"อย่าขยับ."
น้ำเสียงของเซียนจื่อหยางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก แต่กลับแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่กดดันจนอากาศรอบกายหนาทึบขึ้นหลายเท่า หลี่เฟยหลงชะงักกึก ปลายนิ้วที่ห่างจาก 'หญ้าวิญญาณเก้าอัคคี' เพียงไม่ถึงกระเบียดนิ้วหยุดค้างเติ่ง เหงื่อกาฬเม็ดโตผุดซึมขึ้นตามไรผม ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อสมุนไพรตรงหน้า ทว่าจิตสัมผัสระดับปรมาจารย์ของเขากำลังกรีดร้องเตือนภัย—นี่ไม่ใช่ถ้ำสมบัติ ทว่ามันคือกระเพาะของอสูรยักษ์ที่รอเวลาปิดปากต่างหาก!
พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าเริ่มสั่นสะเทือน เสียงคำรามต่ำทุ้มราวกับอสนีบาตจากขุมนรกดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงถ้ำอัคคี กลิ่นอายกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากความมืดมิดเบื้องหลังกองสมบัติ ผนังถ้ำที่เคยเรืองแสงสีชาดบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับถูกความตายกลืนกิน
"ฮ่า... ฮ่าๆๆๆ"
เสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นจากความมืดมิด เบื้องหลังกองสมบัติล้ำค่าที่ถูกจัดวางไว้ราวกับเหยื่อล่อ หลี่เฟยหลงหรี่ตาลง คมกระบี่ 'ไร้ลักษณ์' ในฝักข้างกายส่งเสียงสั่นคำรามเบาๆ ตอบสนองต่อจิตสังหารที่พุ่งเข้าใส่ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมลมปราณหยางแท้จริงโคจร18รอบวัฏจักร เพื่อขับไล่แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา
"ที่แท้ก็เป็นค่ายกลจิตวิญญาณโบราณ... หลุมพรางที่แท้จริงไม่ใช่พิษร้าย แต่คือการใช้ความโลภของมนุษย์เป็นตัวชักนำ" หลี่เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมเยือกเย็น แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงทอประกายคมปลาบดั่งพยัคฆ์หนุ่มที่จ้องมองเหยื่อ
"เจ้าเด็กน้อย เจ้ายังมีสายตาที่แหลมคมไม่เลว"
เงาร่างมหึมาค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด มันเป็นสัตว์เทพโบราณที่มีรูปร่างคล้ายพยัคฆ์เพลิงทว่ามีเกล็ดมังกรสีนิลปกคลุมทั่วร่าง ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีคราม ไอพลังที่แผ่ออกมาทำให้หินผาหลอมละลายกลายเป็นลาวาได้ในพริบตา 'พยัคฆ์อัคคีทมิฬ' สัตว์อกรักษ์โบราณที่สูญพันธุ์ไปนับหมื่นปี!
เซียนจื่อหยางขยับกายเข้ามาประชิดเบื้องหลังหลี่เฟยหลงอย่างแนบเนียน กระบี่เยือกแข็งในมือของนางเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามตัดกับบรรยากาศร้อนระอุได้อย่างลงตัว นางเอ่ยกระซิบเบื้องข้างใบหูของเขาโดยไม่ละสายตาจากสัตว์เทพตรงหน้า "มันต้องการใช้พลังชีวิตของเราเป็นเครื่องสังเวยเพื่อทะลวงขอบเขต... อย่าต่อสู้กับมันด้วยพละกำลังโดยตรง จุดอ่อนของมันอยู่ที่จุดชีพจรต้วนฮุนใต้คาง"
"เข้าใจแล้ว" หลี่เฟยหลงพยักหน้ารับ สัญชาตญาณนักสู้พลุ่งพล่าน สองเท้าก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายแผ่รังสีอำมหิตที่ดุดันไม่แพ้กัน วิถีกระบี่เดียวดายถูกปลุกเร้าขึ้นอีกครั้ง!
*โฮกกกกก—!*
พยัคฆ์อัคคีทมิฬคำรามลั่นจนเพดานถ้ำถล่มลงมาเป็นหินผาน้อยใหญ่ มันพุ่งทะยานเข้าใส่ด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด กรงเล็บเพลิงสีครามตะปบลงมาหมายฉีกร่างของทั้งสองให้เป็นจุล แรงปะทะนี้ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเดียวกันก็ยังต้องกระอักเลือด
"กระบี่ที่หนึ่ง... ตัดภวังค์!"
หลี่เฟยหลงไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว เขาชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความเร็วที่เหนือกว่าแสง ประกายกระบี่สีเงินยวงตัดผ่านความมืดมิดราวกับดาราตกผ่ากลางนภา ปะทะเข้ากับกรงเล็บอัคคีอย่างจัง!
*เปรี้ยงงงงง!*
คลื่นกระแทกมหาศาลซัดสาดจนทั้งถ้ำสั่นสะเทือน ร่างของหลี่เฟยหลงไถลถอยหลังไปสามก้าว รอยเท้าลึกลงไปในพื้นศิลา เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของเขา แต่นัยน์ตากลับสว่างวาบด้วยความฮึกเหิม เลือดลมในกายเดือดพล่านถึงขีดสุด ขณะที่พยัคฆ์อัคคีทมิฬคำรามด้วยความเจ็บปวดเนื่องจากรอยแผลลึกที่อก
ทว่า... ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ทันใดนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างที่พวกเขายืนอยู่กลับยุบตัวลงอย่างกะทันหัน!
ค่ายกลลับใต้พื้นถ้ำทำงานขึ้นพร้อมกัน อักษรเวทสีทองนับพันสายพุ่งขึ้นจากพื้นดินพันธนาการร่างของหลี่เฟยหลงและเซียนจื่อหยางไว้แน่นหนา ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย!
และก่อนที่หลี่เฟยหลงจะทันได้โคจรลมปราณทำลายค่ายกล เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ผู้หนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกควันอัคคีอย่างเชื่องช้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่กรีดแทงหัวใจ...
"ขอบใจพวกเจ้ามาก... ที่ช่วยเปิดประตูผนึกสมบัติชิ้นสุดท้ายให้ข้า, ศิษย์พี่รอง!"
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ด้วยกันนะครับ
วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 17
ผู้พิทักษ์แห่งหุบเขา
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!