กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับละอองหิมะสีชาด ความเงียบงันบนเส้นทางสู่ยอดเขาไกรลาสมิใช่ความสงบ หากแต่เป็นความสงัดก่อนพายุคลั่งจะคำราม กลีบเมฆสีเทาทะมึนบดบังแสงสุริยาจนสิ้น ปรากฏเพียงเงาร่างสองสายที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าม่านหมอกหนาทึบ บรรยากาศรอบกายกดทับจนอากาศแทบกลายเป็นของแข็ง
"มู่เหวิน… ปราณอสูรเบื้องหน้านั้นเข้มข้นผิดปรกติ เกรงว่าเจ้าวานรเพลิงโลกันตร์จะไม่ยอมให้พวกเราก้าวผ่านไปโดยง่าย"
เสียงของเซียนหานเยว่ดังแผ่วเบา นางยืนสง่างามอยู่เคียงข้าง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางต้องสายลมหนาวจนสะบัดพลิ้ว ทว่าแววตาคู่คมกลับทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี สองมือเรียวดั่งหยกขาวประสานเข้าหากัน แผ่ไอเย็นยะเยือกออกมารอบรัศมีสาม丈เพื่อคุ้มกันจุดอับสายตา
หลี่มู่เหวินไม่เอ่ยคำใด เขาเพียงปรายตาไปยังเบื้องหน้า ร่างกายสูงสง่ากำยำซ่อนเร้นพลังปราณกระบี่ที่พร้อมระเบิดออกทุกเมื่อ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจดจ้องไปยังพงหญ้าวิญญาณที่สั่นไหวอย่างรุนแรง สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่สอนให้เขารู้ว่า ความกลัวมิใช่สิ่งที่ต้องหลีกหนี หากแต่เป็นเงาที่ต้องก้าวข้าม
"ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ หากขวางทางที่ข้าจะไป ต่อให้เป็นเทพเซียน… ข้าก็พร้อมจะชักกระบี่สับมันเป็นจุล"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว หลี่มู่เหวินขยับกายเพียงเล็กน้อย มือขวาที่กุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์พลันกระชับแน่นขึ้น เส้นเอ็นที่ข้อมือปูดโปนบ่งบอกถึงพละกำลังอันมหาศาลที่ถูกบีบอัดไว้ภายใน
ครืนนน—!
แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับภูเขาไกรลาสทั้งลูกกำลังคำรามตอบรับผู้บุกรุก พรบ.อัคคีผลาญฟ้าพลันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนาก เบื้องหน้าของคนทั้งสอง ปรากฏร่างมหึมาของ "ราชันย์วานรเก้าเศียร" สัตว์อสูรบรรพกาลที่มีตาสีโลหิตและเขี้ยวเลี้ยวลดดั่งเหล็กกล้า มันส่งเสียงคำรามกึกก้องจนแก้วหูแทบปริแตก ไอความร้อนแผดเผาจนหิมะรอบกายระเหยกลายเป็นไอสีขาวโพลนในพริบตา
"ระวัง!"
หานเยว่สะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง ดัชนีเหมันต์นิรันดร์สายหนึ่งพุ่งทะยานออกไปดุจดาวตกปะทะเข้ากับเปลวเพลิงที่พ่นออกมาจากเศียรหลักของราชันย์อสูร เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะของพลังหยินและหยางแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนต้นไม้โบราณรอบด้านหักโค่นลงในพริบตา
นี่คือการเผชิญหน้าที่ดุเดือดเลือดพล่าน ราชันย์วานรเก้าเศียรไม่รอช้า มันก้าวทะยานเข้ามาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ กรงเล็บคู่มหึมาตะปบลงมาจากเบื้องบน หมายจะฉีกร่างของจอมยุทธ์หนุ่มและนางเซียนให้แหลกเป็นจุลในคราเดียว
หลี่มู่เหวินแค่นเสียงหึในลำคอ ร่างของเขาเคลื่อนไหวราวกับภาพมายา ไม่ถอยหลังแม้แต่กึ่งก้าว เคล็ดวิชากายาทองคำไร้พ่ายทำงานถึงขีดสุด ผิวหนังทั่วร่างเปล่งประกายสีทองจางๆ สะท้อนแสงเพลิงวับวาม เขาตวัดกระบี่ในมือออกไปอย่างไร้รูปแบบ ทว่ากลับเต็มไปด้วยวิถีแห่งธรรมชาติที่ลึกซึ้งเกินหยั่งถึง
เปรี้ยง!
คมกระบี่กระทบเข้ากับกรงเล็บเหล็กกล้าของอสูรบรรพกาล เกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วบริเวณ หลี่มู่เหวินรู้สึกถึงแรงสะท้อนอันมหาศาลที่ซัดส่ายเข้ามาจนเลือดลมในกายปั่นป่วน ทว่าใบหน้าของเขากลับยิ่งเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวมากขึ้น ดวงตาคู่นั้นมิได้มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มีเพียงความทะนงตนของผู้ใช้วิถีกระบี่ที่เหนือล้ำกว่าฟ้าดิน
"เจ้าอสูรเดียรัจฉาน เจ้าคิดว่าร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งปานเหล็กไหล แต่เจ้ากลับหลงลืมไปว่า… กระบี่ของข้าตัดผ่านได้แม้กระทั่งวัฏสงสาร!"
สิ้นเสียงคำราม หลี่มู่เหวินโคจรพลังปราณทั้งหมดรวมไว้ที่คมกระบี่ บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นวังวนสุญญากาศ อุณหภูมิลดฮวบลงจนน่าใจหาย ร่างของเขากลายเป็นเงาสะท้อนนับร้อยสายพุ่งเข้าประชิดร่างของราชันย์วานรเก้าเศียรในพริบตา
เซียนหานเยว่ที่คอยคุ้มเชิงอยู่ด้านหลัง ดวงตางามเปล่งประกายความห่วงใยระคนชื่นชม นางยกมือขึ้นร่ายอักขระเหมันต์ ล้อมรอบพื้นที่โดยรอบไม่ให้สัตว์อสูรตัวอื่นๆ เข้ามาขัดขวาง หัวใจที่เคยเยียบเย็นและปิดตายมานานนับร้อยปีของนาง บัดนี้กลับยอมสยบและเต้นระรัวอยู่ภายใต้เงากระบี่อันองอาจของบุรุษผู้นี้
กระบี่เดียวดายสยบเซียน… นี่มิใช่เพียงชื่อเรียกขาน หากแต่มันคือวิถีชีวิตที่พวกเขากำลังร่วมกันเขียนขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ
วานรเก้าเศียรคำรามด้วยความเจ็บปวด มันสะบัดเศียรทั้งเก้าพ่นไฟสีครามออกมาพร้อมกัน กลายเป็นตาข่ายเพลิงมหึมาปิดตายทุกเส้นทางหนี
หลี่มู่เหวินสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในห้วงจิตสำนึกของเขาปรากฏภาพความทรงจำนับชาติภพที่ไหลเวียนเข้ามาบรรจบกัน ณ จุดนี้ เขาคือผู้แสวงหาสัจธรรมที่แท้จริง มือซ้ายไขว้หลัง มือขวายกกระบี่ขึ้นเสมอระดับคิ้ว ปราณกระบี่ทะลักล้นทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆสีเทาจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ ให้แสงตะวันที่แท้จริงสาดส่องลงมายังยอดเขาไกรลาส
ทันใดนั้นเอง… ขณะที่กระบี่กำลังจะถูกเหวี่ยงออกไปเพื่อสังหารราชันย์อสูรในกระบี่เดียว แผ่นดินเบื้องล่างกลับแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไอสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นมาราวกับพญานาค พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงลึกที่ไม่มีวันสิ้นสุด
"ฮ่าๆๆๆ… คิดไม่ถึงว่าผ่านไปร้อยปี จะมีคนโง่เง่ากล้ามาปลุกมังกรนิลกาฬตื่นขึ้นจากหลุมศพ!"
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะลุผืนแผ่นดินขึ้นมาขวางกั้นระหว่างหลี่มู่เหวินและราชันย์วานร ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกักด้วยหน้ากากกระดูกอสูรโบราณ และที่น่าตกใจที่สุดคือ… กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น เป็นกลิ่นอายเดียวกับสำนักกระบี่มารที่ควรจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่สงครามสะท้านภพเมื่อสามร้อยปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
มังกรครามท่องภพ
กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองเราข้ามวัฏสงสาร•ตอนที่ 6
เส้นทางมรณะสู่ยอดเขาไกรลาส
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองเราข้ามวัฏสงสาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!