หยดเลือดสีชาดที่ซึมย้อนขึ้นจากรอยแตกของพื้นศาลาหินอ่อน ไม่ใช่ภาพลวงตาจากความเหนื่อยอ่อน
เซี่ยหว่านอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกดความตื่นตระหนกให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแห่งสติปัญญา นิ้วเรียวยาวภายใต้แขนเสื้อกว้างขยับเข้าหากันอย่างเงียบเชียบ นางไม่ถอยหลังอีกต่อไป แต่กลับก้าวเข้าไปใกล้จุดที่ของเหลวสีเข้มกำลังท้าทายกฎเกณฑ์ธรรมชาติ กลิ่นอายของดินชื้นและสนิมเหล็กตีรวนขึ้นมาในโสตประสาท มันไม่ใช่เลือดสดใหม่ แต่เป็นเลือดที่ถูกกักเก็บ ปิดตาย และถูกแรงดันบางอย่างบีบอัดให้ทะลักขึ้นมาตามรอยแยกระหว่างแผ่นหิน
"แม่ทัพมู่" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็นราวกับผิวน้ำในบึงลึกยามไร้ลม "ท่านคิดว่าแรงโน้มถ่วงของแผ่นดินนี้ เปลี่ยนทิศทางตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
มู่หรงจิ่งไม่ได้ก้มลงมองรอยเลือดนั้นทันที สายตาคมกริบดั่งใบมีดของราชองครักษ์เสื้อแพรกลับจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าด้านข้างของอาลักษณ์หญิงผู้นี้ ความนิ่งสงบที่เร็วเกินไปของนางทำให้เขารู้สึกสนอกสนใจเสียยิ่งกว่าคดีฆาตกรรมตรงหน้า ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีเข้มก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังนาง ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวของกันและกัน
"ใต้เท้าเซี่ยช่างมีอารมณ์ขันในสถานการณ์เช่นนี้" มู่หรงจิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และราบเรียบจนเย็นเยียบ "คนตายอยู่เบื้องบน เลือดกลับไหลย้อนสู่เบื้องล่าง หากไม่ใช่ภูตผีปีศาจ ก็คงเป็นกลไกอันแยบยลของมนุษย์... ซึ่งอย่างหลัง น่ากลัวกว่าเป็นไหนๆ"
มือหนายื่นออกไปเล็กน้อย ปลายพู่กันเหล็กในมือเขาเขี่ยเศษหินปูนรอบรอยแตกออกอย่างแม่นยำ เผยให้เห็นท่อทองแดงขนาดเท่าก้านนิ้วที่ฝังอยู่ใต้พื้นหิน ท่อนี้ถูกเชื่อมต่อมาจากเสาหลักของศาลา และทอดยาวหายเข้าไปในความมืดมิดเบื้องล่าง
หว่านอวี้ก้มลงมองกลไกนั้น แววตาที่เคยนิ่งสงบฉายแววประกายวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว สมองของนางทำงานอย่างหนักหน่วงราวกับเฟืองจักรกลชั้นดี "นี่ไม่ใช่คดีฆาตกรรมชิงทรัพย์ หรือความแค้นส่วนตัวในยามวิกาล... นี่คือการจัดฉาก ผู้ลงมือต้องการซ่อนเร้นเวลาตายที่แท้จริง"
"เหตุผลเล่า?" มู่หรงจิ่งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่นคมจ้องมองปฏิกิริยาของนางทุกกระเบียดนิ้ว "เจ้าเพิ่งก้าวเข้ามาในที่เกิดเหตุไม่ถึงเค่อ (สิบห้านาที) แต่กลับสรุปว่าเป็นการจัดฉาก ทั้งที่ศพยังอุ่นอยู่ และพยานหลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่องค์ชายสาม"
หว่านอวี้หันกลับมาสบตากับเขา แววตาดุดันและเฉียบคมของแม่ทัพหนุ่มไม่ได้ทำให้นางหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของอาลักษณ์สาว เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อระบบยุติธรรมที่เน่าเฟะ
"ท่านแม่ทัพมู่ฉลาดเป็นกรด ไฉนจึงแสร้งโง่เขลาเล่าคะ" หว่านอวี้เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือน "หากศพนี้ตายในยามอู่ (เที่ยงวัน) ตามที่พยานปากเอกให้การ การไหลเวียนของโลหิตย่อมแข็งตัวไปนานแล้ว แต่นี่... เลือดในท่อทองแดงยังคงมีความหนืดต่ำและมีกลิ่นของตัวยา 'หลิวเซียง' ผสมอยู่ ยาชนิดนี้มีคุณสมบัติชะลอการแข็งตัวของเลือด และหาได้เฉพาะในคลังโอสถหลวง... หรือไม่ก็จวนขององค์ชายสาม"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันลงทันที เสียงลมหายใจของคนทั้งสองแทบจะกลืนหายไปกับเสียงสายลมที่พัดผ่านยอดไผ่
มู่หรงจิ่งหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างของเขาชั่วขณะ ความรู้สึกทึ่งระคนระแวดระวังพวยพุ่งขึ้นในใจ ผู้หญิงคนนี้... อันตรายยิ่งนัก นางไม่เพียงแต่อ่านหลักฐานออก แต่ยังกล้าเอ่ยนามของบุคคลที่สูงศักดิ์ที่สุดผู้หนึ่งในราชสำนักออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, ใต้เท้าเซี่ย" มู่หรงจิ่งโน้มตัวลงกระซิบชิดริมหูของนาง กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นอายจางๆ ของสนิมดาบเคล้าคลออยู่ใกล้จนน่าอึดอัด "การพาดพิงถึงองค์ชายสามโดยปราศจากลายลักษณ์อักษรยืนยัน เท่ากับเจ้าเอาคอของตนเองไปแขวนไว้บนเส้นด้าย"
"และหากข้าไม่ทำเช่นนั้น ศีรษะของบริวารผู้บริสุทธิ์นับสิบชีวิตในกรมอาญาคงต้องหลุดจากบ่าเพื่อรับความผิดแทนคนระดับสูง" หว่านอวี้ไม่ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความตึงเครียดที่ขมุกขมัวไปด้วยเคมีอันแปลกประหลาด "ท่านเองก็สงสัยในตัวองค์ชายสามมิใช่หรือคะ? มิฉะนั้น ท่านคงไม่ยอมปล่อยให้ข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุนี้ตามลำพังตั้งแต่แรก"
มุมปากของมู่หรงจิ่งกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง เย็นชา ทว่ากลับทรงเสน่ห์อย่างร้ายกาจ
"เจ้ากล้าต่อรองกับข้าเชียวหรือ?"
"ข้าไม่ได้ต่อรอง ข้ากำลังร่วมมือกับท่านในฐานะผู้รักษาความยุติธรรม... แม้ว่าอุดมการณ์ของเราอาจจะสวนทางกันในบางจุดก็ตาม" หว่านอวี้ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง
มือเรียวยาวของนางไม่รอช้า นางหยิบมีดผ่าตัดเล่มเล็กออกจากกระเป๋าผ้าไหม บรรจงกรีดลงไปที่รอยต่อของท่อทองแดงเบื้องล่าง เพื่อเก็บตัวอย่างเลือดและคราบสารเคมีไปตรวจสอบอย่างละเอียด ท่าทางที่คล่องแคล่วและมั่นใจในตนเองทำให้มู่หรงจิ่งต้องยอมรับในฝีมือของนางอย่างเสียไม่ได้ แม้เขาจะเป็นผู้คุมกฎสูงสุดในหน่วยราชองครักษ์เสื้อแพร แต่ความละเอียดรอบคอบระดับนี้คือสิ่งที่หน่วยงานของเขาขาดหายไปนาน
ทว่า ในขณะที่ปลายมีดของหว่านอวี้กำลังจะสะกิดเอาคราบผงสีขาวที่ซ่อนอยู่ก้นท่อทองแดงออกมา—
*แกร๊ก...*
เสียงกลไกบางอย่างใต้พื้นศาลาขยับตัวอย่างรุนแรง ราวกับมีใครบางคนกำลังหมุนคันโยกจากระยะไกล!
"ระวัง!"
มู่หรงจิ่งพุ่งเข้าควחוกเอวบางของหว่านอวี้แล้วกระชากถอยหลังสุดแรงในเสี้ยววินาที พื้นหินอ่อนบริเวณที่นางนั่งอยู่เมื่อครู่ยุบตัวลงไปในพริบตา พร้อมกับลูกธนูอาบยาพิษนับร้อยดอกที่พุ่งทะยานออกมาจากผนังเสาด้วยความเร็วสูง เสียงแหวกอากาศหวีดหวิวบาดแก้วหู เศษหินและฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ร่างของหว่านอวี้ล้มลงทับอยู่บนแผงอกกว้างของมู่หรงจิ่งบนพื้นหญ้านอกศาลา ลมหายใจของทั้งคู่หอบกระชั้นชิด ความใกล้ชิดที่แนบแน่นทำให้หัวใจที่ปกติเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของอาลักษณ์สาวเกิดสะดุดกะทันหัน
ทว่า ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยวาจาใด มู่หรงจิ่งก็พลิกตัวขึ้นคร่อมร่างของนางอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักกระบี่ออกจากฝักชี้ตรงไปที่ความมืดมิดเบื้องหน้า ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบทิศทางด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด
บนยอดไม้ไผ่ห่างออกไปสามสาหัตถ์ ร่างในชุดดำสนิทผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนกิ่งไม้ที่ไหวเอนตามลม ปลายกระบี่ในมือของเงาลึกลับสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายสีเงินยวง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในมืออีกข้างของมัน... กำลังถือห่อกระดาษไขที่ควรจะอยู่ภายในแฟ้มคดีลับของกรมอาญา!
มู่หรงจิ่งหรี่ตาลงด้วยความโกรธเกรี้ยว สายตาคู่นั้นดุดันราวกับพญายมราช "บังอาจนัก!"
เขากำลังจะพุ่งทะยานออกไปไล่ล่า แต่หว่านอวี้กลับเอื้อมมือไปควชายเสื้อคลุมของเขาไว้แน่น แรงดึงนั้นทำให้มู่หรงจิ่งต้องชะงักและก้มลงมองนาง
"อย่าไล่ตามไปค่ะ..." หว่านอวี้เอ่ยเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย แต่แววตาเต็มไปด้วยความตระหนักรู้บางอย่างที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม "นั่นไม่ใช่โจรฆาตกร... แต่นั่นคือสาส์นเตือนจากคนใน"
มู่หรงจิ่งขมวดคิ้วแน่น ก้มลงมองมือเรียวที่ยังคงกำชายเสื้อของเขาไว้ และเมื่อเขาหันกลับไปมองที่เงาดำบนยอดไม้ไผ่ร่างนั้นอีกครั้ง—
เงาดำปริศนาก็ดึงกระดาษไขแผ่นนั้นฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ ปลิวว่อนลงมาตามสายลมราชาดหิมะ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ก้องกังวานเสียดแทงราตรี
*“คดีนี้... ได้ปิดลงอย่างสมบูรณ์แล้ว ใต้เท้าเซี่ย”*
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
บัญชีคดีพิศวาสใต้เงาจันทรา•ตอนที่ 2
ร่องรอยที่ซ่อนเร้น
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัญชีคดีพิศวาสใต้เงาจันทรา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
