"อย่าแม้แต่จะคิดขยับนิ้วมาแตะปุ่มดีบัฟนั่น เอส... กิลด์ ‘ราชันย์โลหิต’ ไม่ได้ส่งคนพวกนี้มาเพื่อเจรจา แต่มันส่งมาเพื่อฝังศพนายลงในดันเจี้ยนชั้นที่ 99 แห่งนี้"
เสียงของลิลลี่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผมผ่านระบบสื่อสารลับ เธอกำลังคำนวณความน่าจะเป็นของการรอดชีวิตขณะที่สายตาของผมจับจ้องไปยัง 'คีธ' รองหัวหน้ากิลด์เก่าที่ผมเคยเคารพดั่งพี่ชาย แสงสีฟ้าจางๆ จากไอเทมระดับตำนานในมือเขาบ่งบอกว่ามันคือ 'กรงขังวิญญาณ' อุปกรณ์ระดับแรร์ที่สามารถล็อกเป้าหมายไม่ให้ล็อกเอาต์หรือใช้สกิลวาร์ปได้
"คีธครับ... แผนการของพวกคุณมันห่วยแตกตั้งแต่เริ่มแล้วนะ" ผมเอ่ยขึ้นพลางขยับถุงมือหนังที่สวมอยู่ ความเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากแหวนมิติที่นิ้วชี้ ผมไม่ได้มองไปที่คมดาบของเขา แต่มองไปที่รอยแตกเล็กๆ บนเกราะหน้าอกที่เกิดจากการปะทะครั้งก่อน "พวกคุณคิดว่าการเอาบั๊กในระบบมาใช้ปิดล้อมผม จะทำให้พวกคุณชนะงั้นหรือ?"
คีธหัวเราะหึๆ เสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่ง เขาไม่ได้สนใจคำเตือนของผมเลยแม้แต่น้อย "บั๊กงั้นหรือ? นายเรียกมันว่าบั๊ก แต่สำหรับพวกเรา... นี่คือวิวัฒนาการใหม่ของเกมที่ผู้ชนะเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครอง ส่วนคนแพ้อย่างนาย ก็แค่ขยะที่ต้องรีไซเคิลทิ้งเสียที"
รอบตัวเราคือโถงทางเดินที่สร้างจากผลึกสีดำสนิท ไร้ซึ่งแสงสว่างจากตะเกียง มีเพียงละอองความมืดที่ลอยฟุ้งราวกับฝุ่นละอองที่ถูกทำลายทิ้งไปแล้ว ผมสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าของศัตรูอีกนับสิบที่กำลังโอบล้อมเข้ามาจากเงามืด ลิลลี่เริ่มฉายภาพโฮโลแกรมจำลองตำแหน่งศัตรูในหัวของผม พื้นที่ตรงนี้ถูกปรับแต่งให้เป็นสนามสังหารที่สมบูรณ์แบบสำหรับพวกเขา แต่พวกเขาประเมินผมต่ำไป... ต่ำเกินกว่าที่จะนึกภาพออกว่าผมเตรียม 'ของขวัญ' อะไรไว้ให้
"ลิลลี่... สถานะของเกจ 'เทพสังหาร' ถึงขีดจำกัดหรือยัง?" ผมถามในใจขณะที่แกล้งถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"เหลืออีก 0.5 เปอร์เซ็นต์ค่ะเอส... แต่คีธกำลังจะกดใช้งานกรงขังวิญญาณในอีก 3 วินาที"
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความเยือกเย็นเข้าครอบงำจิตใจ ผมไม่ได้รู้สึกกลัว แต่รู้สึกถึงความคุ้มค่าที่กำลังจะเกิดขึ้น การลงทุนด้วยชีวิตเพื่อแลกกับการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกิลด์ราชันย์โลหิตถือเป็นดีลที่ยอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่ผมเริ่มเล่นเกมนี้มา
"คีธครับ..." ผมเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับหลุมศพ "คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมผมถึงยอมให้พวกคุณต้อนมาจนถึงชั้นนี้?"
คีธชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าเขาสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความระแวง "อย่ามาทำเป็นพูดมาก นายแค่หนีจนมุม!"
"ไม่ใช่หนีครับ... ผมแค่รอกราฟพลังงานให้มันเสถียรต่างหาก" ผมดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เสียงกังวานใสที่ดูเหมือนเสียงกระดิ่งดังก้องไปทั่วชั้นดันเจี้ยน ทันใดนั้น รูนเวทมนตร์สีเลือดที่ถูกเขียนไว้ตามผนังตลอดทางที่ผมผ่านมาก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกัน
มันไม่ใช่สกิลของผม... แต่มันคือบั๊กที่ลิลลี่ค้นพบและผมเป็นคนไป 'ฝัง' มันไว้ในโค้ดของดันเจี้ยนตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาเซิร์ฟเวอร์นี้
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมค่าสเตตัสของฉันถึงลดลง!" หนึ่งในสมุนของคีธร้องตะโกนขึ้น ความตื่นตระหนกเริ่มแพร่กระจายราวกับไฟลามทุ่ง ค่าพลังป้องกันที่ควรจะสูงลิ่วกลับดิ่งฮวบลงสู่ระดับพื้นฐาน ราวกับว่าชุดเกราะระดับตำนานที่พวกเขาสวมใส่อยู่กลายเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ราคา
ผมกระชากดาบสั้นที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมออกมา แสงสีม่วงเข้มของอาวุธระดับเทพที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในสารานุกรมใดๆ ส่องสว่างจ้า "กิลด์ราชันย์โลหิตไม่ได้เป็นเจ้าของดันเจี้ยนนี้หรอกครับ แต่ผม... คือคนที่ถือสิทธิ์การเข้าถึงระบบทั้งหมดต่างหาก"
คีธแผดเสียงด้วยความโกรธจัด เขาพุ่งเข้ามาหาผมอย่างบ้าคลั่ง หวังจะใช้กำลังตัดสินทุกอย่าง แต่ทว่าทุกย่างก้าวของเขาดูเชื่องช้าในสายตาของผม การคำนวณการเคลื่อนไหวของศัตรูในระดับเฟรมต่อเฟรมทำให้ผมเห็นช่องโหว่มากมายนับไม่ถ้วน ผมเบี่ยงตัวหลบคมดาบที่เฉียดจมูกไปเพียงมิลลิเมตร ก่อนจะฝังดาบสั้นเข้าไปที่จุดเชื่อมต่อของเกราะไหล่เขา
เสียงระบบแจ้งเตือนไอเทมแตกกระจายดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน คีธทรุดเข่าลงด้วยความงุนงง แววตาของเขาเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็นความหวาดกลัวที่ไม่อาจปิดมิด ผมก้มลงกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด
"นี่คือบทเรียนแรกของการเป็นนักล่าครับคีธ... อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนคุมเกม ในขณะที่คุณยังไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ถือรีโมทคอนโทรลเอาไว้"
ผมถอยออกมา แสงสีขาวจ้าเริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวคีธและพวกพ้อง มันไม่ใช่การวาร์ปออกไป แต่มันคือการ 'ดีลีต' ข้อมูลที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมหันหลังให้พวกเขา เตรียมจะเดินจากไปเพื่อไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงในห้องบอสชั้นสุดท้าย แต่แล้ว เสียงหนึ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้ยินในเวลานี้ก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่าข้างหลัง
"น่าประทับใจมากครับเอส... การจัดฉากฆาตกรรมทางดิจิทัลได้แนบเนียนขนาดนี้ ผมนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าอดีตสมาชิกที่ถูกขับไล่ จะมีความสามารถถึงขั้นเจาะรูโหว่ของเซิร์ฟเวอร์ได้ขนาดนี้"
ผมหยุดชะงัก ร่างกายแข็งทื่อในทันที เสียงนี้... เสียงที่ผมไม่มีวันลืม ไม่ใช่คีธ ไม่ใช่คนในกิลด์ แต่มันคือเสียงของ 'บุคคล' ที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของผมในอดีต
ผมค่อยๆ หันกลับไปมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า... และในวินาทีนั้นเอง กองทัพเงาที่เคยหมอบราบกับพื้นกลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้... พวกมันไม่ได้มีดวงตาสีแดงฉานเหมือนเดิม แต่เป็นดวงตาสีทองที่ไร้ก้นบึ้ง พร้อมกับชายปริศนาในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาที่ก้าวออกมาจากเงามืด เขายิ้ม... ยิ้มที่ทำให้หัวใจของผมแทบหยุดเต้น
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับผมในโลกของ Chronicle of the God-Slayer นะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ!
Chronicle of the God-Slayer: ดันเจี้ยนต้องสาปกับไอเทมระดับตำนาน•ตอนที่ 26
บทที่ 26
ผลงานโดย กิลด์มาสเตอร์เอส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กิลด์มาสเตอร์เอส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Chronicle of the God-Slayer: ดันเจี้ยนต้องสาปกับไอเทมระดับตำนาน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!