กระดาษโน้ตสีเหลืองสะท้อนแสงแผ่นนั้นถูกวางทับไว้บนสมุดเล่มหนา ตัวอักษรลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยปากกาหมึกสีดำข้อความว่า *"พี่คิมไม่ได้บอกเหรอว่าเมื่อคืนใครไปส่งที่คอนโด..."* ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของปัน ราวกับรอยแผลที่ถูกกรีดซ้ำลงบนผิวเนื้อสดๆ ความเงียบงันภายในห้องสมุดคณะสถาปัตย์ฯ ช่วงใกล้ค่ำช่างน่าอึดอัด เสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าส่งเสียงครางฮือเบาๆ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโจนออกมานอกอก
ปันก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะไม้สักขัดเงา ไร้ซึ่งการแจ้งเตือนใดๆ จากคนพี่มาเกือบสี่ชั่วโมงเต็ม นับตั้งแต่ภาพถ่ายใบนั้นถูกส่งเข้ามาในแชทส่วนตัว—ภาพของคิม พี่ปีสามเฮดว้ากผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดเดี่ยวและซื่อตรง ยืนอยู่หน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูเคียงคู่กับ 'มิน' ดาวคณะบริหารธุรกิจ รุ่นพี่คนสวยที่เคยมีข่าวพัวพันกันในอดีต รอยยิ้มที่มุมปากของคิมในภาพนั้นช่างดูอ่อนโยนเกินกว่าจะเป็นรอยยิ้มที่เขามีให้กับคนทั่วไป และมันก็คมกริบพอที่จะทิ่มแทงหัวใจของเด็กวิศวะปีหนึ่งให้ชาหนึบไปทั้งแถบ
"แก... ตั้งสติดi-ปัน มองหน้าฉันนี่" น้ำหวานยื่นมือมาแตะแขนเพื่อนสนิทเบาๆ แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกังวลระคนหงุดหงิด "รูปแค่นั้น มันตัดสินอะไรไม่ได้หรอกนะ ผู้หญิงคนนั้นอาจจะแค่วิ่งเข้าไปหาเรื่องงาน หรือบังเอิญเจอกันก็ได้ ทำไมแกต้องรีบตีโพยตีพายขนาดนี้ด้วย"
"บังเอิญเหรอน้ำหวาน?" ปันเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อน เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทาเล็กน้อย "ถ้าบังเอิญจริง ทำไมพี่คิมถึงไม่ยอมรับสาย ตั้งแต่เที่ยงจนถึงตอนนี้... ฉันโทรไปสามสียสาย ส่งข้อความไปนอกจากจะไม่ตอบแล้ว สถานะออนไลน์ก็ยังไม่อ่อนแอเลยด้วยซ้ำ พี่คิมเลือกที่จะเงียบ... นั่นแหละคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอ"
น้ำหวานอ้าปากค้างจะเถียง แต่ก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไปเมื่อรู้ว่าไม่มีข้อแก้ตัวไหนมีน้ำหนักพอจะหักล้างความจริงที่ว่า คิมหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในยามที่ปันต้องการคำอธิบายมากที่สุด บาดแผลจากปมในอดีตเรื่องความคาดหวังและการถูกละเลยที่ปันพยายามซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มสดใส บัดนี้มันกำลังปริแตกออกด้วยน้ำมือของคนที่เขาไว้ใจที่สุด
ในขณะเดียวกัน บรรยากาศที่ลานกิจกรรมหน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากความอึดอัดในห้องสมุดเลยแม้แต่น้อย คิมยืนกอดอกแน่น ใบหน้าคมคายฉายแวบความเคร่งเครียดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดวงตาคมกริบกวาดมองกลุ่มสتاฟปีสองที่ยืนก้มหน้างุดอยู่ตรงหน้า
"ใครเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกไป" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอ่ยถาม นิ่งสนิทแต่น่ากลัวจนไม่มีใครกล้าหายใจแรง
"คือ... พวกผมไม่ได้ตั้งใจนะพี่คิม" หนึ่งในสตาฟหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "พวกผมแค่เห็นพี่มินเขาเดินมาหาพี่ที่ลานจอดรถเมื่อวานซืน แล้วก็... แล้วก็เห็นพี่ช่วยถือของขึ้นไปส่งบนห้อง... พวกผมแค่เป็นห่วงความรู้สึกของไอ้ปันมัน กลัวน้องมันจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็เลย..."
"ก็เลยทำตัวเป็นศาลเตี้ย ตัดสินและกระจายข่าวสารตามใจชอบงั้นสินะ!" คิมสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเกรี้ยวกราดที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น "พวกนายมีสิทธิ์อะไรมารubรู้เรื่องส่วนตัวของฉัน แล้วมีสิทธิ์อะไรเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องไปเป่าหูเด็กมัน! รู้ไหมว่าตอนนี้ปันเขาคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!"
"พวกผมขอโทษครับพี่คิม..."
คิมยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ อย่างหัวเสีย ความเหนื่อยล้าจากการเคลียร์ปัญหาเรื่องงบประมาณกิจการค่ายอาสาเมื่อวานยังไม่ทันซา ปัญหาหัวใจที่ถูกคนนอกเข้ามาปั่นป่วนก็โหมกระหน่ำเข้ามาซัดใส่เขาจนตั้งตัวไม่ติด ภาพมินที่จงใจเข้ามาประชิดตัวในจังหวะที่เขาถือของพะรุงพะรังเพื่อแกล้งทำเนียนถ่ายรูปมุมอับนั้น ยังคงฉายซ้ำในหัว มินจงใจสร้างภาพลวงตาเพื่อให้คนเข้าใจผิด และเป้าหมายของเธอก็คงหนีไม่พ้นการทำลายความสัมพันธ์ที่เขากับปันกำลังค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาทีละน้อย
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กสتاฟสั่นครืด คิมรีบหยิบขึ้นมาด้วยความหวังว่าจะเป็นชื่อของปัน แต่ทว่า... หน้าจอกลับปรากฏข้อความจากเบอร์แปลก พร้อมรูปถ่ายอีกหนึ่งใบ—รูปที่มินกำลังซบลงบนไหล่ของเขาในรถยนต์ส่วนตัว พร้อมข้อความสั้นๆ ที่อ่านแล้วเลือดในกายแทบเดือดพล่าน
*"ถ้าไม่อยากให้เด็กวิศวะคนนั้นรู้ความลับเรื่องครอบครัวที่พี่คิมปิดบังไว้... ก็มาหาฉันที่เดิมซะ"*
คิมกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาดำมืดสนิทด้วยความโกรธเกรี้ยว มินกำลังเล่นกับไฟ และเธอกำลังล파ดขีดจำกัดความอดทนของเขาจนหมดสิ้น แต่สิ่งที่ทำให้เขาร้อนรนยิ่งกว่าคือคำว่า 'ความลับเรื่องครอบครัว' ปันไม่มีทางรู้เรื่องนั้นเด็ดขาด เรื่องที่พ่อของคิมเคยเป็นคู่กรณีทางธุรกิจกับครอบครัวของปันในอดีต ซึ่งเป็นปมในใจที่คิมไม่เคยกล้าเอ่ยปากบอกใคร เพราะกลัวว่ามันจะกลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง
ทางด้านปัน หลังจากนั่งจมอยู่กับความเงียบงันในห้องสมุดมานานนับชั่วโมง ร่างบางก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนอย่างไร้สุ้มเสียง ดวงตากลมโตที่เคยเปล่งประกายความสดใส บัดนี้กลับแห้งผากและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่น่าใจหาย
"ปัน... แกจะไปไหนน่ะ" น้ำหวานลุกขึ้นตามคว้าแขนเพื่อนไว้ทันที สีหน้าตื่นตระหนก "อย่าบอกนะว่าแกจะ..."
"ฉันจะไปเคลียร์ให้มันจบ น้ำหวาน" ปันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคงจนน่ากลัว "ถ้าพี่คิมไม่ยอมมาอธิบายให้ฉันฟังด้วยตัวเอง ฉันนี่แหละจะเป็นคนเดินไปหาความจริงทั้งหมดด้วยตาของตัวเอง"
ปันหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายไหล่ ก้าวเดินออกจากห้องสมุดโดยไม่หันกลับมามองคำทัดทานใดๆ ของเพื่อนสนิทอีก ความรู้สึกผิดหวัง ความเสียใจ และความอึดอัดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ถูกหลอมรวมกลายเป็นความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความจริง ไม่ว่าความจริงนั้นจะกรีดหัวใจให้แหลกสลายคามือของคนที่เขารักมากแค่ไหนก็ตาม
ท้องฟ้ายามเย็นแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอมเทา ลมหนาวระลอกแรกพัดผ่านร่างบางที่ก้าวเดินไปตามทางเท้าของมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าสู่หอพักในเขตพื้นที่โซน C ซึ่งเป็นจุดที่ปันได้ยินมาว่ามินพักอยู่ที่นั่น ขาทั้งสองข้างก้าวไปข้างหน้าอย่างหนักหน่วง หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่กำลังเร่งจังหวะกระชั้นชิดเข้าไปทุกที
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
ปันสูดลมหายใจเข้าลึก and ยืนหยัดอยู่หน้าประตูห้องพักเลขที่ 408 ของคอนโดมิเนียมชื่อดัง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งท่ามกลางความเงียบงันของทางเดินชั้นสี่ ไม่มีเสียงตอบรับจากคนด้านใน ทว่า... ประตูบานนั้นกลับไม่ได้ลงกลอนสนิท มันแง้มเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นแสงไฟสลัวจากภายในห้อง และเงาร่างของคนสองคนที่กำลังยืนประจันหน้ากันอยู่
ปันผลักประตูบานนั้นให้เปิดกว้างขึ้นด้วยมือที่สั่นเทา ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำเอาลมหายใจของเด็กหนุ่มสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินในเสี้ยววินาที
บนโซฟาตัวยาวกลางห้อง มินกำลังโน้มตัวลงซบอยู่บนอกของคิมที่กำลังนั่งหน้าเครียด มือเรียวของหญิงสาวโอบรอบคอของชายหนุ่มไว้แน่น ราวกับว่าพวกเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เป็นส่วนตัวที่สุด และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... คือเสียงทุ้มต่ำของคิมที่เอמהลอดออกมาจากริมฝีปากในจังหวะที่ปันก้าวเข้ามาพอดี
*"เลิกยุ่งกับฉันสักที... ในเมื่อฉันเลือกปันแล้ว เธอก็ไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องอะไรอีก!"*
คิมพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดโดยไม่ทันสังเกตเห็นเงาร่างของคนที่ยืนแข็งค้างอยู่ตรงหน้าประตูปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ มินช้อนตาขึ้นมองข้ามไหล่ของคิมมาสบตากับปันที่ยืนตัวชาอยู่พอดี มุมปากของหญิงสาวแย้มยิ้มเหยียดหยามออกมาอย่างผู้ชนะ พร้อมกับที่มือเรียวของเธอแกล้งดึงเนคไทของคิมให้เข้ามาใกล้ขึ้นไปอีกในเสี้ยววินาทีที่คิมหันขวับกลับมามองตามสายตาของเธอ...
ดวงตาคมกริบของคิมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับร่างของปันที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตู สีหน้าของคนพี่ซีดเผือดลงทันตาเห็น ขณะที่ปันทำได้เพียงแค่มองภาพนั้นด้วยแววตาที่ว่างเปล่า น้ำตาที่เคยพยายามกลั้นไว้ตลอดทั้งวันเอ่อล้นทะลักขอบตาลงมาอาบแก้มเงียบๆ โดยไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้น...
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ... (ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคอยส่งกำลังใจให้ความรักของพวกเขานะคะ แล้วพบกันตอนต่อไปค่ะ)
องศารักที่พักใจ (Love Gradient)•ตอนที่ 46
วิกฤตความเชื่อใจ
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศารักที่พักใจ (Love Gradient) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!