เชฟสาวสายสตรองกับนายทหารที่คลั่งรักการทำสวน•ตอนที่ 6

ตอกกลับด้วยซุปสูตรเด็ด

ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
"ถ้ารู้ว่าบ้านหลังนี้มันลำบากยากแค้นจนไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ ป้าว่าหลานสาวกับไอ้ทหารพิการคนนี้ ย้ายชื่อกลับไปอยู่ทะเบียนบ้านเดิมที่กรุงเทพฯ เสียเถอะนะ ดีกว่าทนอายชาวบ้านเขาแบบนี้" เสียงแหลมสูงของป้าวิไลดังทะลุรั้วไม้ไผ่เข้ามา ก่อนที่ร่างท้วมในชุดผ้าไทยราคาแพงจะก้าวเข้ามาในเขตบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาด้วยลุงปรีชาผู้เป็นสามี และน้าสมชายที่ถือวิสาสะเดินสำรวจแปลงผักสวนครัวราวกับเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าเตาถ่าน กลิ่นหอมกรุ่นของรากผักชี กระเทียม และพริกไทยที่ตำจนละเอียดกำลังส่งกลิ่นฟุ้งกระจายเข้ากันได้ดีกับน้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวไฟอ่อนจากมิติลับในตัว เธอยังไม่หันไปมองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญทันที ปล่อยให้ความเงียบสร้างแรงกดดันให้กลุ่มคนที่บุกรุกเข้ามาเริ่มรู้สึกอึดอัดไปเอง ผู้กองศิลาที่กำลังช่วยผ่าฟืนอยู่มุมแปลงสวน ขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำในเสื้อกล้ามสีเขียวเข้มเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อสมชายชาตรี ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้มาเยือนทั้งสามด้วยความนิ่งสงบ ทว่าแฝงรังสีคุกคามที่ทำให้น้าสมชายถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "เชิญนั่งก่อนสครับ... พอดีผมกับภรรยากำลังเตรียมอาหารกลางวันต้อนรับพอดี" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และสุภาพจนน่ากลัว "ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี!" ป้าวิไลเชิดหน้าขึ้น สะบัดพัดในมือพรืดใหญ่ "พวกฉันไม่ได้มาทานข้าวแกงกะโหลกะกะลาอะไรนี่หรอกนะ วันนี้เรามาคุยเรื่องธุระสำคัญ เรื่องโฉนดที่ดินแปลงนี้ ที่แกเอาไปจำนองไว้กับเสี่ยอร้านน่ะ รินรดา! ไหนล่ะเอกสารตัวจริง เอาออกมาให้ลุงกับป้าดูเดี๋ยวนี้ อย่าคิดว่าจะซ่อนไว้พ้นมือคนในครอบครัวนะ!" รินรดาค่อย ๆ วางทัพพีไม้ลงบนขอบหม้อ เธอกลั้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับญาติผู้ใหญ่จอมปลอมเหล่านี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอไม่ใช่รอยยิ้มของสะใภ้ผู้ยอมจำนน แต่มันคือรอยยิ้มของเชฟมืออาชีพผู้กำลังมองวัตถุดิบชั้นต่ำที่รอเวลาถูกคัดทิ้ง "อ้อ... เรื่องโฉนดที่ดินสินะครับ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ชัดถ้อยชัดคำ "แปลกจตอนที่พวกท่านขับไล่ไสส่งฉันกับพี่ศิลาออกมาจากตระกูล ประกาศตัดขาดไม่ให้ใช้ชื่อสกุลร่วมกัน ไม่เห็นมีใครพูดถึงเรื่องที่ดินแปลงนี้เลยสักคน... พอตอนนี้เห็นพวกเราเริ่มพลิกฟื้นผืนดินได้ เริ่มมีผลผลิตงอกเงยเข้าหน่อย ทำไมความรักในเครือญาติถึงได้พรั่งพรูออกมากันจังล่ะครับ" "นังเด็กนี่! ปากดีนักนะ!" ลุงปรีชาตบโต๊ะไม้ไผ่เสียงดังลั่น "แกจะมาลืมบุญคุณที่ปู่ของแกเคยเลี้ยงดูมาหรือไง! ที่ดินตรงนี้มันสมควรเป็นมรดกตกทอดของตระกูล ไม่ใช่เอามาให้คนนอกอย่างไอ้ทหารพิการนี่มาเสวยสุข!" "ใครพิการเหรอครับ?" ศิลาก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดา มือหนาวางลงบนไหล่บางเบาเพื่อส่งความอบอุ่น รังสีอำมหิตจากนายทหารสนามรบแผ่ซ่านจนลุงปรีชาผถอยหลังกรูด "ถ้าหมายถึงผม ขอบอกว่ามือคู่นี้ยังแข็งแรงพอที่จะหักกระดูกใครก็ตามที่คิดจะมาแย่งของ ๆ เมียผมได้สบาย ๆ นะครับ" ป้าวิไลหน้าซีดเผือด แต่ยังคงทำใจดีสู้เสือ ร้องแหวขึ้นมาเสียงแหลม "ไม่ต้องมาขู่! พวกแกไม่มีปัญญาใช้หนี้เสี่ยอร้านหรอก อีกสามวันกำหนดเส้นตายแล้ว โฉนดหลุดแน่ ๆ! ทางที่ดี โอนให้ชื่อป้าซะแต่ตอนนี้ ป้าจะช่วยใช้หนี้ให้ส่วนหนึ่ง ดีกว่าไม่เหลืออะไรเลยสักบาท!" รินรดาแย้มยิ้มกว้างขึ้น ดวงตากลมโตเป็นประกายวับวาว เธอหันไปเปิดฝาหม้อซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนที่เคี่ยวด้วยสมุนไพรจากมิติลับ ไอความร้อนพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมหวนที่ยั่วยวนจนกระเพาะอาหารของทุกคนในที่นั้นส่งเสียงร้องโครกครากออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย "เรื่องหนี้สินของพวกเรา... เกรงว่าจะไม่ต้องรบกวนเงินในกระเป๋าของพวกท่านหรอกนะครับ" รินรดาตักน้ำซุปร้อน ๆ สีอำพันใสแจ๋วใส่ชามกระเบื้องเคลือบอย่างบรรจง ลอยหน้าด้วยเก๋ากี้เม็ดโตและรากบัวตุ๋นจนนุ่มละมุน "แต่ในเมื่ออุตส่าห์มาเยือนถึงบ้านทั้งที ผมในฐานะเจ้าบ้านก็มี 'ซุปพิเศษ' มาต้อนรับเพื่อเป็นการล้างปาก... เอ๊ย ล้างความโลภในใจให้พวกท่านสักหน่อย" เธอวางชามซุปควันฉุยลงตรงหน้าป้าวิไล ลุงปรีชา และน้าสมชาย กลิ่นหอมล้ำลึกของซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวจนกระดูกเปื่อยนุ่ม ผสมผสานกับความหวานธรรมชาติของรากบัวและพุทราจีนในมิติลับ เตะจมูกผู้บุกรุกเข้าอย่างจังจนน้ำลายสอ "ซุปอะไรของแกวะ หน้าตาประหลาด..." น้าสมชายกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ พยายามทำเป็นใจแข็ง "ซุปกระดูกหมูตุ๋นรากบัวสูตรสลายพิษโลภครับ" รินรดายิ้มละไม "รับรองว่าซดเข้าไปคำเดียว ความอยากได้สมบัติของคนอื่นจะหายเป็นปลิดทิ้ง... อ้อ ถ้าไม่รังเกียจ ลองชิมดูสิครับ ฝีมือเชฟระดับมิชลินที่พวกท่านเคยดูถูกไงล่ะ" ป้าวิไลมองชามซุปตรงหน้าสลับกับใบหน้ายิ้มแย้มของรินรดา ความหอมที่รubกวนโสตประสาททำให้ลืมความโกรธไปชั่วขณะ มืออวบสั่นเทาเอื้อมไปหยิบช้อนกระเบื้องขึ้นมาตักน้ำซุปเข้าปากอย่างลืมตัว ทันทีที่น้ำซุปรสชาติกลมกล่อม ละมุนลิ้น และอบอวลไปด้วยความหวานล้ำจากธรรมชาติกระจายไปทั่วโพรงปาก ป้าวิไลถึงกับเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสะกด! แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ... ทันใดนั้นเอง ท้องของลุงปรีชาและน้าสมชายก็ส่งเสียงโครกครากดังสนั่นยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับอาการปวดมวนท้องอย่างรุนแรงที่จู่ ๆ ก็แล่นพล่านขึ้นมาจนหน้าเขียวหน้าเหลือง! "อุ๊ย ตายแล้ว..." รินรดาแสร้งยกมือปิดปาก อุทานด้วยความตกใจแกมเอ็นดู "สงสัยวัตถุดิบในสวนของผมมันฤทธิ์แรงเกินไปหน่อย สำหรับคนใจบาปหยาบช้า... มันเลยช่วย 'ขับของเสีย' ออกจากร่างกายทันทีเลยล่ะครับ" "อ็ากกก! ปวดท้องเว้ย!" น้าสมชายทิ้งตัวลงกุมท้องร้องโอดครวญ ลุงปรีชาหน้าซีดเผือดวิ่งกระย่องกระแย่งหาห้องน้ำแทบไม่ทัน ป้าวิไลพยายามจะลุกขึ้นแต่ขาอ่อนแรงจนล้มพับลงไปนั่งกองกับพื้น สภาพหมดสภาพความน่าเกรงขามโดยสิ้นเชิง ศิลายืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันมามองภรรยาคนเก่งด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจ รินรดาก้มตัวลงกระซิบข้างหูของป้าวิไลที่กำลังนอนโอVครวญอยู่บนพื้น ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "จำไว้นะครับป้า... ของ ๆ ใคร ใครก็หวง และถ้าใครยังกล้ามาเหยียบที่นี่อีก ชามต่อไปจะไม่ใช่แค่ซุปขับพิษธรรมดาแน่ ๆ" เธอยืดตัวขึ้นอย่างสง่างาม ปัดมือเบา ๆ ราวกับปัดฝุ่นรังเกียจ ก่อนจะหันไปตักซุปอีกชามส่งให้สามีหนุ่มผู้เป็นที่รัก ทั้งสองสบตากันด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะอันงดงาม ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงบที่เริ่มกลับคืนสู่ไร่ เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ พร้อมกับการปรากฏร่างของชายสูงวัยในชุดสูทสากลภูมิฐานผู้หนึ่ง ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มปริศนา และเอกสารสำคัญในมือที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนต้องสะดุด โปรดติดตามตอนต่อไปครับ! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับ "ฟาร์มเมอร์สุขใจ" ครับ
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสาวสายสตรองกับนายทหารที่คลั่งรักการทำสวน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%