“ถ้าสมการนี้ยังคำนวณความหนาแน่นของอนุภาคโครโนว์ผิดเพี้ยนไปแม้แต่วินาทีทศนิยมตำแหน่งที่ห้า ร่างกายของเธอจะถูกฉีกกระชากออกเป็นเศษเสี้ยวของคลื่นความน่าจะเป็น ก่อนที่จะทันได้เห็นจุดสิ้นสุดของลูปเวลาเสียด้วยซ้ำ เร็น”
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าเยือกเย็นและจริงจังของ ดร.อีฟ ดังสะท้อนก้องอยู่ภายในห้องปฏิบัติการใต้ดินโคลงเคลงที่มีแสงสีฟ้าจากจอโฮโลแกรมสาดส่องลงบนใบหน้าด้านข้างของเธอ อาจารย์สาวในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตาไม่ได้หันกลับมามอง ขณะที่เรียวคิ้วคู่สวยกำลังขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวของเธอยังคงรัวแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดเสมือนเพื่อป้อนคำสั่งควบคุมเสถียรภาพของเครื่องปฏิกรณ์ควอนตัมขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่เบื้องหลัง
เร็นยืนนิ่งอยู่หน้าแผงควบคุมหลัก ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอแต่นัยน์ตาสีเข้มกลับฉายแววความเคร่งเครียดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสุขุม นิ้วมือทั้งสองข้างของเขากำลังทาบลงบนกระจกอินเตอร์เฟซ ปล่อยให้กระแสข้อมูลมหาศาลไหลผ่านเส้นประสาทเทียมเข้าสู่สมองโดยตรง ทุกตัวเลขและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่วิ่งผ่านจอเรตินาไม่ได้เป็นเพียงแค่ทฤษฎีอีกต่อไป แต่มันคือเส้นแบ่งความเป็นความตายที่เขากำลังจะต้องเผชิญในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้
“ผมตรวจสอบความน่าจะเป็นสามรอบแล้วครับ ดร.อีฟ” เร็นเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น สายตาของเขาจับจ้องไปยังกราฟความผันผวนของเวลาที่กำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบแตะขีดอันตราย “ตัวแปรความหนาแน่นของโครโนว์ถูกหักล้างด้วยค่าคงที่ของความต้านทานแรงโน้มถ่วงควอนตัมแล้ว ความผิดพลาดจะไม่เกินศูนย์จุดศูนย์ศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอนครับ”
เด็กหนุ่มอัจฉริยะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ แม้ลึกๆ แล้วความกลัวต่อการสูญเสียการควบคุมจะกัดกินจิตใจของเขาอยู่บ้าง—ความกลัวที่ว่าหากเขาพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียว เขาอาจจะติดอยู่ในห้วงเวลาอนันต์ที่ไม่มีวันหวนกลับ หรือแย่ยิ่งกว่านั้นคือการลบตัวตนของตัวเองออกจากประวัติศาสตร์ แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่น หากพวกเขาต้องการหยุดยั้งความพินาศที่จะเกิดขึ้นในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า การทดลองกระโดดข้ามเวลาครั้งแรกนี้คือบันไดก้าวแรกที่จำเป็นที่สุด
ดร.อีฟหยุดมือจากการพิมพ์ เธอนิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะหันกลับมาสบตากับเขา แววตาของอาจารย์สาวมีความห่วงใยซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นอย่างแนบเนียน เธอยกมือขึ้นแตะที่ไหล่ซ้ายของเร็นเบาๆ สัมผัสผ่านเนื้อผ้าที่เย็นเฉียบช่วยดึงสติของเขาให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
“จำไว้ เร็น... เวลาไม่ใช่ศัตรู แต่มันคือผืนผ้าใบ การกระโดดครั้งนี้ไม่ใช่การฝืนกฎของธรรมชาติ แต่เป็นการแทรกซึมเข้าไปในรอยต่อของมัน อย่าพยายามต่อสู้กับแรงเหวี่ยงของมิติ จงไหลไปตามมัน” เธอกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย “พร้อมนะ?”
“พร้อมครับ”
เร็นพยักหน้ารับอย่างเด็ดเดี่ยว นิ้วชี้ขวากดลงบนปุ่มสีแดงเพลิงที่กะพริบอยู่บนแผงควบคุม
*บรืนนนนน—!*
เสียงคำรามต่ำลึกราวกับเสียงคำรามของสัตว์ประหลาดดึกดำบรรพ์ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วห้องปฏิบัติการ พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนแก้วกาแฟบนโต๊ะล้มคว่ำ แรงโน้มถ่วงภายในห้องเริ่มแปรปรวน วัตถุชิ้นเล็กๆ หลายชิ้นลอยเคว้งคว้างขึ้นกลางอากาศ ราวกับกฎเกณฑ์ของฟิสิกส์ถูกยกเลิกไปชั่วขณะ
แสงสีฟ้าจ้าจากเครื่องปฏิกรณ์ควอนตัมแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม ก่อนจะระเบิดเป็นคลื่นกระแทกวงแหวนพลังงานที่หมุนวนด้วยความเร็วสูงยิ่งยวด เร็นรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นนับร้อยกำลังกระชากร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆ ความเจ็บปวดแปลบปลาดยังไม่ทันวิ่งผ่านเส้นประสาท โลกทั้งใบก็พลันมืดสนิทลง
ความเงียบงันเข้าปกคลุม...
ไม่มีเสียงเครื่องจักร ไม่มีแรงสั่นสะเทือน มีเพียงความว่างเปล่าสีขาวโพลนที่แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต เร็นรู้สึกเหมือนตนเองกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งข้อมูลที่ไม่มีจุดสิ้นสุด สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มพร่าเลือน ตัวเลขและสมการนับล้านลอยวนเวียนอยู่รอบตัวราวกับดวงดาวในกาแล็กซี
*“ตรวจพบความผิดปกติในเส้นทางควอนตัม...”*
เสียงระบบสังเคราะห์เสียงที่ราบเรียบทว่าก้องกังวานดังขึ้นในหัวของเขาโดยไม่มีที่มา
*“คำเตือน: ตรวจพบตัวแปรภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาตแทรกแซงเข้าสู่ลูปเวลา ความน่าจะเป็นในการกลับคืนสู่จุดเริ่มต้นเปลี่ยนจาก 99.99% เป็น 45.12%...”*
เร็นเบิกตากว้างขึ้นในความมืดมิด แม้จะไร้ซึ่งร่างเนื้อให้ขยับ แต่สัญชาตญาณของนักคณิตศาสตร์บอกเขาว่ามีบางอย่างผิดพลาดอย่างมหันต์ สมการที่เขาคำนวณไว้อย่างสมบูรณ์แบบกลับถูกบิดเบือนด้วยพลังงานปริศนาบางอย่างที่ไม่ได้มาจากฝั่งของพวกเขา
ก่อนที่เขาจะทันได้วิเคราะห์สถานการณ์ ความรู้สึกหนาแน่นและรุนแรงก็กระแทกเข้าที่กลางหน้าอกอย่างจัง เร็นสำลักอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ร่างกายของเขาร่วงหล่นกระแทกกับพื้นผิวที่แข็งกระด้าง กลิ่นอับชื้นของสนิมและฝุ่นละอองตีเข้าจมูกทันที
“แค่กๆ...!”
เร็นไอโขลก ออกแรงยันตัวเองลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล ศีรษะยังคงมึนงงและปวดตุบราวกับจะระเบิด เขากวาดสายตามองไปรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก
นี่ไม่ใช่ห้องปฏิบัติการใต้ดินที่เขาเพิ่งจากมา...
สภาพแวดล้อมรอบตัวคือซากปรักหักพังของอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ที่มีเถาวัลย์เรืองแสงสีเขียวปกคลุมหนาแน่น ผนังด้านหนึ่งพังทลายลงจนเผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามแปลกตาที่มีดวงอาทิตย์สีส้มดวงใหญ่สองดวงลอยเด่นอยู่เคียงคู่กัน และที่สำคัญที่สุด... บนพื้นดินเบื้องหน้าของเขามีรอยเท้าขนาดมหศาลที่ลึกว่าครึ่งเมตร ประทับอยู่บนพื้นดินที่ยังคงมีละอองควอนตัมหลงเหลืออยู่จางๆ
เร็นก้มลงมองข้อมือซ้ายของตนเอง นาฬิกาควอนตัมอินเตอร์เฟซที่ควรจะแสดงเวลาปัจจุบันกลับกะพริบเป็นตัวอักษรสีแดงฉาน พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนระดับสูงสุดที่ทำให้หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
*[ระบบตรวจพบ: คุณได้กระโดดข้ามเวลามายังเส้นเวลาคู่ขนานรหัส ‘Omega-0’ — เวลาเป้าหมายคาดเคลื่อนจากปัจจุบัน 15 ปี]*
*[แจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เนื้อมนุษย์กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้พิกัดของคุณในรัศมี 300 เมตร... ระดับอันตราย: SSS]*
ขณะที่เร็นกำลังจะถอยหลังตั้งหลัก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจก็ดังขึ้นจากซากตึกฝั่งตรงข้าม เงาดำทะมึนขนาดมหึมาเคลื่อนตัวผ่านแสงอาทิตย์คู่ สัตว์ประหลาดหุ้มเกราะโลหะที่มีดวงตาสีแดงฉานนับสิบคู่จ้องมองตรงมายังเขา พร้อมกับเสียงคำรามก้องที่ฉีกกระشากความเงียบให้แหลกเป็นZุย!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติเวลาไปกับเร็นและดร.อีฟในบทนี้นะครับ
อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา•ตอนที่ 4
จุดเริ่มต้นของความน่าจะเป็น
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!