“ถ้าคุณยังมองจอมอนิเตอร์ด้วยสายตานิ่งสนิทเหมือนตอนที่กำลังดีบั๊กโค้ดพัง ๆ แบบนั้น ฉันเกรงว่าโปรเจกต์ ‘หัวใจมนุษย์’ ของเราคงต้องขึ้นสถานะ *System Crash* ตั้งแต่วินาทีแรกเลยนะคะ, คุณศิลา”
เสียงถอนหายใจยาวนานดังเคล้ากับเสียงเคาะแป้นพิมพ์รัวเร็ว รินรดาผละสายตาจากหน้าจอโค้ดดิ้งสีเขียวเข้ม หันมามองชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะแห่งวงการวิศวกรรมระบบ แต่กลับมีความบกพร่องทางด้านสุนทรียะแห่งความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง
ภายในห้องทำงานกระจกใสที่สะท้อนแสงไฟนีออนสีนวลยามค่ำคืน บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันอันเงียบงัน ศิลานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้สำนักงาน แผ่นหลังเหยียดตรงราวกับถูกตรึงไว้ด้วยโครงสร้างเหล็กกล้า ดวงตาคมกริบไร้ระลอกคลื่นจ้องมองกระดาษโน้ตในมือ ซึ่งเต็มไปด้วยเส้นกราฟและสถิติการเต้นของหัวใจที่เขาพยายามแปลงค่าออกมาเป็นตัวเลข
“อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยเงื่อนไข `If-Else` หรือคำสั่งวนลูป `For-Loop` นะคะ” รินรดาเอ่ยต่อ น้ำเสียงเจือความระอาแกมเอ็นดูเล็กน้อย เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดตรงหน้าเขา “การอ่านสีหน้าคนอื่น ไม่ใช่การวิเคราะห์พิกัดจุดตัดบนกราฟ Cartesian แต่มันคือการซึมซับความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง”
ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอดวงตาสีนิลคู่นั้นว่างเปล่าไร้ประกาย ราวกับระบบ AI ที่ถูกลบหน่วยความจำระยะยาวทิ้ง “ผมบันทึกค่าความตึงของกล้ามเนื้อใบหน้า 42 จุด อัตราการกะพริบตา 15-20 ครั้งต่อนาที และการขยายตัวของรูินตาไว้หมดแล้วนี่ครับ... ทำไมผมยังจำแนกความหมายของรอยยิ้มไม่ออกล่ะ”
“นั่นแหละค่ะคือปัญหาของคุณ” รินรดาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับเขา ปลายนิ้วเรียวแตะเบา ๆ ที่ปลายคางของตัวเอง “คุณมองเห็นแค่ ‘ข้อมูลดิบ’ แต่ไม่เคยเห็น ‘จิตวิญญาณ’ ที่ขับเคลื่อนมัน รอยยิ้มไม่ได้แปลว่ามีความสุขเสมอไปนะคะ บางครั้ง... รอยยิ้มที่กว้างที่สุด อาจเป็นเกราะกำบังที่เปราะบางที่สุดต่างหาก”
เธอดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งประชิด สัญชาตญาณของโปรแกรมเมอร์สาวผู้เชี่ยวชาญการกู้ข้อมูลบอกเธอว่า ชายผู้นี้ไม่ได้ไร้ความรู้สึกโดยกำเนิด หากแต่ระบบจิตใจของเขาถูก “เข้ารหัส” และล็อกเอาต์ไว้ด้วยความเจ็บปวดบางอย่างในอดีตที่เขาจงใจฝังกลบ
“เอาล่ะค่ะ บทเรียนภาคปฏิบัติบทแรก เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่สุด” รินรดาฉีกยิ้มกว้าง แสร้งทำเป็นกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยท่าทีซุกซน “มองฉันนะคะ... แล้วบอกซิว่า ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอย่างไรผ่านสีหน้าของฉัน”
ศิลาชะงักไปเล็กน้อย สมองอัจฉริยะของเขาเริ่มทำงานอย่างหนักหน่วง ข้อมูลภาพใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าถูกประมวลผลผ่านอัลกอริทึมในหัว กล้ามเนื้อรอบดวงตาของเธอย่นลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้น 15 องศา อัตราการหายใจสม่ำเสมอ...
“คุณกำลัง... พยายามทดสอบระบบประสาทของผม” ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทตามเคย
รินรดาถึงกับหลุดขำพรืด เธอส่ายหัวเบา ๆ “ผิดค่ะ! ศูนย์คะแนน! สิ่งที่คุณเห็นคือการแสดงออกทางกายภาพ แต่สิ่งที่คุณพลาดคือ ‘บริบท’ ต่างหากล่ะคะ” เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนศิลาต้องเอนตัวหลบโดยสัญชาตญาณ—ซึ่งนั่นแหละคือปฏิกิริยาที่เฝ้ารอ “ความจริงคือ... ฉันกำลังเหนื่อยจนแทบขาดใจ และแอบคาดหวังว่าวิศวกรอัจฉริยะแถวนี้จะน้ำตาสักแก้วมาเสิร์ฟให้ฉันต่างหากล่ะคะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ศิลากะพริบตาช้า ๆ สมองของเขาพยายามประมวลผลคำว่า ‘คาดหวัง’ และ ‘ความเหนื่อยล้า’ ให้เชื่อมโยงกับมุมปากที่ยกขึ้นของเธอ
“ความเหนื่อยล้า... ควรมาคู่กับการขมวดคิ้วและการถอนหายใจไม่ใช่หรือครับ ทำไมคุณถึงยิ้มล่ะ” เขาถามด้วยความสงสัยอย่างแท้จริง เป็นครั้งแรกที่ดวงตาคู่นั้นมีรอยร้าวของความไม่เข้าใจปรากฏขึ้น
“เพราะรอยยิ้มของฉัน คือกลไกการเอาตัวรอดในสังคมไงคะ” รินรดาเปลี่ยนน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น แววตาของเธอลึกล้ำทอดมองทะลุเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม “มนุษย์เราไม่ได้เข้มแข็งตลอดเวลาหรอกนะคะ บางครั้งเรายิ้ม... เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าข้างในเรากำลังพังทลายแค่ไหน เพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด... เหมือนที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้ยังไงล่ะคะ, ศิลา”
คำพูดนั้นราวกับมีอานุภาพพุ่งชนเข้ากลางระบบป้องกันภัยของศิลาอย่างจัง ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดไปเสี้ยววินาที กล้ามเนื้อสันกรามขบเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว มือใหญ่ที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันช้า ๆ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติที่ซ่อนไม่มิด
รินรดาสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นทันที เธอยื่นมือออกไป—ด้วยความรวดเร็วแต่ทว่านุ่มนวล—ปลายนิ้วอุ่นแตะลงบนหลังมือที่กำลังกำแน่นของเขาเบา ๆ
“เห็นไหมคะ? แค่พูดถึงความเจ็บปวด กล้ามเนื้อของคุณก็ตอบสนองโดยการสร้างเกราะป้องกันขึ้นมาทันที ร่างกายไม่เคยโกหกเราหรอกค่ะ... แม้แต่ปากของคุณจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตาม”
ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ ระยะห่างระหว่างกันสั้นลงจนรับรู้ถึงไออุ่นจากลมหายใจ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะโค้ดดิจิทัลอันไร้ชีวิตชีวาของเขากลับสะดุดก the rhythm อย่างไร้สาเหตุ ระบบภายในรวนเรจนไม่สามารถประมวลผลสถานการณ์ตรงหน้าได้ทัน
นี่ไม่ใช่การทดลองทางวิทยาศาสตร์... แต่มันคือปฏิกิริยาทางเคมีที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
ก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยคำพูดใดเพื่อดึงสติกลับคืนมา เสียงแจ้งเตือนระบบรักษาความปลอดภัยของอาคารก็ดังขึ้นทำลายความเงียบกริบ
*Beep! Beep! System Alert: Unauthorized Access Detected at Sector 7 (Core Database).*
หน้าจอมอนิเตอร์หลักที่เคยแสดงผลโค้ดดิ้งปกติ พลิกกลับกลายเป็นสีแดงฉานทันที พร้อมกับข้อความปริศนาที่ถูกพิมพ์ขึ้นทีละตัวอักษรต่อหน้าต่อตาพวกเขา:
`[Welcome back, Project Zero. Did you really think you could hide the source code forever?]`
รินรดาลุกขึ้นยืนพรวด สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในพริบตา “ sektora 7 ถูกเจาะระบบ... ใครบางคนกำลังพยายามดึงข้อมูลจิตสำนึกที่คุณเคยอัปโหลดไว้เมื่อสามปีก่อน!”
ศิลานิ่งงัด ร่างกายชาวาบ ดวงตาสีนิลคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความทรงจำที่เขาพยายามลบเลือนและล็อกกุญแจไว้อย่างแน่นหนา กำลังถูกกระชากเปิดออกโดยบุคคลที่สามที่ไม่อาจระบุตัวตนได้
และในวินาทีนั้นเอง หน้าจอหลักก็ตัดภาพไปยังกล้องวงจรปิดชั้นใต้ดิน... ปรากฏร่างของชายในชุดสูทสีดำสนิทผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าเซิร์ฟเวอร์หลัก เขากดปุ่ม Enter ช้า ๆ พร้อมกับหันหน้ามามองตรงมาที่เลนส์กล้อง ส่งรอยยิ้มเยือกเย็นที่แม้แต่คนไร้อารมณ์อย่างศิลายังต้องรู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความลึกลับของระบบนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
อัลกอริทึมรักฉบับซ่อมแซมหัวใจของวิศวกรสายดาร์ก•ตอนที่ 5
การเรียนรู้ที่จะแสดงออก
ผลงานโดย เค้กวานิลลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เค้กวานิลลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักฉบับซ่อมแซมหัวใจของวิศวกรสายดาร์ก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
