"หยุดอยู่ตรงนั้น... อย่าขยับแม้แต่ปลายนิ้วเดียวนะครับ ดร.รินรดา"
เสียงกระซิบแหบพร่าของขุนพลดังลอดไรฟัน ร่างกำยำในชุดสนามทหารพรานสีเขียวเข้มบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและคราบโคลน รอยสักยันต์พยัคฆ์โผนทะยานบนแผ่นหลังขยายไหววับราวกับมีชีวิตภายใต้เนื้อผ้าที่เปียกปุ่มป่ำ สายตาคมกริบของอดีตนายทหารพรานเพ่งมองไปยังผืนน้ำสีดำสนิทเบื้องหน้า ซึ่งไหลวนเชี่ยวกรากราวกับกะולน้ำมรณะของแม่น้ำสายเก่าแก่ที่ไร้ชื่อ
ดร.รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่บนโขดหินลื่นตะไคร่ ห่างจากริมตลิ่งไม่ถึงคืบ แว่นตากรอบทองของเธอฝ้าัวด้วยละอองน้ำ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความมืดมิดของราตรีในป่าดงพญาไฟคือ สายตาสีเทานิลของเธอในยามนี้ มันไร้ซึ่งประกายแห่งความตื่นตัว ราวกับจิตวิญญาณและสติสัมปชัญญะทั้งหมดถูกกระชากให้หลุดลอยไปโดยแรงดึงดูดบางอย่างจากเบื้องล่าง
ผิวน้ำที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้เริ่มก่อตัวเป็นวงคลื่นประหลาด มันไม่ใช่กระแสน้ำวนธรรมดา แต่มีลักษณะคล้ายกลุ่มเส้นผมสีดำขลับนับพันสายกำลังชูชันและเลื้อยวนอยู่ผิวน้ำ พร้อมกับเสียงกระซิบขับร้องสำเนียงโบราณที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ดังแว่วมาจากก้นบึ้งของสายน้ำ ลอยขึ้นมาบาดแก้วหูจนขุนพลต้องขบกรามแน่นจนสันนูน
"คุณขุนพล..." เสียงของรินรดาลอยละลิ่วออกมา มันไม่ใช่เสียงปกติของเธอ แต่เป็นน้ำเสียงที่แหบแห้ง เย็นยะเยือก และเจือไปด้วยความกระหายใคร่รู้บางอย่างที่น่าขนลุก "น้ำตรงนี้... มันงดงามมากนะคะ มีเสียงดนตรี... มีอัญมณีโบราณฝังอยู่ใต้โคลนเหล่านั้น เขากำลังเรียกให้ดิฉันลงไปดู... เพื่อไขปริศนาอักษรขอมตัวสุดท้าย..."
"นั่นไม่ใช่เครื่องรางหรืออักษรโบราณอะไรทั้งนั้นครับ!" ขุนพลคำรามต่ำในลำคอ มือหนากำด้ามมีดหมออาคมในฝักแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ตาเฒ่าพานที่หมอบอยู่หลังพุ่มไม้ระกำป่าส่งเสียงร้องเตือนด้วยสำเนียงสั่นเครือจากความหวาดกลัว
"นายอำเภอ! อย่าเข้าไปใกล้! อีพรายน้ำมันจ้องจะเอาชีวิตแม่หญิงคนนั้นมาตายแทนมัน! ของอาถรรพ์ในแม่น้ำสายนี้ต้องการตัวคนที่มีวิชาอาคมหรือผู้มีบุญญาธิการมาแลกเปลี่ยน! ถอยออกมาเถอะพ่อคุณ!"
ขุนพลไม่สนใจคำท้วงติง เขาก้าวเท้าอย่างระมัดระวังบนหินกรวดที่เปียกชื้น ทีละก้าว... ทีละก้าว ย่างสามซุงเข้าไปหารินรดาที่กำลังก้าวเท้าขวาออกไปในอากาศเหนือผืนน้ำ สายตาสีดำสนิทของหญิงสาวเหม่อลอย ใบหน้าซีดเซียวไร้เลือดฝาด ร่างกายของเธอโน้มเอียงไปข้างหน้าราวกับถูกเชือกที่มองไม่เห็นฉุดกระชาก
"รินรดา! ตั้งสติสครับ!" ขุนพลตะโกนเรียกชื่อเธอเต็มเสียง พร้อมกับพุ่งตัวเข้าไปคว้าข้อแขนเรียวเล็กของเธอไว้สุดแรง
*พรึบ!*
ทันทีที่ปลายนิ้วของขุนพลสัมผัสถูกข้อมือของรินรดา ผิวน้ำเบื้องล่างก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!
น้ำสีดำทะมึนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็นม่านน้ำมหึมา กลิ่นอายของโคลนตม เน่าเหม็น และซากศพโชยคละคลุ้งจนน่าคลื่นไส้ แรงกระชากมหาศาลจากเบื้องล่างกระชากอย่างรุนแรงจนขุนพลเกือบจะเสียหลักไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยว ร่างของรินรดาลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศครึ่งหนึ่ง โดยมีมือสีขาวซีดไร้เนื้อหนังนับสิบข้างพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำ คว้าข้อเท้าและชายเสื้อของเธอไว้แน่น!
"อ๊ะ!... ปล่อยนะ!" รินรดาหลุดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อเล็บแหลมคมของภูตพรายดึงรั้งเธอลงไปดิ่งพสุธาแห่งความตาย
ขุนพลกัดฟันกรอดจนเลือดซึมออกจากมุมปาก เขาทิ้งตัวลงคุกเข่ากับโขดหิน มือซ้ายโอบเอวบางของรินรดาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ส่วนมือขวาชักมีดหมอโบราณที่ลงอักขระคาถาอาคมปลุกเสกด้วยว่านยาออกจากฝัก แสงสีทองเรืองรองวาบขึ้นจากคมเหล็กตัดกับความมืดมิดของผืนป่า
"ไอ้ผريพรายเดรัจฉาน! มึงบัง1อาจมาแตะต้องคนของกู!"
ขุนพลคำรามลั่นป่า พร้อมกับปักปลายมีดหมอลวกลงบนผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่าน พร้อมกับท่องคาถาอาคมบทโบราณที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากปู่ทวดซึ่งเป็นอดีตนายพรานมือฉกาจ เสียงสวดมนต์ทุ้มต่ำทรงพลังสั่นสะเทือนไปทั่วผืนป่า รอยสักรูปเสือโคร่งบนแผ่นหลังของเขาเปล่งแสงสีแดงฉานร้อนระอุทะลุเนื้อผ้าออกมา
*เปรี้ยง!*
คลื่นพลังงานทางไสยเวทพุ่งปะทะกับร่างเงาสลัวใต้น้ำอย่างจัง เกิดเสียงกรีดร้องโหยหวนบาดแก้วหูราวกับเสียงภูตผีปีศาจนับร้อยตนกำลังถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิง มือสีขาวซีดที่ยื้อ1ยุดฉุดกระชากตัวรินรดาไว้ค่อยๆ คลายออกและสลายกลายเป็นฟองอากาศสีดำจมหายลงไปในก้นบึ้ง
ขุนพลใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระชากร่างของรินรดาถอยร่นกลับขึ้นมาบนฝั่ง ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นดินโคลนอย่างหมดสภาพ เสียงหอบหายใจดังแข่งกับเสียงสายน้ำที่ยังคงไหลวนเชี่ยวกราก
รินรดานอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหญ้า ร่างกายสั่นเทิบท่ามกลางความหนาวเหน็บ แว่นตาของเธอหลุดกระเด็นหายไปในความมืด ดวงตาสีเทานิลเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เธอมองหน้าขุนพลที่เนื้อตัวเปียกปอนและมีบาดแผลถลอกปอกเปิกจากการยื้อยุด
"คุณ... คุณขุนพล..." เธอพึมพำเสียงสั่น ร่างกายสั่นสะท้านจากอาการช็อก "เมื่อกี้... ดิฉันเห็น... ดิฉันเห็นอะไรบางอย่างอยู่ใต้น้ำ..."
"อย่าเพิ่งพูดอะไรทั้งนั้นครับ ตั้งสติไว้" ขุนพลเสียงเข้ม แต่แววตาที่มองเธอนั้นเจือไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง เขาถอดเสื้อสนามเปียกชื้นของตนเองออกแล้วคลุมไหล่ให้เธอ
ตาเฒ่าพานรีบวิ่งกระเُผลกเข้ามาหา พร้อมกับยื่นกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำมนต์ปลุกเสกให้ขุนพล "รีบให้แม่หญิงดื่มเสีย, นายอำเภอ! วิญญาณพรายน้ำตนนี้มันไม่ยอมรามือแค่นี้แน่ มันจองเวร... และตอนนี้... มันกำลังเปลี่ยนเป้าหมาย"
พรานเฒ่าพูดจบก็ชี้มือไปยังผืนน้ำเบื้องหน้า ซึ่งบัดนี้ปรากฏละอองหมอกสีเขียวอมฟ้าลอยฟุ้งขึ้นปกคลุมผิวน้ำเป็นวงกว้าง และท่ามกลางหมอกหนาทึบนั้น ร่างเงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังก้าวขึ้นมาจากฝั่งตรงข้าม—ร่างนั้นสูงใหญ่ ผิวหนังเต็มไปด้วยรอยสักอักขระขอมโบราณสีดำสนิท และที่สำคัญที่สุด... มันกำลังถือศิลาอาคมชิ้นที่สามที่คณะสำรวจตามหาอยู่
ทว่า สิ่งที่ทำให้หัวใจของขุนพลกระตุกวูบและเลือดในกายเย็นเฉียบ ไม่ใช่เพราะความน่ากลัวของภูตผีหรือจอมขมังเวทศัตรู
แต่เป็นเพราะใบหน้าของร่างที่ก้าวขึ้นมาจากน้ำ... คือใบหน้าของชายคนหนึ่ง ที่หายสาบสูญไปในป่าดงพญาไฟเมื่อยี่สิบปีก่อน... ใบหน้าของพ่อของเขาเอง
"พ่อ...?" ขุนพลพึมพำออกมาเบื้องหน้าค้างเติ่ง ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินในวินาทีนั้นเอง
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางฝ่าดงอาถรรพ์ไปด้วยกันนะครับ
เพชรตาเสือโบราณ
บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ•ตอนที่ 43
เสียงเพรียกจากแม่น้ำ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกอาถรรพ์พรายดง: พยัคฆ์มฤตยูคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!