปวดหัวนี้ไม่ได้มาจากเอกสารบนโต๊ะทำงาน แต่มันมาจาก 'ความเงียบ' ที่น่าอึดอัดรอบตัว
ปกติเวลานี้ เสียงฝีเท้าเบาๆ ของรินรดาจะดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาคาโมมายล์และรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่เธอส่งให้เขาเสมอ แม้เขาจะไม่เคยใส่ใจ แม้เขาจะปล่อยให้เธออยู่กับความโดดเดี่ยวในบ้านหลังนี้มานานนับปี แต่มันก็เป็นความโดดเดี่ยวที่มี ‘เธอ’ อยู่... จนกระทั่งวันนี้ วันที่เธอหอบเอาทุกอย่างออกไปจากชีวิต เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและรอยเปื้อนจางๆ บนโต๊ะเครื่องแป้งที่ถูกเช็ดจนสะอาดเอี่ยม
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องรับแขก สายตาไปสะดุดเข้ากับกรอบรูปบนชั้นวางของ กรอบรูปที่เขาไม่เคยสนใจจะมองมันด้วยซ้ำ คีรินลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้ ยื่นมือไปหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่น
ในกรอบรูปคือภาพงานแต่งงานของเราเมื่อสามปีก่อน รินรดายืนยันรอยยิ้มงดงามในชุดเจ้าสาวสีขาว ริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้มอย่างมีความสุข ดวงตาส่อประกายความรักและความหวังเต็มเปี่ยม... ในขณะที่เขา ยืนแข็งทื่ออยู่ข้างกาย สีหน้าเรียบเฉย ไร้อารมณ์ ราวกับถูกบังคับให้มาถ่ายรูปทำบัตรประชาชน
*“คุณคีรินคะ... ยิ้มหน่อยสิคะ ช่างภาพรอยิ้มสวยๆ ของคุณอยู่นะคะ”*
เสียงหวานที่เคยเอ่ยขอร้องเขาในวันนั้นแว่วดังขึ้นในความทรงจำ คีรินจำได้ว่าเขาตอบกลับเธอด้วยน้ำเสียงเฉชาและห่างเหินแค่ไหนในตอนนั้น *“ผมไม่มีเวลามาเล่นขายของ ถ้าถ่ายเสร็จแล้วก็รีบกลับ ผมมีประชุมต่อ”*
ปลายนิ้วแกร่งสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสกระจกกรอบรูป เขาเพิ่งสังเกตเห็น... ในดวงตาของรินรดานั้นมีความรักที่บริสุทธิ์และมั่นคงแค่ไหน และเขาก็เพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ได้ถูกเขาเหยียบย่ำและผลักไสจนมันแตกสลายคามือไปเสียแล้ว
คีรินวางกรอบรูปลงที่เดิมอย่างแรง ราวกับกลัวว่าความทรงจำเหล่านั้นจะย้อนกลับมาบีั้นคอเขาให้หายใจไม่ออก ชายหนุ่มเดินผละไปยังห้องครัวเพื่อหาเครื่องดื่มย้อมใจ เปิดตู้เย็นออกพบเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งขวดน้ำผลไม้คั้นสดที่รินรดาเคยเตรียมไว้ให้เขาดื่มทุกเช้าเพื่อบำรุงสุขภาพ ไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากตัวเขาเอง
"บ้าเอ๊ย..." คีรินสบถออกมาเบาๆ ความหงุดหงิดพุ่งพล่านในอกจนต้องกำหมัดแน่นทุบลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนเสียงดังทึบ
ทำไมเขาต้องรู้สึกกระวนกระวายใจขนาดนี้ด้วย? รินรดาเป็นฝ่ายเดินออกไปเอง เธอเป็นคนเซ็นใบหย่าและก้าวออกจากชีวิตเขาไปตามความต้องการของเธอเอง เขาควรจะรู้สึกโล่งใจสิ ควรจะอิสระและมีความสุขกับความเงียบสงบที่โหยหาไม่ใช่หรือไง?
ทว่า ยิ่งพยายามบอกตัวเองว่าไม่แคร์ ภาพรอยยิ้มสุดท้ายก่อนจากไปของเธอก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นในหัว แววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์คือนัยน์ตาคู่เดียวกับที่เคยทอดมองเขาด้วยความรักมาตลอดสามปี มันคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า... เขาได้สูญเสียเธอไปอย่างถาวรแล้วจริงๆ
ในขณะที่คีรินกำลังจมดิ่งอยู่กับความมืดมนในใจ เสียงกริ่งหน้าประตูเพนต์เฮาส์ก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันในยามค่ำคืนลงอย่างไร้ความปรานี
คีรินขมวดคิ้วด้วยความฉงน ดึกป่านนี้แล้ว ใครกันที่จะมาหาเขา? หรือจะเป็นพัสดุด่วนที่ยังมาส่งไม่หมด? ชายหนุ่มเดินสาวเท้ายาวๆ ไปที่ประตู ก่อนจะเปิดมันออกด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ทว่า... ร่างที่ยืนอยู่หน้าประตู กลับไม่ใช่พนักงานส่งของ หรือเลขาคนสนิทอย่างที่คาดคิด
แสงไฟสีส้มจากโถงทางเดินสาดกระทบเข้ากับใบหน้าของแขกผู้มาเยือน ดวงตาสีเข้มคู่นั้นคมปลาบและเต็มไปด้วยความท้าทาย ศิลา... นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงคู่แข่งทางธุรกิจของเขา ยืนกอดอกพิงผนังด้วยรอยยิ้มมุมปาก ท่าทางผ่อนคลายราวกับกำลังมาเยือนบ้านของเพื่อนสนิท ไม่ใช่บ้านของคู่ปรับทางธุรกิจ
"ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้ คุณประธานคีรินยังไม่นอนหรอกหรือครับ?" ศทลากล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเย้ยหยันในที
คีรินหรี่ตาลง รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกจากตัวเขาทันที มือหนาเกาะขอบประตูแน่นขึ้น "คุณมาทำอะไรที่นี่ ศิลา? ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณจะมาเดินเล่น"
"ผมรู้ครับว่าที่นี่คือเขตหวงห้ามของคุณ..." ศิลายืดตัวตรง ก้าวเข้ามาประชิดกรอบประตูเล็กน้อย นัยน์ตาคู่นั้นมองทะลุผ่านไหล่ของคีรินเข้าไปสำรวจความว่างเปล่าภายในห้องรับแขก "แต่บังเอิญว่า... ผมมีของบางอย่างที่ ‘คุณ’ ควรจะได้รับคืนมาตั้งนานแล้ว แต่บังเอิญว่าคุณมันโง่เกินกว่าจะมองเห็นคุณค่าของมัน ผมเลยต้องเป็นคนเอามาคืนให้ด้วยตัวเอง"
ประโยคท้ายศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ คีรินรู้สึกถึงเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาด้วยความโกรธ "พูดจาให้มัน It's clear หน่อย ศิลา คุณหมายถึงอะไร?"
ศิลาไม่ตอบคำถามทันที ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาหนึ่งซอง ก่อนจะโยนมันลงไปบนโต๊ะรับแขกกลางห้องผ่านช่องประตูที่เปิดอยู่ เสียงซองเอกสารกระทบกระจกดังขึ้นเบาๆ แต่กลับดังก้องอยู่ในความรู้สึกของคีริน
"เปิดดูสิครับ..." ศิลาแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาสมเพชระคนเวทนาฉายชัดขึ้น "แล้วคุณจะรู้ว่า... สิ่งที่คุณเพิ่งเซ็นใบหย่าปล่อยมือไปเมื่อวานนี้ มันมีค่ามากกว่าบริษัทมูลค่าหมื่นล้านของคุณรวมกันเสียอีก"
คีรินนิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ สัญชาตญาณดิบเตือนภัยว่าข้างในซองเอกสารนั้นคือความลับที่จะพลิกชีวิตของเขาไปตลอดกาล!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความร้าวรานและบททดสอบของหัวใจในตอนนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าความรู้สึกอึดอัดและปมปัญหาที่กำลังขยายตัวจะทำให้ทุกท่านอดใจรอตอนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ขอโทษที... พอดีฉันหย่าขาดจากความรักของคุณแล้ว•ตอนที่ 3
กลิ่นอายที่คุ้นเคย
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษที... พอดีฉันหย่าขาดจากความรักของคุณแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
