เซฟโซนของคนปากร้าย กับยัยตัวป่วนระดับมาสเตอร์•ตอนที่ 12

จุดเปลี่ยนของงานออกแบบ

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
แผนผังโครงสร้างอาคารพาณิชย์สามชั้นครึ่งที่ถูกกางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สักแท้ กำลังส่งเสียงกรีดร้องเตือนภัยเงียบๆ ผ่านรอยปากกาแดงฉานที่ผมจ้วงขีดลงไปอย่างไร้ความปรานี สามวัน... คือกำหนดเส้นตายที่กระชั้นชิดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง หลังคำประกาศิตอันน่าสะพรึงกลัวของผมดังขึ้นเมื่อค่ำวานนี้ บรรยากาศในห้องประชุมตอนนี้จึงไม่ใช่แค่ตึงเครียด แต่มันอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันระดับสתิมาตรที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ "คุณจะบอกว่าโครงสร้างรับน้ำหนักของสวนลอยฟ้าที่คุณออกแบบมาทั้งหมด... ต้องรื้อทิ้งแล้วทำโครงสร้างเหล็กเสริมพิเศษใหม่ตั้งแต่ศูนย์อย่างนั้นเหรอคะ คุณรณกร" เสียงหวานใสที่เจือความหงุดหงิดระคนไม่ยอมแพ้ดังขึ้น ลินินยืนกอดอกพิงพนักเก้าอี้ ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองผมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เธอยังคงดื้อรั้นแม้ว่าความจริงตรงหน้าจะฟ้องอยู่แล้วว่าไอเดียสุดโต่งของเธอเกือบจะทำให้ตึกนี้พังครืนลงมาฝังพวกเราทั้งเป็น "ถ้าไม่อยากให้ตึกถล่มลงมาทับอนาคตของคุณพังไปพร้อมกัน ก็กรุณาใช้สมองส่วนหน้าคิดตามผมให้ทันด้วยครับ คุณลินิน" ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาเย็นชาถูกงัดออกมาใช้เป็นเกราะกำบังหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะยามเมื่อกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าจากตัวเธอลอยมาแตะจมูก "สวนลอยฟ้าของคุณมันสวยจนหยดย้อย แต่วิศวกรรมมันไม่ได้มีความโรแมนติกแบบที่คุณฝัน น้ำหนักดินและต้นไม้พวกนั้นถ้าลงผิดจุด คานรับน้ำหนักชั้นสองจะหักเป็นสองท่อนภายในพริบตา" "ฉันก็แค่อยากให้มันดูมีชีวิตชีวา!" เธอโต้กลับทันควัน ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความทิฐิ "คุณเป็นสถาปนิกซะเปล่า ทำไมมองโลกในแง่ร้ายและกรอบจัดขนาดนี้ ถ้าเราไม่กล้าเสี่ยง เราจะเอาชนะโปรเจกต์ของภีมได้ยังไง หะ?" คำว่า 'ภีม' หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่มสวยนั้นพร้อมกับร่องรอยความกังวลที่เธอพยายามซ่อนไว้ไม่มิด ให้ตายเถอะ... แค่ได้ยินชื่อไอ้หมอนั่น หัวใจผมก็กระตุกวูบด้วยความหึงหวงที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ภีมคือเพื่อนร่วมรุ่นที่คอยจ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้ผมมาตลอด และตอนนี้มันก็กำลังกุมความได้เปรียบเพราะโปรเจกต์รีโนเวตคอมมูนิตี้มอลล์ใจกลางเมืองชิ้นนี้ คือตั๋วใบเดียวที่จะทำให้บริษัทของผมผงาดเหนือมันได้ ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนระยะห่างระหว่างเราลดลงเหลือเพียงแค่คืบเดียว ลินินชะงักไปเล็กน้อย เธอผถอยหลังอัตโนมัติจนสะโพชนิดติดขอบโต๊ะ แต่ยังคงเชิดหน้าสู้สายตาผมอย่างไม่ลดละ ปากเก่งเสียจริง... ทั้งๆ ที่แผ่นหลังบางนั้นเริ่มเกร็งขึงด้วยความประหม่า "อย่าเอาผมไปเปรียบเทียบกับไอ้ภีม" น้ำเสียงของผมต่ำลง ทุบลงไปในความเงียบทีละคำอย่างหนักแน่น "และที่สำคัญ... ผมไม่มีวันยอมให้งานของเราพังด้วยน้ำมือของคู่แข่งเด็ดขาด" "ถ้าอย่างนั้นก็บอกวิธีแก้มาสิคะ!" ลินินกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างขัดใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมตรงๆ "ในเมื่อคุณบอกว่าโครงสร้างเดิมมันใช้ไม่ได้ แล้วเราจะแก้ยังไงให้ทันเวลาสามวัน โดยที่คอนเซปต์สีเขียวธรรมชาติของฉันยังอยู่ครบถ้วน?" ผมมองท่าทางพยศแกมขอร้องของเธอแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว ผู้หญิงคนนี้ดื้อรั้นหัวชนฝา แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไอเดียของเธอมันมีเสน่ห์จนผมอยากจะปกป้องมันเอาไว้ แม้กระทั่งจากตัวเธอเองก็ตาม ผมหยิบดินสอไม้ขึ้นมาหมุนเล่นในมือช้าๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เธออีกนิด จนปลายจมูกของเราแทบจะเฉียดกัน ลินินสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดต้นคอผมจนรู้สึกวابวาบไปหมด "ใกล้... ใกล้เกินไปแล้วนะคุณรณกร" เธอพึมพำเสียงสั่น มือเล็กยกขึ้นดันแผงอกผมไว้เบาๆ แต่ไม่ได้ผลักออกอย่างจริงจัง "ตั้งใจฟังให้ดีนะ... ครับ" ผมจงใจกระซิบชิดริมใบหูขาวผ่อง เสียงทุ้มต่ำจงใจแกล้งให้เธอเสียสมาธิ "เราจะไม่รื้อโครงสร้างเหล็กทั้งหมด แต่เราจะใช้ 'โครงสร้างเหล็กถัก (Space Frame)' ดีไซน์พิเศษมารับน้ำหนักแทนเสาหลัก มันจะช่วยกระจายน้ำหนักของสวนลอยฟ้าที่คุณฝันถึงให้กระจายตัวออกไปทั่วอาคารได้อย่างสมบูรณ์แบบ... และที่สำคัญ มันจะดูเหมือนโครงสร้างประติมากรรมลอยตัว เท่ หรูหรา และตอบโจทย์วิศวกรรมร้อยเปอร์เซ็นต์" ลินินนิ่งอึ้งไป เธอมองแผนผังในหัวที่กำลังประมวลผลคำพูดของผม แววตาที่เคืองโกรธเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับแห่งความทึ่ง ไอเดียนี้มันบรรเจิดเสียจนเธอหาช่องโหว่ไม่ได้เลย "นะ...นี่คุณ" เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้างามแดงก่ำขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะโกรธ... แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเรามันอันตรายเกินไป "คุณคิดวิธีนี้ออกตั้งแต่เมื่อไหร่?" "ตั้งแต่เห็นคุณทำหน้าพยศใส่ผมเมื่อวานนี้ล่ะครับ" ผมตอบหน้าตาย มุมปากกระตุกยิ้มบางๆ ที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้เห็น "ตกลงตามนี้... เราจะลุยแก้แบบนี้ด้วยกัน คุณจัดการเรื่องพรรณไม้ที่จะช่วยลดน้ำหนักแต่ยังคงความอลังการ ส่วนผมจะคุมงานโครงสร้างเหล็ก ห้ามเถียง ห้ามงอแง และห้ามหักโหมจนเป็นลมไปซะก่อนล่ะครับ" ลินินเม้มปากแน่น ดวงตากลมโตคู่นั้นไหวระริก เธอคงไม่คิดว่าคนปากจัดอย่างผมจะยอมยื่นมือเข้ามาประคับประคองไอเดียของเธอจนสุดตัวขนาดนี้ สุดท้ายเธอก็พยักหน้ารับเบาๆ อย่างจำยอม "ก็ได้ค่ะ... ฉันจะยอมร่วมมือกับคุณเป็นกรณีพิเศษนะ" "ดีมากครับ" ผมยิ้มมุมปาก ยืดตัวกลับมาอยู่ในระยะปลอดภัย ทว่าก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเคาะประตูก็กระแทกเข้ามาขัดจังหวะความหวานอมเปรี้ยวในห้องทำงานเสียก่อน ประตูกระจกบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างสูงโปรดของภีมก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่เคลือบไว้ด้วยความสุภาพปลอมๆ ในมือถือแฟ้มเอกสารสีดำสนิท "ขอโทษทีที่ไม่ได้นัดล่วงหน้า... พอดีผมผ่านมาแถวนี้ เลยแวะมาดูหน่อยว่า สถาปัตยกรรมระดับมาสเตอร์พีซของคุณสองคนมันใกล้จะพังคามือรึยัง" ภีมกวาดสายตามองโต๊ะทำงานที่มีรอยแก้แบบเต็มไปหมด ก่อนจะยิ้มกริ่ม "หวังว่าโปรเจกต์นี้คงไม่ทำให้คุณขายหน้าจนต้องปิดบริษัทหนีหรอกนะ... กร" ผมหรี่ตาลงทันที บรรยากาศในห้องพลิกกลับมาคุกรุ่นและเย็นยะเยือกขึ้นในเสี้ยววินาที ลินินขยับตัวเข้ามาใกล้ผมโดยสัญชาตญาณ มือเรียวเอื้อมมาแตะชายเสื้อสูทผมไว้แน่นราวกับจะส่งสัญญาณเตือน แต่ทว่า... สิ่งที่ภีมพูดต่อมากลับทำให้รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของผมแข็งค้าง และทำให้ลมหายใจของลินินสะดุดกึกทันที "อ๋อ... เกือบลืมบอกไป" ภีมหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ "พอดีผมเพิ่งไปคุยกับทางคณะกรรมการบริหารมาเมื่อเช้า... พวกเขาเปลี่ยนใจแล้วครับ พวกเขาบอกว่า ถ้าพรุ่งนี้พวกคุณส่งแบบโครงสร้างใหม่ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยไม่ได้... สิทธิ์การรีโนเวตทั้งหมด จะถูกโอนให้บริษัทผมทันทีแบบไม่มีข้อแม้" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "ฟีนิกซ์สีทอง" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้าย กับยัยตัวป่วนระดับมาสเตอร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%