เสียงโลหะไทเทเนียมเกรดอุตสาหกรรมถูกกรีดด้วยปลายมีดตัดกระจก ดัง “แกรก” แหลมสูงเสียดประสาทในความเงียบระดับสูญญากาศ—ความเงียบที่หนาแน่นจนเกือบมีตัวตน
คริษฐ์ไม่ได้หยุดมือ ปลายกระบอกไฟฉายคาดหัวสีดำด้านส่องแสงสีขาวนวลจับลงบนรอยต่อระหว่างแผงควบคุมหลักโซนสามกับผนังรับน้ำหนักของสถานีอวกาศ “โอไรเอนต์-เก้า” เหงื่อกาฬเม็ดโปนผุดซึมขึ้นตามไรผมของสถาปนิกหนุ่ม แม้ว่าระบบปรับอากาศภายในผนังจะรักษาอุณหภูมิไว้ที่ยี่สิบเอ็ดองศาเซลเซียสอย่างแม่นยำก็ตาม ความกดดันไม่ได้มาจากอากาศที่เบาบางลง แต่มันมาจากเส้นกราฟแรงเค้น (Stress Strain) ที่เขาเพิ่งดึงออกมาจากหน่วยความจำสำรองเมื่อสามนาทีที่แล้ว
มันไม่ตรงกัน
ตัวเลขทางทฤษฎีที่เขาคำนวณด้วยมือเมื่อคืนนี้ ฟ้องอย่างชัดเจนว่าค่าความต้านทานแรงดึงของโลหะผสมในจุดนี้ ควรจะลดลงเหลือเพียงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ตามอายุไขของวัสดุ แต่ข้อมูลที่วิ่งผ่านเซ็นเซอร์ตัวจิ๋วที่ฝังอยู่หลังผนังกลับรายงานตัวเลขที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ... สมบูรณ์แบบจนเกินไป สมบูรณ์แบบเสียจนน่าขนลุกเหมือนศพที่ถูกแต่งหน้าให้ดูมีชีวิต
“คุณกำลังใช้ความพยายามอย่างมากในการรื้อถอนประวัติศาสตร์ของสถานีนี้, คุณคริษฐ์”
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลที่ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง ทำให้คริษฐ์ชะงักปลายมีดในมือ เขาไม่ได้สะดุ้ง—เพราะเขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ไร้แรงกระแทกของเธอมาตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในอุโมงค์ซ่อม1บำรุงแคบๆ นี้แล้ว รตา দাঁড়อยู่ตรงปากทางเข้า ร่างเพรียวในชุดสูทลำลองสีเทาเข้มสะท้อนกับแสงไฟจากเครื่องมือวัด เธอกอดอก หลuwตามองแผ่นโลหะที่ถูกเปิดเผยออกมาครึ่งหนึ่งด้วยสายตานิ่งสนิท อ่านไม่ออกว่าเธอกำลังรู้สึกหรือประเมินอะไรอยู่
“ประวัติศาสตร์มักจะถูกเขียนขึ้นใหม่โดยผู้ชนะเสมอครับ, คุณรตา” คริษฐ์ตอบโดยไม่หันกลับไปมอง น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนภายใน “แต่บางครั้ง... คนเราก็พยายามลบประวัติศาสตร์ทิ้งด้วยการซ่อมแซมที่ไม่จำเป็น เพื่อปกปิดว่าโครงสร้างนี้มันเคยเกือบจะพังมาแล้วครั้งหนึ่ง”
รตาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกสองก้าว รองเท้าบูทพื้นยางไร้เสียงกระทบกับพื้นตารางโลหะ กลิ่นจางๆ ของกาแฟดำผสมกับกลิ่นโอโซนจากตัวกรองอากาศลอยมาแตะจมูก เธอยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเขาในระยะที่ใกล้เกินกว่าความจำเป็นทางวิชาชีพ ไหล่ของเธอเกือบจะเฉี่ยวชนกับแผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่ม
“คุณกำลังมองหาข้อบกพร่องในสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้ไร้รอยต่อ” รตาเอ่ยเบาๆ ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเฉียดผ่านต้นคอของเขา “บางครั้ง ความเงียบก็มีความหมายของมันเอง การที่โครงสร้างนี้ยังคงลอยเคว้งอยู่ในวงโคจรได้โดยไม่มีแรงกระแทกจากสะเก็ดดาว... นั่นแปลว่าระบบมันทำงานได้ดีกว่าที่คุณคิดเสียอีก ทำไมคุณถึงไม่ยอมปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกของมันล่ะครับ?”
คริษฐ์ลดมือที่ถือมีดลงเล็กน้อย เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่ถึงคืบ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องลึกลงไปในดวงตาสีนิลของนักวิเคราะห์สาว พยายามค้นหาเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นนั้น
“เพราะผมไม่ใช่เครื่องจักร, คุณรตา” คริษฐ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนกลายเป็นกระซิบ “และผมรู้ดีว่าเสียงคลิกเบาๆ ที่ดังขึ้นทุกครั้งที่สถานีปรับวงโคจร มันไม่ใช่เสียงของการขยายตัวตามความร้อน... แต่มันคือเสียงของสลักเกลียวที่กำลังคลายตัวทีละน้อย เพราะมีคนจงใจถอดแหวนรองออก”
รตาไม่หลบตา เธอนิ่งค้างไปชั่ววินาที—เพียงชั่ววินาทีเดียวที่กล้ามเนื้อรอบดวงตาของเธอเกร็งตัวขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ซึ่งเป็นสัญญาณทางประสาทที่นักอ่านคลื่นสมองอย่างเธอไม่มีทางปิดบังคนช่างสังเกตอย่างคริษฐ์ได้พ้น
“คุณมั่นใจแค่ไหนกับสมมติฐานนั้น?” รตาถาม เสียงของเธอเรียบสนิท แต่จังหวะการกะพริบตาถี่ขึ้นกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง
“ผมไม่ได้ใช้สมมติฐาน” คริษฐ์ขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด จนรตาต้องเอนหลังพิงกับโครงสร้างโลหะด้านตรงข้ามอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ผมใช้หลักฟิสิกส์... และหลักฐานชิ้นใหม่ที่เพิ่งหลุดร่วงลงมาจากรอยต่อตรงนี้”
คริษฐ์แบมือข้างที่ถือเครื่องมือออก ช้าๆ เผยให้เห็นวัตถุขนาดเล็กเท่าเหรียญบาทที่นอนนิ่งอยู่บนฝ่ามือ รอยขูดขีดบนผิวโลหะสีเงินยวงนั้นไม่ใช่รอยสึกหรอจากการใช้งานตามกาลเวลา แต่มันคือรอยบากที่เกิดจากประแจบล็อกขนาดแปดมิลลิเมตร ซึ่งถูกขันด้วยแรงบิดที่สูงเกินมาตรฐานวิศวกรรมอวกาศอย่างจงใจ เพื่อให้เกลียวโลหะด้านในฉีกขาดจากภายใน
ดวงตาของรตาหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นวัตถุดังกล่าว ความเงียบระหว่างคนทั้งสองกลับมาหนาแน่นอีกครั้ง ยิ่งกว่าสุญญากาศนอกสถานี
“คุณกำลังเล่นกับไฟ, คริษฐ์” รตากระซิบ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจัง ไร้ซึ่งความเย้าแหย่เมื่อครู่ “สิ่งที่คุณถืออยู่... มันไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางวิศวกรรม แต่มันคือหลักฐานชิ้นเดียวที่เชื่อมโยงกับคำสั่งฉุกเฉินเมื่อสามปีก่อน คำสั่งที่คุณ... น่าจะรู้ดีกว่าใคร ว่าใครเป็นคนเซ็นอนุมัติ”
คริษฐ์นิ่งงัน ร่างกายของเขาราวกับถูกตรึงไว้ด้วยชื่อและเหตุการณ์ในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอดสามปี อดีตที่พรากครอบครัวและเพื่อนร่วมงานไปในอุบัติเหตุความล้มเหลวทางโครงสร้างที่สถานีภาคพื้นดิน
ก่อนที่คริษฐ์จะได้เอ่ยปากตอบโต้ เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับสีเหลืองก็กรีดร้องขึ้นก้องอุโมงค์ซ่อมบำรุง แสงไฟสีขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีแดงชาดกะพริบถี่ ร่างของทั้งคู่ถูกอาบด้วยแสงสีเลือดในพริบตา
พร้อมๆ กับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาทางนี้ด้วยความเร็วสูง... และมันไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงกะดึก
รตาคว้าข้อมือของคริษฐ์ไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ แรงบีบจากปลายนิ้วของเธอบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกที่ถูกเก็บกดไว้ “มีคนรู้ว่าคุณเปิดแผงควบคุมนี้แล้ว... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเจรจา”
ขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในความเวิ้งว้างนี้ด้วยกันนะครับ
สถาปนิกวงโคจรกับนักวิเคราะห์ความเงียบ•ตอนที่ 3
รอยร้าวบนผนังไทเทเนียม
ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกวงโคจรกับนักวิเคราะห์ความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!