ขอหย่าแล้วไง? ในเมื่อผมรวยกว่าคุณร้อยเท่า•ตอนที่ 4

รถหรูคันใหม่ ตบหน้าคนทั้งบริษัท

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
"ท่านประธานรินทร์ครับ! ทางเราได้เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว... ขออภัยที่พวกเรามาช้าครับ!" เสียงหอบหายใจของกวินที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันของโถงทางเดินชั้นบน ทำลายบรรยากาศตึงเครียดเสียจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ร่างของอดีตเจ้านายหนุ่มผู้เคยเชิดหน้าชูตา ยามนี้กลับงอโค้งลงเกือบเก้าสิบองศา เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าอันซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนสูทราคาแพงยับยี่ยับเยินราวกับผ่านการวิ่งหนีตายมาหลายกิโลเมตร ต้นไม้ริมระเบียงขอพานักอ่านทุกท่านดิ่งลึกเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งการชำระแค้นที่หอมหวานที่สุดในค่ำคืนนี้ค่ะ รินทร์ไม่ได้หันกลับไปมองทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนกระจกใสของระเบียงชั้นสามอย่างใจเย็น สายตาคมกริบดุจใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งทอดมองลงไปยังเบื้องล่าง ที่ซึ่งกลุ่มรถสปอร์ตหรูหราสะท้อนแสงไฟนีออนระยิบระยับจอดเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของพนักงานนับร้อยคนที่ยืนอออยู่หน้าตึกสำนักงานใหญ่ เมื่อวานนี้... ณ จุดเดียวกันนี้ รินทร์เพิ่งถูกโยนเอกสารใบลาออกใส่หน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันของกวินและเพื่อนร่วมงานที่รุมเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี พวกเขาตราหน้าว่าเขาเป็นไอ้ขี้แพ้ เป็นแค่เศษสวะไร้ค่าที่เกาะบริษัทกินไปวันๆ และไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ในชาตินี้ ทว่า โลกใบนี้มันหมุนเร็วกว่าที่พวกสุนัขจิ้งจอกหิวกระหายเหล่านี้คาดคิดนักค่ะ "ลุกขึ้นเถอะครับ... อ้อ ไม่สิ ฉันอนุญาตให้คุณคุกเข่าอยู่แบบนั้นแหละ เหมาะกับคุณดีออกนะกวิน" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก กวินสะดุ้งสุดตัว รีบเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากจะเชื่อ สิ่งที่เขาเห็นผ่านหน้าจอโทรศัพท์เมื่อสิควินาทีที่แล้วยังคงหลอนอยู่ในหัว—ยอดเงินในบัญชีของบริษัทแม่ที่ถูกโอนเข้ามาซื้อกิจการทั้งหมดของพวกเขากวาดเรียบในพริบตาเดียว และชื่อเจ้าของใหม่... ก็คือ "รินทร์" คนที่เขาเพิ่งจะไล่ตะเพิดออกไปเหมือนหมูเหมือนหมาเมื่อวานนี้เอง! "รินทร์... คือ... ท่านประธานรินทร์ครับ เรื่องเมื่อวานนี้... ผม... ผมแค่ล้อเล่น! มันเป็นแค่มุกตลกในที่ทำงานนะท่านประธาน!" กวินละล่ำละลักแก้ตัว เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ น้ำตาแห่งความตกใจกลัวเอ่อคลอเบ้าตา "ล้อเล่นงั้นเหรอ?" รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนฟังจนขนลุกซู่ เขาค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตเจ้านาย ร่างกายที่เคยดูธรรมดาในสายตาคนอื่น บัดนี้กลับแผ่รังสีอำมหิตและอำนาจอันน่าเกรงขามออกมาอย่างท่วมท้น "ตอนที่คุณเอาแฟ้มปาใส่หัวผม คุณบอกว่าผมเป็นขยะสังคม... ตอนที่คุณไล่ผมออก คุณบอกว่าผมไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อข้าวกิน... แล้วนี่อะไรล่ะ กวิน? ขยะตัวนี้กำลังจะเซ็นอนุมัติไล่พนักงานทุกคนในแผนกของคุณออกภายในห้ามนาทีนี้แล้วนะ" ฟ้าใส ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างรินทร์มาตลอด เอื้อมมือมาแตะเบาๆ ที่แขนเสื้อของเขา สัมผัสที่อบอุ่นนั้นช่วยดึงสติอันเย็นชาของชายหนุ่มให้ผ่อนคลายลงชั่วขณะ ดวงตากลมโตของหญิงสาวมองกวินด้วยความสมเพชเวทนา เธอไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่แววตานั้นกลับทรงพลังยิ่งกว่าคำด่าทอนับพันคำ "รินทร์... พอเถอะค่ะ ปล่อยให้คนพวกนี้จมอยู่กับความอัปยศของตัวเองก็พอแล้ว เรายังมีที่อื่นต้องไปอีกรึเปล่าคะ?" ฟ้าใสกระซิบเตือนด้วยความห่วงใย เธอไม่อยากให้รินทร์ต้องเปื้อนมือกับเศษสวะพวกนี้ไปมากกว่านี้ รินทร์หันไปมองหญิงสาว แววตาที่แข็งกร้าวอ่อนลงทันทีเมื่อสบตากับคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาในยามที่กัดก้อนเกลือกินด้วยกัน เขายกมือขึ้นลูบผมของเธออย่างอ่อนโยน "ครับที่รัก ฟังคุณทุกอย่างอยู่แล้ว... แต่ก่อนอื่น เราต้องลงไปข้างล่างก่อนนะ รถคันใหม่สั่งมาจอดรอรับคุณอยู่พอดี" พูดจบ รินทร์ก็ก้าวเดินผ่านร่างของกวินที่ยังคงคุกเข่าหมอบกราบอยู่กับพื้น ราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงฝุ่นผงใต้รองเท้าหนังราคาแพง เสียงฝีเท้าของเขาดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงทางเดิน ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ ที่วิ่งตามขึ้นมาต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง บรรยากาศที่ลานจอดรถด้านล่างตึกบริษัทในยามบ่ายแก่ๆ อลหม่านยิ่งกว่าตลาดสด พนักงานนับร้อยชีวิตต่างยืนออกันแน่นขนัดด้วยความอยากรู้อยากเห็น ข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนมือเจ้าของบริษัทแพร่สะพัดยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างจนคางแทบหลุด ไม่ใช่เรื่องเอกสารซื้อขายกิจการ... แต่มันคือสิ่งจอดเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางวงล้อมต่างหาก! ซูเปอร์คาร์ไฮเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลีรุ่น Limited Edition สีดำด้านเหลือบประกายมุก ที่ทั่วโลกมีเพียงสามคันเท่านั้น! มูลค่าของมันทะยานไปไกลถึงหลักร้อยล้านบาท และป้ายทะเบียนเลขตองที่ประดับอยู่ด้านหน้าก็เป็นเครื่องยืนยันความมั่งคั่งระดับที่เงินอย่างเดียวอาจซื้อไม่ได้ หากไม่มีอำนาจเงินมหาศาลจากระบบของรินทร์หนุนหลังอยู่ ประตูกรรไกรของรถหรูคันงามค่อยๆ เปิดยกขึ้นอย่างสง่างาม รินทร์ก้าวขาลงมาจากรถในชุดสูทตัดเย็บพิเศษรับกับรูปร่าง ตามด้วยฟ้าใสในชุดเดรสเรียบหรูที่ขับเน้นออร่าความงามสง่าราวกับเจ้าหญิง ภาพของอดีตพนักงานต๊อกต๋อยที่เคยเดินก้มหน้าหิ้วกระเป๋าเอกสารขาดๆ เมื่อวานนี้ ได้มลายหายSับไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงมหาเศรษฐีหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและหญิงสาวคู่กายที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นทันที พนักงานสาวหลายคนที่เคยหัวเยาะเย้ยถางถางรินทร์ ต่างอ้าปากค้าง หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ บางคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นเมื่อตระหนักได้ว่า ผู้ชายที่พวกนางเคยเหยียบย่ำและดูถูกเหียดหยาม บัดนี้กลายเป็นเจ้าชีวิตที่สามารถไล่พวกนางออกได้ด้วยการกระดิกนิ้วเพียงครั้งเดียว! รินทร์กวาดสายตามองฝูงชนด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก เขาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาเลยสักคำ ทว่าความเงียบสงบที่เขาสร้างขึ้นนั้นกลับกดดันจนทุกคนแทบหายใจไม่ออก เขากำลังจะเอื้อมมือไปโอบเอวฟ้าใสเพื่อพาเธอขึ้นรถคันหรูและขับออกไปจากสถานที่อัป and อดแห่งนี้ ทว่า... ทันใดนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของรินทร์ก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ รินทร์หยิบขึ้นมาดู หน้าจอแสดงเบอร์โทรศัพท์แปลกปลอมที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ แต่รหัสพื้นที่ระบุชัดเจนว่าเป็นสายตรงจาก "ธนาคารกลางมหานคร" สถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ เขากดรับสายโดยไม่ลังเล เปิดสปีกเกอร์โฟนให้เสียงลอดออกมาท่ามกลางความเงียบงันของฝูงชน *"เรียน ท่านประธานรินทร์ครับ..."* เสียงทุ้มต่ำอย่างนอบน้อมของผู้อำนวยการธนาคารดังทะลุผ่านลำโพงออกมา ชัดเจนพอที่จะให้พนักงานนับร้อยคนที่ยืนรายล้อมได้ยินอย่างถ้วนหน้า *"ทางเราได้รับการติดต่อจากสำนักงานใหญ่สวิสเซอร์แลนด์แล้วครับ... บัญชีลับส่วนพระองค์ที่ท่านเพิ่งปลดล็อกวงเงินเมื่อเช้า... เกิดความผิดพลาดบางประการเนื่องจากยอดเงินฝากพุ่งทะยานเกินเพดานระบบอัลกอริทึม ทางเราจำเป็นต้องให้ท่านยืนยันตัวตนอีกครั้งด้วยการ... โอนเงินสดจำนวนหนึ่งหมื่นล้านบาทเข้าสู่ระบบการกุศลทันที... ไม่เช่นนั้น ทางธนาคารอาจจะต้องระงับบัตรเครดิตดำไร้ขีดจำกัดของท่านชั่วคราวครับ..."* รินทร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์ก่อนจะเหลือบไปเห็นสีหน้าของเหล่าอดีตเพื่อนร่วมงานและผู้บริหารที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ซึ่งแต่ละคนหน้าซีดเผือดจนแทบเป็นลมล้มพับไปกับคำว่า "หนึ่งหมื่นล้านบาท" ที่พูดออกมาอย่างกับเป็นเศษเหรียญในกระเป๋า เขายกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเรื่องที่ได้ยินเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป "ระงับเหรอ?" รินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ "งั้นก็โอนไปสakสองหมื่นล้านสิ... เอามาจากบัญชีสำรองของผมเอง ไม่ต้องรบกวนระบบหลักหรอก... อ้อ อีกอย่างนะ" รินทร์หยุดพูดไปชั่วขณะ ปล่อยให้ความเงียบงันและแรงกดดันอันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่เขาจะปรายตามองกวินที่เพิ่งคลานตามลงมาถึงลานจอดรถด้วยสภาพดูไม่จืด แล้วเอ่ยประโยคพิฆาตที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ "ช่วยจัดการซื้อตึกสำนักงานใหญ่แห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลองภายในสามชั่วโมงนี้ทีนะ... เพราะผมรำคาญกลิ่นเน่าเฟะของพวกสวะแถวนี้เต็มทนแล้วล่ะครับ" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "ต้นไม้ริมระเบียง" มา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่าแล้วไง? ในเมื่อผมรวยกว่าคุณร้อยเท่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%