"ถ้ารินยังเหมาซื้อเมล็ดพันธุ์ครามป่ากับมะเขือเทศราชินีจากตลาดอำเภอคนเดียวแบบนี้ เกรงว่าอีกสามหมู่บ้านข้างเคียงคงได้ปิดร้านขายของชำแล้วหันมาเป็นลูกน้องฟาร์มของผมกันหมดแน่ครับ"
เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มเจือรอยยิ้มเอ็นดู ดังแทรกเสียงกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ที่กำลังขยับจังหวะสม่ำเสมอ รินรดายืดตัวขึ้นจากแปลงผักอินทรีย์ ยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมไรผมอย่างไม่ถือตัว ปลายนิ้วเรียวยาวเปื้อนดินสีดำสนิทแต่นั่นกลับขับให้ใบหน้าคมคายของเธอมีเสน่ห์แบบหญิงสาวผู้พึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มเปี่ยม
สองสัปดาห์หลังจากตบหน้าบรรดาญาติจอมสูบเลือดสูบเนื้อด้วยผลผลิตเกรดพรีเมียมจากมิติลับ ชีวิตในบ้านไร่ของรินรดาก็ไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไป ตรงกันข้าม แปลงผักสวนครัวหลังบ้านขยายอาณาเขตออกไปจนเกือบถึงแนวรั้วไม้ไผ่ที่ผู้กองศิลาเพิ่งช่วยกันตอกเสริมความแข็งแรงเมื่อวานนี้
"ถ้าฉันไม่กว้านซื้อไว้ก่อน แล้วพ่อค้าคนกลางกลุ่มนั้นจะเลิกกดราคากับชาวบ้านตาดำๆ ได้ยังไงล่ะคะ... เอ๊ย ได้ยังไงล่ะครับผู้กอง" รินรดากะพริบตาปริบๆ เผลอหลุดสรรพนามเดิมออกมาตามความคุ้นชิน ก่อนจะหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นชายหนุ่มเลิกคิ้วหนาขึ้นข้างหนึ่งอย่างหยอกล้อ
ศิลาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ วางจอบในมือพิงกับคอกไม้ เลื่อนมือหนาที่หยาบกร้านตามประสาคนงานในไร่มาหยิบหมวกปีกกว้างออกจากศีรษะทุยของหญิงสาว จัดปอยผมที่ชื้นเหงื่อให้เข้าที่อย่างเบามือ สัมผัสอบอุ่นนั้นทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
"เรียกผิดอีกแล้วนะครับ ระวังผมจะปรับด้วยแปลงผักสลัดคอสสามแปลงนั้นนะ" ศิลาเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาสีเข้มทอประกายความรักความหลงใหลจนคนถูกมองต้องรีบเบือนหน้าหนีซ่อนรอยยิ้มเขินอาย
"ใครจะไปยอมให้ปรับกันล่ะคะ... ครับ! ว่าแต่เรื่องที่เราคุยกันเมื่อคืนลุงมั่นกับป้าชื่นว่ายังไงบ้างครับ" รินรดารีบดึงเข้าเรื่องงานเพื่อกลบเกลื่อนอาการใจสั่น
รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าของนายทหารหนุ่มหายไป แทนที่ด้วยความจริงจังและแววตาชื่นชม "ลุงมั่นแกน้ำตาซึมเลยครับ ตอนที่ผมเอาตัวอย่างมะเขือเทศเร่งโตจากมิติของคุณไปให้แกดู แกบอกว่าทำนามาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นดินที่ไหนจะให้ผลผลิตสมบูรณ์ขนาดนี้ แถมพอผมบอกแผนเรื่อง 'สหกรณ์เกษตรกรชุมชน' ที่คุณร่างไว้ แกก็ตบเข่าฉาด บอกว่าจะยอมเอาที่ดินสามไร่ท้ายหมู่บ้านมาร่วมลงขันด้วยทันที"
นี่คือเป้าหมายสำคัญของบทบาทใหม่ในวันนี้—การขยายเครือข่ายเกษตรกรในหมู่บ้าน
รินรดารู้ดีว่าลำพังแค่พึ่งพามิติลับของตัวเองที่มีคุณสมบัติเร่งโตและเพิ่มความอร่อยเพียงอย่างเดียว ต่อให้รวยล้นฟ้าแค่ไหนก็ไม่ยั่งยืน และอาจตกเป็นเป้าสายตาของพวกคนโลภในเมืองหลวงได้ง่ายๆ ทางออกที่ดีที่สุดคือการสร้าง "ฉากหน้า" ให้แยបยล ยกระดับผลผลิตของชาวบ้านในพื้นที่ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน แล้วใช้ผลผลิตจากมิติลับเป็น "หัวเชื้อ" หรือ "พันธุ์คัดพิเศษ" ในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
"เยี่ยมมากค่ะ... เอ่อ เยี่ยมมากครับ!" รินรดากัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ เมื่อยังติดปาก "ถ้าเราดึงลุงมั่นกับป้าชื่นเข้ามาเป็นแกนนำกลุ่มแรกได้ ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เคยลังเลเพราะกลัวโดนพ่อค้าคนกลางลอยแพ ก็จะกล้าตัดสินใจตามมาเอง"
"ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ ตอนนี้ข่าวเรื่องที่คุณรินเชฟสาวมือทองมาพลิกฟื้นดินเค็มให้กลายเป็นแปลงผักเงินล้านดังไปทั่วตำบลแล้ว บ่ายนี้พวกผู้ใหญ่บ้านกับกลุ่มแม่บ้านจะพากันมาขอดูงานที่ไร่ของเราครับ"
ศิลาพูดจบ รินรดาก็แทบจะอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่เพราะกลัวรับมือไม่ไหว แต่เพราะนี่คือจังหวะเวลาทองในการวางรากโครงข่ายการค้าที่เธอวางแผนไว้
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ศาลาไม้ไผ่กลางไร่ก็เนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านเกือบสิบชีวิต เสียงพูดคุยเซ็งแซ่เงียบลงทันทีเมื่อรินรดาก้าวออกมาพร้อมกับถาดไม้ไผ่สานใบใหญ่ บนนั้นเรียงรายไปด้วยผลผลิตสดใหม่ ทั้งแตงกวาญี่ปุ่นผิวกรอบสีเขียวสด มะเขือเทศราชินีลูกโตแดงฉ่ำ และสะระแหน่กลิ่นหอมชื่นใจที่เธอแอบเอาไปแช่ในมิติลับเพียงสิบนาทีเพื่อให้ความสดพีคถึงขีดสุด
"เชิญชิมดูได้เลยครับ ทุกท่าน" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงฉะฉานและเป็นกันเอง เธอยื่นจานที่มีชิ้นมะเขือเทศหั่นพอดีคำให้ลุงมั่นผู้เป็นอาวุโสที่สุดในกลุ่ม
ลุงมั่นรับมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ชายชราผู้ผ่านโลกมาเยอะหยิบเข้าปากเคี้ยวช้าๆ และเพียงแค่เปลือกบางๆ แตกตัว น้ำหวานฉ่ำรสชาติเข้มข้นกลมกล่อมก็กระจายทั่วโพรงปาก ดวงตาฝ้าฟางของลุงมั่นก็เบิกกว้างขึ้นทันที
"นี่มัน... มะเขือเทศบ้าอะไรกันเนี่ย! หวาน กรอบ ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวเลยสักนิด!" ลุงมั่นอุทานออกมาเสียงดังลั่น เรียกความสนใจจากชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เหลือให้พากันหยิบชิมตาม
เสียงฮือฮาดังระงมขึ้นทันที ป้าชื่นภรรยาของลุงมั่นถึงกับตาโต "ถ้าเราปลูกแบบนี้ได้บ้าง เอาไปขายที่ตลาดในเมือง รับรองว่าราคาพุ่งกระฉูดแน่ๆ พ่อ! แต่มันต้องใช้ปุ๋ยแพงขนาดไหนล่ะแม่หนูริน?"
รินรดายิ้มรับอย่างใจเย็น เธอรอจังหวีนี้อยู่แล้ว "ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพงเลยสักบาทครับป้าชื่น สิ่งที่พวกเราต้องใช้คือ 'ระบบการจัดการดิน' และ 'หัวเชื้อจุลินทรีย์สูตรพิเศษ' ที่ผม... เอ๊ย ที่ผมกับผู้กองศิลาทดลองคิดค้นขึ้นมา และผมยินดีจะถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับทุกคนในกลุ่มสหกรณ์ที่เราจะตั้งขึ้น"
บรรยากาศในศาลาไม้ไผ่เปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความกระตือรือร้นทันที สายตาทุกคู่ที่มองมาที่รินรดามีทั้งความเลื่อมใสและความหวัง ชาวบ้านต่างรู้ดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาจนแทบไม่เหลือทุน แต่ข้อเสนอของหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่แค่การรับซื้อในราคาสูงกว่าท้องตลาดถึงสองเท่า แต่มันคือการ "มอบวิชาความรู้" ให้พวกเขากลับมายืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง
"ถ้าอย่างนั้น... ลุงขอเอาที่ดินแปลงติดคลองอีกสองไร่เข้าร่วมด้วยคน!" ลุงมั่นทุบโต๊ะตัดสินใจเสียงดัง
"ฉันด้วย! ป้าก็จะเอาแปลงหลังบ้านมาปลูกสะระแหน่ส่งให้หนูรินเหมือนกัน!" ป้าชื่นเสริมขึ้นอย่างฮึกเหิม
ศิลายืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ มุมปากหนายกยิ้มขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ สายตาที่เขามองภรรยาเต็มไปด้วยความรักล้นปรี่ ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแต่มีฝีมือทำอาหารเป็นเลิศ หรือมีความลับมหัศจรรย์ซ่อนอยู่ แต่เธอยังมี "หัวใจของผู้นำ" ที่สามารถดึงเอาพลังและความหวังของผู้คนรอบข้างออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
กระทั่งการประชุมตกลงเรื่องการจัดตั้งเครือข่ายเกษตรกรชุมชนสิ้นสุดลงด้วยความชื่นมื่น ชาวบ้านทยอยเดินทางกลับด้วยรอยยิ้มและหัวใจที่พองโต รินรดาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่ก็มีความสุขล้นปรี่จนระบายออกมาเป็นรอยยิ้มกว้าง
"เหนื่อยไหมครับคนเก่ง" ศิลาเดินเข้ามาด้านหลัง วางมือลงบนบ่ามนทั้งสองข้างแล้วนวดคลึงเบาๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
"ไม่เหนื่อยเลยค่ะ... เอ๊ย ไม่เหนื่อยเลยครับผู้กอง สนุกเสียอีก รู้สึกเหมือนเรากำลังสร้างอาณาจักรเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาจริงๆ" รินรดากล่าวตอบพลางเอียงศีรษะซบกับมืออุ่นของสามี
"อาณาจักรที่มีคุณเป็นราชินี... ส่วนผมก็คงเป็นได้แค่พลทหารคอยเฝ้าแปลงผักให้คุณกระมังครับ" ศิลาหยอดคำหวานพร้อมกับโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนรินรดาได้กลิ่นอายแดดและเหงื่อจางๆ จากตัวเขาที่ชวนให้ใจเต้นรำไม่เป็นส่ำ
"ใครว่าคุณเป็นแค่พลทหารกันล่ะคะ... ครับ! คุณคือแม่ทัพใหญ่ต่างหาก" รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความหวานชื่นจนน่าอิจฉา
ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบสงบอันแสนหวานกำลังโอบgล้อมทั้งคู่ไว้ เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านไม้ไผ่ก็ดังขึ้น "ก๊อก ก๊อก ก๊อก!" เสียงนั้นรัวเร่งและกระโชกโฮกฮากจนผิดวิสัยชาวบ้านทั่วไป
ศิลาขมวดคิ้วมุ่นทันที รินรดารีบดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทั้งคู่หันไปมองยังทางเข้าไร่พร้อมกันด้วยความสงสัย
ร่างท้วมใหญ่ในชุดสูทราคาแพงที่ยับยู่ยี่และเปื้อนโคลนเล็กน้อยกำลังยืนหอบหายใจฮืดฮาดอยู่หน้าประตูรั้ว ใบหน้านั้นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและ... ความหิวโหย
"รินรดา! นังหลานอกตัญญู! แกกล้าดียังไงถึงส่งผักเน่าๆ มาให้ฉันกินจนท้องเสียเข้าโรงพยาบาล แถมยังกล้าฮุบที่ดินของตระกูลเราไปอีก!"
เสียงแหลมปรี๊ดของ "คุณนายสายสวาท" ผู้เป็นป้าแท้ๆ ของรินรดาแผดลั่นทำลายความเงียบของยามบ่าย ท่าทางเกรี้ยวกราดราวกับคนเสียสติทำให้ศิลาต้องก้าวออกไปบังร่างภรรยาไว้ทันทีด้วยสัญชาตญาณนักรบ
รินรดากวาดสายตามองป้าสายสวาทที่ยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าประตู ก่อนที่มุมปากอิ่มจะยกยิ้มขึ้นอย่างเย็นเยียบ ดวงตาคู่สวยทอประกายความท้าทายที่ซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้
"อ้าว... คุณป้ามาเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีกนะคะ... ครับ" รินรดาก้าวเท้าผ่านแผ่นหลังกว้างของสามีออกมาเผชิญหน้า พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำเอาคุณนายสายสวาทถึงกับสะดุ้งเฮือก
"ผักจากสวนฉัน ต่อให้คนจรจัดกินก็ไม่มีวันท้องเสียหรอกค่ะ... เว้นเสียแต่ว่า... 'ของฝาก' ที่ฉันฝากให้คุณป้าไปเมื่อวาน จะมีคนแอบใส่ 'เครื่องปรุงพิเศษ' ลงไปเพิ่มเองจนออกฤทธิ์ผิดสำแดงกันแน่?"
คุณนายสายสวาทหน้าซีดเผือก สีหน้าเปลี่ยนสีฉับพลันราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ เมื่อได้ยินประโยคนี้จากปากหลานสาวที่นางเคยคิดว่าโง่เง่ามาตลอดชีวิต!
--------------------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง สัมผัสความฟิน และสนุกไปกับวิถีสโลว์ไลฟ์สายสตรองนี้ด้วยกันนะครับ!
เชฟสาวสายสตรองกับนายทหารที่คลั่งรักการทำสวน•ตอนที่ 19
มิตรภาพท่ามกลางแปลงผัก
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสาวสายสตรองกับนายทหารที่คลั่งรักการทำสวน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!