กาน้ำชาดินเผาเคลือบสีครามบนเตาถ่านที่มอดไหม้จนเหลือแต่ขี้เถ้าสีขาวโพลน ส่งเสียงเดือดปุดๆ เบาหวิว ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวภายในโรงเตี๊ยมร้างกลางหุบเขาอัสดง
รอยเลือดสีดำคล้ำที่สาดกระเซ็นเป็นทางยาวบนพื้นไม้สนผุพัง ยังคงส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอับชื้นของคราบไคลแห่งกาลเวลา ที่แห่งนี้มิได้ต้อนรับผู้คนมานานหลายปี แต่รอยเท้าเปื้อนโคลนผสมเกล็ดหิมะที่เพิ่งเหยียบย่ำเข้ามาเมื่อครู่ กลับยังคงใหม่สดจนน่าประหลาดใจ
หลี่เฟยหลงไม่แม้แต่จะเหลือบแลไปยังคราบเลือดเหล่านั้น นัยน์ตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มจดจ่ออยู่กับรอยบากลึกบนเสาไม้กลางห้องโถง รอยกระบี่นั้นปราดเปรียวและเฉียบคม รangรอยแห่งพลังปราณกระบี่ที่ยังหลงเหลืออยู่จางๆ แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมอันเป็นเอกลักษณ์... เคล็ดวิชา ‘กระบี่เพลิงโลกันตร์’ ของสำนักพยัคฆ์อัคคี ศิษย์พี่รองผู้ทรยศหักหลังและนำพายามวิบัติมาสู่สำนักกระบี่เมฆาของเขาเมื่อสามปีก่อน
ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำจากภายนอก หอบเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนพรูเข้ามาผ่านหน้าต่างที่ชำรุดทรุดโทรม ทว่าอุณหภูมิภายในห้องกลับลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว
“ร่องรอยยังสดใหม่อย่างยิ่ง... มันเพิ่งจากไปไม่เกินหนึ่งเค่อ”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความสุขุมเยือกเย็น หลี่เฟยหลงยกมือขึ้นลูบด้ามกระบี่เหล็กนิลในฝักที่คาดอยู่ข้างเอว นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการฝึกปรือวิชามาแรมปีสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนระทึกเบาๆ จากตัวกระบี่ มันคือจิตสังหารอันเร่าร้อนที่ถูกสะกดกลั้นไว้ภายใต้ความสงบงดงามดั่งผืนน้ำนิ่งสนิท
“รวดเร็วปานนี้ ไฉนเรายังคงคลาดกันก้าวหนึ่งเสมอ”
ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเขาอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี เซียนจื่อหยาง ปลดผ้าคลุมหน้ากันหนาวออกเผยให้เห็นใบหน้างملอันงดงามล่มเมือง ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ต่อโลกหล้า นางปรายตามองรอยบากบนเสาไม้แวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวน้ำค้างแข็ง
“ความแค้นของเจ้ารั้งฝีเท้าเจ้าไว้ ทำให้จิตใจกระวนกระวาย วิถีกระบี่จึงพลอยช้าลงครึ่งส่วน”
หลี่เฟยหลงมิได้โต้ตอบ ทว่ามุมปากหยักลึกกลับแยยยิ้มบางเบาอย่างขื่นขม คำพูดของนางเซียนผู้นี้มักจะแทงทะลุหัวใจผู้คนเสมอ แต่นางกล่าวไม่ผิด... สามปีเต็มๆ นับตั้งแต่วันที่สำนักกระบี่เมฆาถูกเผาลาบเป็นหน้ากลอง อาจารย์เสียชีวิตในกองเพลิง และศิษย์น้องร่วมสำนักถูกสังหารอย่างไร้ความปรานี ภาพเหตุการณ์นรกโลกันตร์วันนั้นยังคงหลอกหลอนเขาในยามนิทราทุกค่ำคืน
พลังปราณในจุดตันตียนของเขาหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ขอบเขตพลังยุทธ์ขั้น ‘หลอมรวมวิญญาณ’ ระดับกลางสั่นคลอนทุกครั้งที่จิตใจเกิดคลื่นลม การจะทะลวงผ่านไปสู่ขอบเขต ‘ปฐพีสะท้าน’ เพื่อชำระแค้นให้ลุล่วง จำเป็นต้องตัดMส้นใยแห่งความอาฆาตนี้ให้ขาดสะบั้นเสียก่อน แต่มนุษย์มิใช่หินผา ความแค้นฝังหุ่นเช่นนี้... ไฉนเลยจะกล่าวตัดก็ตัดได้ง่ายดาย?
“จื่อหยาง เจ้าคิดว่ามันล่อเรามาที่นี่เพื่ออะไร?” หลี่เฟยหลงเปลี่ยนเรื่อง สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง เบื้องหน้าคือป่าสนทึบที่ถูกปกคลุมด้วยพายุหิมะขาวโพลนจนมองไม่เห็นทาง
“หุบเขาอัสดงเป็นเส้นทางเดียวที่จะมุ่งหน้าสู่แดนเหนือ หากมันต้องการหลบหนี มันสมควรเร่งรีบเดินทาง ไฉนจึงจงใจทิ้งร่องรอยให้เจ้าตามแกะรอยมาถึงโรงเตี๊ยมร้างแห่งนี้อย่างเปิดเผยเล่า?” เซียนจื่อหยางหรี่ตาลงเล็กน้อย นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้หลี่เฟยหลงอีกนิด กลิ่นอายความเย็นยะเยือกดั่งดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิก “นี่คือกับดัก”
ครืนนน—!
สิ้นเสียงของนาง พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ราวกับมีสัตว์อสูรขนาดยักษ์กำลังคำรามก้องอยู่ใต้พื้นดิน
หลี่เฟยหลงไม่ลังเลแม้แต่น้อย มือขวาคว้าหมับที่ด้ามกระบี่เหล็กนิล พลังปราณสีครามเข้มระเบิดออกรอบกายจนเกล็ดหิมะที่ปลิววนอยู่รอบตัวแหลกสลายเป็นละอองหมอกในพริบตา เขาฉุดร่างของเซียนจื่อหยางถอยหลังไปสามก้าวอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!
พื้นไม้ใจกลางโรงเตี๊ยมระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้และฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พร้อมกันนั้น เงาร่างสีดำทะมินสามร่างก็ทะยานพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นดินราวกับพญามารแหวกนรก ออร่าสังหารสีชาดแผ่พุ่งปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณกดทับจนหายใจแทบไม่ออก
“หลี่เฟยหลง... เจ้ายังคงรaนหาที่ตายเช่นเดิมสินะ!”
เสียงหัวسเราะแหบพร่าดังก้องกังวานไปทั่วซากปรักหักพัง ร่างของบุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทาเข้ม ปรากฏกายขึ้นบนขื่อคานด้านบน ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกปิดด้วยหน้ากากกระดูกสัตว์อักษรโลหิต ดวงตาสองข้างทอประกายอำมหิตจ้องมองลงมาที่คนทั้งสองราวกับมองเหยื่อในกำมือ
หลี่เฟยหลงหรี่ตาลง จิตสังหารในกายพุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาจำเสียงนี้ได้แม่นยำ... เสียงของคนที่ถือวิสาสะลอบวางยาพิษบรรพจารย์และเปิดประตูค่ายกลรับศัตรูเมื่อสามปีก่อน!
“ศิษย์พี่รอง... ในที่สุดเจ้าก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้วสินะ!” เสียงของหลี่เฟยหลงเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก แต่แฝงไว้ด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุล
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดที่คมกระบี่เตรียมจะเข้าห้ำหั่นกันจนตายไปข้างหนึ่งนั้น เซียนจื่อหยางกลับขมวดคิ้วมุ่น นางกวาดสายตามองไปยังเงาร่างทั้งสามที่ปิดล้อมพวกเขาไว้โดยรอบ ก่อนจะเอ่ยกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการที่หลี่เฟยหลงไม่เคยเห็นจากนางมาก่อนเลยตลอดการเดินทาง
“ไม่ใช่... พวกมันไม่ใช่คนของสำนักพยัคฆ์อัคคี”
หลี่เฟยหลงชะงักไปชั่วลมหายใจ ขณะที่บุรุษสวมหน้ากากบนขื่อคานกลับยกย่องมุมปากขึ้นเผยรอยยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะโยนวัตถุลึกลงมาแทบเท้าของเขา
ตุบ...
สิ่งนั้นกลิ้งหลุนๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้า เป็นป้ายหยกประจำตัวของศิษย์เอกสำนักกระบี่เมฆา... ทว่ามันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสดๆ และถูกผ่าครึ่งอย่างโหดเหี้ยม
“เจ้าคนโง่... คิดว่าข้าคือเป้าหมายของเจ้าอย่างนั้นหรือ?” เสียงหัวเราะเยาะหยันดังลั่น “คนที่เจ้าตามหา... ถูกเจ้านายที่แท้จริงของข้าบดขยี้กระดูกกลายเป็นผุยผงไปตั้งแต่เจ็ดวันก่อนแล้ว!”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันหนทางแห่งยุทธภพอันเหน็บหนาวนี้ไปด้วยกันครับ
พยัคฆ์ขาวคำราม
วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 1
หิมะแรกแห่งรอยร้าว
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!