หักเหลี่ยมแค้นพิฆาตบัลลังก์: เดิมพันเลือดข้ามภพสยบราชันย์ไร้ใจ•ตอนที่ 1

โลหิตสีชาดกลางอุทยานหลวง

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายของความตายยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว... เป็นกลิ่นฉุนกึกของสนิมเหล็กและยาพิษสลายกระดูกที่เคยหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับร่างของนางในวาระสุดท้าย ซูเหม่ยหลินกะพริบตาช้าๆ ภายใต้แพขนตางอนงามที่ทาบลงบนพวงแก้ม นัยน์ตาคู่คมกริบที่เคยด้านชาและเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น บัดนี้กลับสะท้อนภาพของผืนผ้าปักลายหงส์ทองคู่โบตั๋นสีชาดบนม่านมุ้งผ้าแพรต่วนชั้นดี ลมหายใจที่สูดเข้าไปไม่ได้มีกลิ่นอายของห้องขังใต้ดินอันอับชื้นและหยาดฝนปนเลือดอีกต่อไป หากแต่เป็นกลิ่นหอมละมุนของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่เผาไหม้อย่างเงียบเชียบในกระถางทองเหลืองสลักลายวิจิตร เสียงฝีเท้าแผ่วเบาบนพื้นไม้ขัดมันดังขึ้น พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มนวลที่นางคุ้นเคยจนฝังกระดูก "คุณหนูเจ้าคะ ได้เวลาตื่นมาแต่งตัวเตรียมไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกเหมยที่ตำหนักในแล้วนะคะ ฮูหยินให้คนมาเร่งถึงหน้าเรือนแล้วเจ้าคะ" เสียงของชิงหลัน... สาวรับใช้คนสนิทที่ถูกประหารชีวิตด้วยข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับนางเมื่อสามปีก่อน เหม่ยหลินนิ่งงัน ร่างกายที่เคยไร้เรี่ยวแรงและถูกทรมานจนพิการบัดนี้กลับยืดตรงได้อย่างมั่นคง นางยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตนเอง ผิวเนียนละเอียดไร้ซึ่งรอยแผลเป็นจากยาพิษที่เคยถูกกรอกลงคอในวันนั้น นิ้วเรียวยาวสัมผัสลงบนสร้อยไข่มุกราตรีที่ห้อยอยู่บนลำคอระหง ทุกอย่าง... ชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเพียงความฝัน นางย้อนเวลากลับมาแล้ว ย้อนกลับมาในวันที่นางยังมีฐานะเป็นถึงบุตรสาวเสนาบดีซู ผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและสติปัญญา วันที่โศกนาฏกรรมยังไม่ทันเริ่มต้น และวันที่ดวงใจของนางยังไม่ถูกบดขยี้จนแหลکสลายด้วยน้ำมือของบุรุษผู้ไร้หัวใจผู้นั้น "ชิงหลัน..." เสียงของนางแหบพร่าเล็กน้อย แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้สาวใช้ตัวน้อยชะงักฝีเท้า หันมามองด้วยความแปลกใจ "เจ้าคะคุณหนู?" "ข้ายังไม่รีบ" เหม่ยหลินลุกขึ้นนั่งช้าๆ ท่าทางสง่างามราวนางพญาหงส์ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้ม ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนชิงหลันรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ "วันนี้... งานเลี้ยงชมดอกเหมยคงมีเรื่องสนุกสนานรออยู่ไม่น้อย ข้าต้องเลือกชุดที่เหมาะสมที่สุด เพื่อไปพบปะกับ 'สหายเก่า' เหล่านั้นเสียหน่อย" เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองเงาวับ ภาพสะท้อนของสตรีในวัยสิบแปดปีปรากฏขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่สวยทอประกายล้ำลึกราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง ในชาติภพก่อนนางโง่เขลา มัวแต่เอาความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มีไปช่วยส่งเสริมบุรุษผู้มักใหญ่ใฝ่สูง ยอมตกระกำลำบากวางแผนกลยุทธ์นับไม่ถ้วนเพื่อให้เขาได้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่สิ่งที่นางได้รับตอบแทนกลับเป็นถ้วยยาพิษและข้อหากบฏที่พี่น้องตระกูลซูร่วมมือกันยัดเยียดให้ ความแค้นที่สุมอกมาสามปี... ถูกแปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟแห่งการแก้แค้นที่ลุกโชนอยู่ในแววตา ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสนางได้มีลมหายใจใหม่อีกครั้ง บัลลังก์มังกรสูงส่งคราวนั้น หากไม่ใช่ของคนที่นางเลือก... ก็อย่าหวังว่าจะได้ครอบครองอย่างสงบสุขเลย! ครึ่งชั่วยามต่อมา ซูเหม่ยหลินในชุดกระโปรงยาวผ้าไหมปักลายเมฆาและดอกเหมยสีแดงเพลิง ทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์ ขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องราวน้ำนมและรูปร่างอรชรดูโดดเด่นสะดุดตา ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้าสู่เขตอุทยานหลวง เสียงพูดคุยจอแจรอบกายก็พลันเงียบลงราวกับมีคนใช้มนต์สะกด สายตานับร้อยคู่จับจ้องมาที่นาง บ้างชื่นชมในความงามอันสะท้อนราวนางฟ้าจำแลง บ้างอิจฉาริษยา และมีบางสายตา... ที่ซ่อนความหวาดระแวงเอาไว้มิดชิด "คารวะพี่หญิงใหญ่" เสียงหวานหยดย้อยดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงของซูอี้หลาน น้องสาวต่างมารดาผู้มีใบหน้าอ่อนหวานบริสุทธิ์ดั่งดอกบัวขาว ก้าวเข้ามาหาด้วยท่าทางนอบน้อม "พวกเรากำลังรอนานนัก ท่านพี่คงตื่นสายกระมังเพคะ วันนี้องค์ชายสามเสด็จมาร่วมงานด้วยนะเพคะ ทรงตรัสถามถึงท่านพี่อยู่หลายคำเชียว" ซูเหม่ยหลินปรายตามองน้องสาวผู้สร้างภาพลักษณ์แสนดีในใจ นางจำรอยยิ้มเสแสร้งนี้ได้ดี รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษและพร้อมจะแทงข้างหลังนางได้ทุกเมื่อ "เช่นนั้นหรือ?" เหม่ยหลินแย้มยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "องค์ชายสามทรงพระกรุณาถึงเพียงนั้น ข้าผู้เป็นพี่สาวคงต้องรีบไปรับสั่งสนทนาด้วยความซาบซึ้งใจแล้วกระมัง... ว่าแต่ การแสดงความยินดีล่วงหน้าเรื่องตำแหน่งพระชายารองของเจ้าในวันนี้ ดูจะออกหน้าออกตาไปหน่อยกระมัง น้องรอง?" รอยยิ้มบนใบหน้าของซูอี้หลานแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกวาบหนึ่งก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นสีหน้าตัดพ้อ "พี่หญิงกล่าวสิ่งใดกันเพคะ หม่อมฉันจะกล้าอาจหาญได้อย่างไร..." "กล้าหรือไม่กล้า ในใจเจ้ากับข้าต่างรู้ดี" เหม่ยหลินกระซิบบริเวณข้างหูของน้องสาว น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับสายลมหนาวที่พัดผ่านยอดไม้ "จำไว้... ของสิ่งใดที่เคยเป็นของข้า ต่อให้เจ้าแย่งชิงไปได้ในชาตินี้ เจ้าก็ไม่มีวันได้ครองมันอย่างมีความสุข" ยังไม่ทันที่ซูอี้หลานจะได้กล่าวแก้ตัว ทันใดนั้น บรรยากาศรอบอุทยานหลวงก็พลันเย็นเยียบลงอย่างกะทันหัน เหล่าขุนนางและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ต่างพากันคุกเข่าลงหมอบกราบด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงคู่หนึ่งก้าวเข้ามาท่ามกลางความเงียบงัน กลิ่นอายอันตรายที่คุ้นเคยแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ บุรุษในชุดคลุมยาวสีดำปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายทองคำ ท่วงท่าสง่างามดุจพญาอินทรีผู้ล่าเหยื่อ ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหินหยก เยชาเยือกเย็นและไร้ซึ่งความรู้สึก นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองผ่านฝูงชนก่อนจะหยุดตรงร่างของซูเหม่ยหลินที่ยืนโดดเด่นอยู่เพียงลำพัง ชินอ๋อง... หลี่จวินเหยา ปีศาจแห่งแดนเหนือผู้กุมอำนาจทหารครึ่งประเทศ และเป็นบุรุษที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังทรงเกรงพระทัย หลี่จวินเหยาหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าน นางจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสนิท คล้ายกับมองทะลุปรุโปรดไปถึงวิญญาณที่เพิ่งกลับชาติมาเกิดใหม่ของนาง "บุตรสาวตระกูลซู..." น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "กล้าดีอย่างไร จึงยืนหยัดท้าทายลมหนาวกลางอุทยานหลวงเพียงลำพังเช่นนี้" เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้น นางไม่หลบสายตา ไม่หวาดกลัว ตรงกันข้าม มุมปากของนางกลับยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มท้าทายที่ทรงเสน่ห์ที่สุดในชีวิต "ทูลท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ได้กำลังท้าทายลมหนาวเพคะ..." เหม่ยหลินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกังวานใสดังไข่มุกกระทบจานหยก "แต่หม่อมฉันกำลังรอคอย... รอคอยผู้ที่จะมาพลิกกระดานหมากกระดานนี้ร่วมกับหม่อมฉันต่างหากเล่าเพคะ" หลี่จวินเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคมกริบฉายประกายความสนใจระคนความคาดไม่ถึงขึ้นวับหนึ่ง ชายหนุ่มโน้มตัวลงกระซิบบริเวณข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ลมหายใจของเหม่ยหลินสะดุด "เช่นนั้น... เจ้าคาดหวังว่าข้าจะเป็นหมากตัวใดในมือของเจ้ากันล่ะ, กุนซือตัวน้อย?" ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หักเหลี่ยมแค้นพิฆาตบัลลังก์: เดิมพันเลือดข้ามภพสยบราชันย์ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%