ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต•ตอนที่ 10

มิตรภาพท่ามกลางกองซาก

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
เศษปูนและฝุ่นผงจากการระเบิดเมื่อชั่วโมงก่อนยังคงลอยเค្វ้งคว้างในอากาศ ทัศนียภาพภายในห้องโถงใต้ดินของวิหารโบราณถูกย้อมด้วยสีส้มสลัวจากแสงไฟฉายคาดหัว รวินท์ใช้มีดพกสนามเขี่ยเศษซากอิฐมอญสีแดงเข้มที่ทับถมกันอยู่ออกอย่างระมัดระวัง ขณะที่มืออีกข้างยังคงกำปืนพกกระชับแน่น ไม่ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าจากการปะทะกับกลุ่มมือปรับรับจ้างเมื่อครู่มาลดทอนสัญชาตญาณนักแกะรอยของเขาลงแม้แต่น้อย "ถ้าคุณยังดึงดันจะขุดคุ้ยต่อโดยไม่สนความสมบูรณ์ของโครงสร้างเสาด้านซ้าย เราคงได้ถูกฝังกลบเป็นฟอสซิลคู่กันสมใจอยากแน่ครับ ดร.นลิน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เจือกระแสประชดประชันบางเบา รวินท์ไม่ได้หันกลับไปมอง แต่เขาpowered สันหลังรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ดร.นลินชะงักมือที่กำลังใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นออกจากแผ่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ เธอเงยหน้าขึ้นจากซากปรักหักพัง แว่นตากรอบบางมีคราบฝุ่นสีเทาเกาะอยู่ แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงฉายแววแน่วแน่และเยือกเย็นไม่เปลี่ยนแปลง "ถ้าฉันมัวแต่ห่วงความสมบูรณ์ของโครงสร้างสถาปัตยกรรมจนลืมถอดรหัสกลไกเปิดประตูห้องนิรภัย ป่านนี้พวกเราคงกลายเป็นเป้านิ่งให้กระสุนของพวกมันเจาะกะโหลกไปนานแล้วครับ คุณรวินท์" นลินย้อนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่เฉียบคมไม่แพ้กัน เธอขยับแว่นเล็กน้อยก่อนจะก้มลงทำงานต่อ "อีกอย่าง ฉันเตือนคุณแล้วว่าสลักหินนั่นไม่ใช่กลไกเปิดปิดธรรมดา แต่มันคือตัวแทนของระบบสุริยะโบราณ ถ้าคุณใช้กำลังงัดมันอีกนิดเดียว แรงสะเทือนคงพังทลายห้องใต้ดินนี้ทั้งห้อง" รวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่ไร้ซึ่งความขบขัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตสนามที่เปื้อนฝุ่นและรอยคราบเลือดจางๆ ขยับเข้าหาเธออย่างช้าๆ รองเท้าคอมแบทเหยียบย่ำลงบนเศษกระเบื้องโบราณจนเกิดเสียงกรอบแกรบ เขากวาดสายตามองบาดแผลที่แขนซ้ายของเธอ ซึ่งถูกเศษหินบาดจนเลือดซึมผ่านผ้าเสื้อเชิ้ตสีอ่อน แม้เจ้าตัวจะพยายามทำเป็นไม่สนใจและก้มหน้าก้มตาทำงานแข่งกับเวลา แต่รวดเร็วและเด็ดขาดอย่างที่เขาคุ้นเคย "มือข้างที่ถือปากกาจดบันทึกประวัติศาสตร์ของคุณกำลังเสียเลือดนะครับ ดร.นลิน" รวินท์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนจากเดิมเล็กน้อย เจือความจริงจังที่ซ่อนความห่วงใยไว้อย่างแนบเนียน เขายื่นผ้าสะอาดผืนหนึ่งที่เพิ่งหยิบจากกระเป๋าเสื้อให้อีกฝ่าย "หยุดดื้อรั้นแล้วพันแผลซะก่อนที่เชื้อโรคจากซากอารยธรรมนี้จะเล่นงานคุณ" นลินชะงักมือที่กำลังถือพู่กัน เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ขัดแย้งกับเธอมาตลอดเส้นทาง แววตาคมกริบของรวินท์ไม่ได้ว่างเปล่าและเย็นชาเหมือนวันแรกที่พบกัน มันมีความซับซ้อนบางอย่างสะท้อนอยู่—ความรู้สึกผิดบาปจากอดีตที่เขาพยายามปิดตาย และความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาเธอก้าวผ่านมันไปให้ได้ เธอรับผ้าจากมือเขา สัมผัสปลายนิ้วที่เผลอแตะโดนกันเล็กน้อยส่งกระแสความอุ่นร้อนผ่านความหนաբางของถุงมือสนาม "ขอบคุณครับ" นลินกล่าวสั้นๆ ก่อนจะก้มลงจัดการกับแผลของตนเองอย่างเงียบๆ บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายลงชั่วขณะ ความตึงเครียดที่เคยกดทับบ่าของทั้งสองคนเริ่มจางหาย เหลือไว้เพียงความตระหนักรู้ร่วมกันอย่างลึกซึ้ง—ในดินแดนรกร้างและเต็มไปด้วยกับดักมรณะแห่งนี้ ไม่มีใครรอดชีวิตออกไปได้ด้วยตัวคนเดียว รวินท์คือโล่กำบังที่คอยคุ้มกันกระสุนและความตาย ส่วนเธอกคือสมองและดวงตาที่จะไขปริศนาพาพวกเขาออกไปจากนรกขุมนี้ "ศิลาแผ่นนี้..." นลินเปลี่ยนเรื่องเพื่อดึงสมาธิกลับมายังงานตรงหน้า เธอส่องไฟฉายกระทบกับลวดลายสลักบนแผ่นหินที่ถูกปัดฝุ่นจนสะอาด "มันไม่ใช่แค่บันทึกราชวงศ์หรือตำนานปรัมปราอย่างที่พวกนายทุนกลุ่มนั้นต้องการ แต่มันคือแผนผัง" รวินท์ขยับเข้าไปยืนชิดด้านข้าง สายตาคมกริบกวาดมองตามรอยสลักที่นลินชี้ "แผนผังอะไร?" "แผนผังเส้นทางน้ำใต้ดินของเมืองหลวงโบราณ..." นลินใช้นิ้วเรียวไล่ตามร่องลึกทีละจุด น้ำเสียงของเธอเริ่มตื่นเต้นขึ้นทีละน้อย "และถ้าฉันอ่านสัญลักษณ์เหล่านี้ไม่ผิด ใต้ฐานวิหารที่เรายืนอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ห้องเก็บสมบัติ... แต่มันคือห้องเก็บ 'ต้นแบบอาวุธ' ที่อารยธรรมนี้พยายามทำลายทิ้งก่อนล่มสลาย" รวินท์หรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณนักธุรกิจมืดและนักแกะรอยเตือนภัยดังขึ้นในหัวทันที "อาวุธที่แม้แต่คนโบราณยังต้องกลัวจนต้องฝังกลบ... หมายความว่าไอ้พวกที่ส่งมือปืนมาไล่ล่าเราไม่ได้ต้องการแค่ทองคำแท่งเก่าๆ แต่พวกมันต้องการเทคโนโลยีบางอย่างที่สามารถพลิกสถานการณ์โลกได้" "ถูกต้องครับ" นลินหันมามองหน้าเขา แววตาสั่นระริกด้วยความตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายที่ใหญ่หลวงกว่าที่คาดคิด "และกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูห้องนั้นได้ ถูกจารึกไว้ด้วยภาษาโบราณที่เหลืออยู่แค่ฉันคนเดียวในโลกที่อ่านออก" รวินท์เงียบไป อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างตีรวนอยู่ในอก เขาเป็นคนที่เชื่อมาตลอดว่าโบราณวัตถุมีค่าเป็นตัวเงินและการหลบหนีออกจากอดีต แต่ในวินาทีนี้ เมื่อมองลึกลงไปในดวงตาที่ฉลาดเฉลียวและเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวตรงหน้า เขากลับรู้สึกลึกซึ้งกว่านั้น—หน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่การพาตัวเองรอด แต่คือการปกป้องผู้หญิงคนนี้ และปกป้องความจริงไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนชั่ว "ถ้าอย่างนั้น..." รวินท์โน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังจนลมหายใจอุ่นปะทะเข้ากับกรอบหน้าของนลิน "เราคงต้องรีบทำงานนี้ให้เสร็จก่อนที่พวกมันจะหาทางเจาะเข้ามาทางอุโมงค์ทิศเหนือ" นลินพยักหน้ารับอย่างรู้ใจ เธอจรดปลายปากกาลงบนสมุดบันทึกเพื่อถอดรหัสบรรทัดสุดท้าย ทว่า ในวินาทีที่หมึกสีดำกำลังจรดลงบนกระดาษ เสียงบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ *แกร๊ก...* มันไม่ใช่เสียงถล่มของหิน หรือเสียงฝีเท้าของมนุษย์ แต่เป็นเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ คล้ายกับกลไกบางอย่างใต้พื้นศิลาจารึกกำลังถูกปลดล็อกด้วยน้ำหนักภายนอก ทั้งสองคนชะงักกริยาโดยอัตโนมัติ รวินท์ดึงแขนของนลินให้ถอยหลังไปชิดผนังหินในเสี้ยววินาที พร้อมกับยกกระบอกปืนขึ้นเล็งไปยังความมืดเบื้องหน้าทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องโถงด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร แผ่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ที่นลินเพิ่งสำรวจไปเมื่อครู่ ก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยแรงผลักจากเบื้องล่าง พร้อมกับกลิ่นอับชื้นและไอความเย็นยะเยือกที่พวยพุ่งขึ้นมาปะทะหน้าจนขนลุกซชัน ทว่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นท่ามกลางความมืดมิดในช่องลับนั้น กลับไม่ใช่สมบัติหรืออาวุธโบราณอย่างที่คาดคิด... แต่เป็นรอยเท้าเปียกชื้นคู่หนึ่ง ที่เพิ่งเดินผ่านรอดเข้ามาจากอีกฟากฝั่งของกำแพง ทั้งที่เส้นทางนั้นควรจะถูกปิดตายมานับพันปีแล้ว! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดและค้นหาความจริงไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราวุธแห่งความเงียบกับนักแปลรหัสอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%