เชฟสาวสายสตรองกับนายทหารที่คลั่งรักการทำสวน•ตอนที่ 1

มรดกที่ถูกทิ้งร้าง

ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
กลิ่นเหม็นอับของฝุ่นผงและคราบหยากไย่ที่เกาะกุมตามซอกมุมของเรือนไม้เก่า ไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกสะทกสะท้านเท่ากับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของป้าสะใภ้ที่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องหับที่เคยเป็นบ้านหลังสุดท้ายของมารดา บ้านที่พวกญาติผู้พี่และลุงป้าเคยสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะช่วยดูแลรักษาให้ยามที่เธอต้องเดินทางไปทำงานในเมืองกรุง แต่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าในยามนี้กลับมีเพียงซากปรักหักพังของความไว้วางใจ เอกสารสิทธิ์การถือครองที่ถูกสับเปลี่ยนอย่างแนบเนียน และหนี้สินก้อนโตที่ถูกโยนมาแปะไว้บนบ่าของเชฟสาวผู้เพิ่งถูกเลิกจ้างอย่างไร้เยื่อใย "คิดจะกลับมาซุกหัวนอนที่นี่งั้นรึนากร? ฝันไปเถอะว่าสมบัติพวกนี้จะตกเป็นของแกคนเดียว" คำพูดของญาติผู้พี่ในวันเซ็นสัญญาโอนลอยยังคงบาดลึกอยู่ในอก รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ มือเรียวที่เคยจับมีดทำครัวระดับเชฟสถาบันดัง บัดนี้สั่นเทาด้วยความโกรธแค้น ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือไฟแค้นที่ถูกสุมด้วยความอยุติธรรม พวกมันคิดว่าเธอเป็นเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาที่ยอมให้โขกสับได้เหมือนในอดีต แต่พวกมันคงลืมไปแล้วว่า สองปีที่ผ่านมาในห้องครัวนรกของภัตตาคารหรูระดับมิชลิน หล่อหลอมให้เธอเรียนรู้การเอาตัวรอดจากคมมีดและการหักหลังมาโชกโชนเพียงใด รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นดินฝนตีเข้าจมูก เธอเดินตรงไปยังกลางห้องโถง วางกระเป๋าเดินทางใบย่อมลงบนพื้นไม้กระดานที่ส่งเสียงเอี๊ยดอาด ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก็แล่นพล่านขึ้นมาในกระแสจิต สัมผัสเย็นเยียบแต่คุ้นเคยแผ่ซ่านจากสร้อยข้อมือหยกโบราณที่มารดาทิ้งไว้ให้ *ติ๊ง... ระบบเกษตรกรรมสวรรค์พร้อมเชื่อมต่อ* เสียงกังวานใสราวกระดิ่งแก้วดังขึ้นในหัว สมองของเธอพลันปรากฏภาพพื้นที่สีเขียวขจีขนาดมหึมาที่มีหมอกบางๆ ปกคลุม ที่แห่งนั้นมีดินสีดำสนิทที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และลำธารน้ำทิพย์ใสสะอาดบริสุทธิ์ นี่คือมิติลับที่ตระกูลฝั่งพ่อเคยแย่งชิงกันจนแทบพลิกแผ่นดิน แต่มันกลับเลือกเธอ... ผู้สืบทอดสายเลือดแท้จริงเพียงคนเดียว "ในเมื่อพวกมันอยากให้ฉันหมดเนื้อหมดตัวนัก ก็ลองมาดูกันว่า สวนสวรรค์ในมือฉันกับความโลภของพวกแก ใครมันจะพังก่อนกัน" รินรดายิ้มมุมปาก แววตาฉายประกายความเด็ดเดี่ยวอย่างชัดเจน เธอยังไม่ทันได้สำรวจมิติลับให้ละเอียด เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง ตามมาด้วยเสียงโวยวายหยาบคายที่คุ้นหู "ยายริน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! แกคิดว่าหนีมาหลบอยู่บ้านหลังนี้แล้วจะเบี้ยวหนี้ค่าจำนองที่พ่อแม่แกทิ้งไว้ได้รึไง หุบปากแล้วไสหัวออกไปจากที่ดินของฉันซะ!" เสียงของลุงแท้ๆ ผู้หน้าเลือดตะโกนลั่น พร้อมกับเสียงทุบประตูไม้เสียงดังสนั่นหวั่นไหว รินรดาขมวดคิ้วมุ่น เธอไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่ความหงุดหงิดที่เข้ามารบกวนเวลาส่วนตัวทำให้เธอรู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก หญิงสาวเดินสาวเท้าก้าวไปที่ประตูหน้า เอื้อมมือปลดกลอนแล้วกระชากเปิดออกอย่างไร้ความเกรงกลัว ใบหน้าหวานที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อยแต่ยังคงความงดงามคมคายมองตรงไปยังร่างอ้วนทุ้ยของลุงสมชายที่ยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่หน้าบ้าน ด้านข้างมีชายฉกรรจ์อีกสองคนยืนทำหน้าตาหาเรื่อง "มีธุระอะไรด่วนถึงต้องมาแหกปากโวยวายแต่หัววันแบบนี้คะ คุณลุง" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา แต่น้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันจนลุงสมชายถึงกับชะงักไปชั่วขณะ "น...นี่แก! กล้าดียังไงมาพูดจาลามปามกับผู้ใหญ่แบบนี้! เอกสารจำนองบ้านหลังนี้หมดอายุแล้ว แกต้องย้ายออกภายในวันนี้ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุก!" ลุงสมชายชี้หน้าด่าทอด้วยความโมโหที่ถูกเด็กสาวต่อปากต่อคำ "บุกรุก? บ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดของแม่ฉัน และเอกสารที่แกเอาให้ฉันเซ็นวันนั้นมันคือเอกสารปลอมแปลงไม่ใช่รึไงคะ ลุงสมชาย..." รินรดาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายแผ่รังสีความกดดันแบบเชฟใหญ่ที่สั่งการลูกน้องนับร้อยในห้องครัวออกมาโดยไม่รู้ตัว "อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมสกปรกของพวกแก หลักฐานการยักยอกทรัพย์และปลอมลายมือชื่อ ฉันเก็บไว้ครบทุกเม็ดแล้ว อยากจะลองไปคุยกันที่โรงพักหรือจะให้ฉันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทั้งหมดตอนนี้เลยดีล่ะคะ?" ลุงสมชายหน้าถอดสีทันที สีหน้าที่เคยเกรี้ยวกราดแปรเปลี่ยนเป็นความเลิกลั่ก เขาไม่คิดว่าเด็กสาวที่เคยอ่อนต่อโลกคนนี้จะกลับมาพร้อมกับแววตาที่ดุดันและข้อมูลที่แน่นหนาปานนี้ ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบจะระเบิด ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อคันใหญ่ก็แล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูรั้ว เสียงเบรกเอี๊ยดอาดดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปมอง ประตูฝั่งคนขับเปิดออก ปรากฏร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดลำลองทะมัดทะแมง ใบหน้าคมคายราวกับถูกแกะสลักด้วยช่างฝีมือ ดวงตาสีเข้มดุจพญาเหยี่ยว กวาดตามองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความนิ่งสงบแต่ทรงพลัง เขาก้าวเท้ายาวๆ ลงมาจากรถ ร่างสูงใหญ่เกือบ 190 เซนติเมตรแผ่กลิ่นอายความเป็นผู้นำและผู้ชายที่ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชน ผู้กองศิลา... อดีตนายทหารหนุ่มรบพิเศษที่เพิ่งตัดสินใจปลดประจำการเพื่อกลับมาดูแลไร่สวนของครอบครัวข้างๆ บ้านหลังนี้ ศิลาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาในทันที เขากวาดสายตาคมกริบมองลุงสมชายและลูกน้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่รินรดาที่ยืนถือทะเบียนบ้านและเอกสารสิทธิ์ในมือ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่ได้ตกเป็นรองเลยแม้แต่น้อย "มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าครับ... พอดีเสียงดังรบกวนเวลาผมแต่งสวนฝั่งนู้นหมด" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวาน แต่มันกลับทำให้ลุงสมชายและสมุนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพราะในอำเภอแห่งนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักผู้กองหนุ่มตระกูลใหญ่ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและรักความยุติธรรมเป็นชีวิตจิตใจ รินรดาหันไปสบตากับชายหนุ่มร่างสูงโดยบังเอิญ หัวใจที่เคยแข็งกระด้างมาตลอดกลับกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและปลอดภัยที่แผ่ออกมาจากตัวของนายทหารหนุ่มผู้นี้อย่างประหลาด ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "ฟาร์มเมอร์สุขใจ" นะครับ
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสาวสายสตรองกับนายทหารที่คลั่งรักการทำสวน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%