“ใต้เท้าเฟิ่ง โปรดรักษามารยาทด้วย นี่คือหอสมุดหลวง มิใช่ค่ายทหารที่ท่านจะใช้อำนาจลากตัวผู้ใดไปก็ได้ตามใจชอบ”
อวิ๋นจือเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากม้วนกระดาษจดเหตุการณ์ในมือ กลิ่นหมึกจีนจางๆ ผสมกับกลิ่นอายความชื้นของตำราเก่าแก่ในหอสมุดหลวงมักทำให้คนสงบใจได้เสมอ แต่วันนี้กลับต่างออกไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ย่ำลงบนพื้นไม้ขัดเงาดังสะท้อนจนดูเหมือนจะเหยียบย่ำลงบนเส้นประสาทของนางโดยตรง
เฟิ่งฉีหยุดยืนอยู่เบื้องหลังอาลักษณ์สาว กลิ่นอายของดาบเหล็กกล้าและไอเย็นเยียบจากภายนอกลอยมาปะทะจมูก เขาไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจาทันที ทว่ากลับโน้มตัวลงต่ำ มือหนาในถุงมือหนังสีเข้มแตะลงบนขอบโต๊ะไม้ประดู่ นิ้วยาวกรีดผ่านรอยคราบสีแดงจางๆ ที่มุมกระดาษ—รอยเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทดีนัก
“กฎของหอสมุดหลวงหรือจะสำคัญไปกว่ากฎแห่งแผ่นดิน อวิ๋นจือ” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ แหบพร่าดุจเสียงกรวดทรายที่ถูกบดด้วยหิน “คนตายในหอสมุดหลวงไม่ใช่เรื่องที่อาลักษณ์ผู้หนึ่งจะเก็บงำไว้เพียงลำพังได้ ข้ามาที่นี่ในนามของหน่วยจดหมายเหตุ และในฐานะผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จจากฝ่าบาท ในการชำระมลทินกุหลาบเลือดนี้ให้สิ้นซาก”
อวิ๋นจือวางพู่กันลงอย่างช้าๆ จังหวะการเคลื่อนไหวของนางเปี่ยมด้วยความสง่างามที่กรีดใจคน นางค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษตรงหน้า ดวงตาเรียวสวยดุจหงส์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่แข็งกร้าวของเขา สายตาของนางว่างเปล่าทว่าแฝงไปด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกเมื่อ
“มลทินกุหลาบเลือดเป็นเพียงชื่อเรียกที่พวกท่านแต่งเติมขึ้นมาเพื่อสร้างความหวาดกลัว” นางแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “แท้จริงแล้วมันก็แค่คดีฆาตกรรมที่เกิดจากความโลภของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการตำราลับที่สาบสูญ ท่านผู้บัญชาการ... ท่านคิดว่าการนำกำลังเข้ามาปิดล้อมหอสมุด จะช่วยให้ท่านได้ ‘ความจริง’ หรือเพียงแค่ได้ ‘เครื่องมือ’ ในการกำจัดเสี้ยนหนามกันแน่คะ?”
เฟิ่งฉีหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ เขาขยับเข้ามาใกล้จนอวิ๋นจือสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของเขาที่สวนทางกับบรรยากาศที่หนาวเหน็บภายในหอสมุด “คนฉลาดมักจะถามในสิ่งที่ตัวเองรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่จงระวังเถิดอวิ๋นจือ ความฉลาดที่มากเกินไปในหอสมุดแห่งนี้ มักมีอายุขัยที่สั้นกว่าหมึกที่เจ้าใช้จดบันทึกเสียอีก”
เขาหยิบตราประทับสีทองออกจากอกเสื้อ วางลงบนโต๊ะกลางตำรากองโตที่นางเพิ่งจัดเรียง “เริ่มจากตอนนี้เป็นต้นไป อาลักษณ์อวิ๋นจือ เจ้าต้องรายงานทุกฝีก้าวของเจ้าให้ข้าทราบ และหากพบหลักฐานใดก็ตาม... เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องมัน หากข้ายังไม่ได้อนุญาต”
อวิ๋นจือขมวดคิ้วเล็กน้อย ความอดทนของนางเริ่มสั่นคลอน “ท่านกำลังก้าวก่ายงานของกรมอาลักษณ์เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่เดิมของหน่วยจดหมายเหตุนะเจ้าคะ การกระทำเยี่ยงนี้ หากขุนนางในราชสำนักรู้เข้า...”
“ก็ให้พวกมันรู้ไป” เฟิ่งฉีตัดบท เสียงของเขาดังขึ้นจนก้องไปทั่วโถงทางเดินที่ว่างเปล่า “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อรักษาความสงบสุข ข้ามาที่นี่เพื่อดึงรากถอนโคนต้นตอของกุหลาบเลือด และถ้าต้องแลกด้วยการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของอาลักษณ์ผู้หนึ่งให้จมดิน ข้าก็ยินดีจะทำ”
เขาก้มลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับใบหูของนาง อวิ๋นจือรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา แต่นางยังคงเชิดหน้าท้าทายไม่หวั่นเกรง เขาหยิบห่อผ้าสีดำที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะทำงานของนางขึ้นมา แววตาของเขาเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นรอยประทับตรา ‘ตระกูลอวิ๋น’ ที่สาบสูญไปนานนับสิบปีบนชิ้นส่วนของกุญแจโบราณ
“นี่คือสิ่งที่เจ้าซ่อนไว้รึ อวิ๋นจือ... หลักฐานที่เจ้าอ้างว่า ‘ไม่มี’ ในยามที่ข้าถามหาเมื่อครู่”
เฟิ่งฉีคลี่ห่อผ้าออก แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนให้เห็นกุญแจทองคำที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง อวิ๋นจือหน้าซีดเผือด นางรีบลุกขึ้นหวังจะแย่งคืน แต่เฟิ่งฉีกลับเบี่ยงตัวหลบด้วยความไวที่เหนือมนุษย์ พร้อมกับดึงกระบี่ออกมาจ่อที่ลำคอระหงของนางด้วยความรวดเร็ว
“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะหลอกผู้บัญชาการหน่วยจดหมายเหตุคนนี้ได้?” เขาเค้นเสียงต่ำ แววตาดุจหมาป่ากำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม “กุญแจของตระกูลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏมานับสิบปี... บอกข้ามา ว่าเจ้าไปขุดมันขึ้นมาจากกองศพไหน หรือเจ้ากำลังบอกข้าว่า... คดีฆาตกรรมครั้งนี้ แท้จริงแล้วเริ่มมาจาก ‘มือ’ ของเจ้าเอง?”
อวิ๋นจือเม้มปากแน่น ความลับที่นางเฝ้าปกป้องด้วยชีวิตกำลังถูกเปิดเผยในเวลาที่เลวร้ายที่สุด นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเฟิ่งฉี เห็นร่องรอยของความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น ซึ่งดูเหมือนว่าเขาเองก็มีความลับที่เกี่ยวกับ ‘ตระกูลอวิ๋น’ ที่ยังไม่ได้สะสางกับนางเช่นกัน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและไร้จังหวะก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดเบื้องหลังกำแพงตำรา ไม่ใช่ฝีเท้าของทหาร และไม่ใช่ของข้ารับใช้ทั่วไป มันคือเสียงลากของวัตถุหนักบางอย่าง พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังเข้ามากระทบโสตประสาทของทั้งคู่
*‘กุหลาบที่บานกลางใจ... คือหยาดเลือดของคนตระกูลสุดท้าย’*
เฟิ่งฉีชะงักไปครู่หนึ่ง อวิ๋นจือเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสีดำวูบไหวผ่านช่องว่างของชั้นหนังสือไปพร้อมกับเสียงโซ่ตรวนที่ลากครูดไปกับพื้น ทั้งสองหันไปมองต้นเสียงพร้อมกัน แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่คนร้าย หากแต่เป็นหน้ากากกระดาษที่ถูกทิ้งไว้บนพื้น... บนหน้ากากนั้นมีรอยกุหลาบสดที่ยังคงหยดเลือดลงบนพื้นไม้ทีละหยดอย่างไม่มีวันหยุด
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ปมปริศนาอันแสนอันตรายไปกับข้านะคะ ดอกโบตั๋นพันปี
คดีมลทินกุหลาบเลือด: หอสมุดหลวงกับยอดอาลักษณ์ไร้ใจ•ตอนที่ 2
ผู้มาเยือนจากหน่วยจดหมายเหตุ
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีมลทินกุหลาบเลือด: หอสมุดหลวงกับยอดอาลักษณ์ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
