เส้นกราฟความหนาแน่นของอนุภาคในจอโฮโลแกรมตรงหน้าไม่ได้กำลังแกว่งไกวตามธรรมชาติ มันกำลังบิดเบี้ยว หักมุม และกรีดร้อง
"ความน่าจะเป็นที่จะเกิดการสลายตัวของมิติในจุดนี้พุ่งสูงถึงเก้าสิบเก้าจุดแปดเปอร์เซ็นต์แล้วครับ ดร.อีฟ"
ผมเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของผมพยายามควบคุมความสั่นเครือไม่ให้เล็ดลอดออกไป ปลายนิ้วเรียวยาวรัวลงบนแป้นพิมพ์แสงสีฟ้าเพื่อตรึงสมการความหน่วงเวลาไว้ไม่ให้พังทลายลงเสียก่อน ห้องปฏิบัติการใต้ดินของสถาบันวิจัยกาลเวลาสั่นสะเทือนเบาๆ แรงสั่นสะเทือนนี้ไม่ได้มาจากแผ่นดินไหว แต่มาจากความผันผวนของโครงสร้างควอนตัมที่กำลังถูกรบกวนจากภายนอก
ดร.อีฟยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าหน้าต่างกระจกใสที่สะท้อนภาพเมืองหลวงยามค่ำคืน เส้นผมสีเงินยวงของเธอไหวตามแรงลมระบายอากาศเล็กน้อย ดวงตาสีอัมพันคู่สวยทอดมองออกไปไกลโพ้นอย่างไร้ความหวาดหวั่น แม้ว่าในมือของเธอจะกำลังถือชิปบันทึกข้อมูลที่ร้อนฉ่าจากการโอเวอร์โหลดของพลังงานก็ตาม
"เร็น... เธอเห็นตัวเลขเหล่านั้นไหม" เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของเธอเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น ราวกับกำลังสอนหนังสืออยู่ในห้องเรียนมหาวิทยาลัยมากกว่าที่จะยืนอยู่ท่ามกลางหายนะระดับลูปเวลาล่มสลาย "สิ่งที่พวกมันกำลังทำ ไม่ใช่การทำลายล้าง... แต่เป็นการ 'เขียนทับ' ต่างหาก"
"เขียนทับเหรอครับ?" ผมขมวดคิ้วแน่น สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลคำพูดของอาจารย์สาวอย่างรวดเร็ว "หมายความว่า... มีตัวตนภายนอกกำลังพยายามแก้ไขตัวแปรในสมการชีวิตของพวกเราอย่างนั้นหรือครับ?"
"ถูกต้อง" ดร.อีฟหันกลับมา แววตาของเธอสะท้อนแสงไฟสีฟ้าจากระบบคอมพิวเตอร์ "ตลอดห้าลูปเวลาที่ผ่านมา เราคิดว่าเราคือผู้ที่กุมกุญแจแห่งการรีเซ็ต เราคือนักออกแบบ... แต่เราลืมคิดไปว่า ในระบบนิเวศน์ทางควอนตัมขนาดใหญ่ ย่อมมี 'ผู้ตรวจสอบ' ที่คอยจับตาดูความผิดปกติ และเมื่อพวกมันพบว่าเราเข้าใกล้ความจริงเกินไป... 'ระบบภูมิคุ้มกัน' ของจักรวาลก็จะถูกส่งมาจัดการ"
ทันทีที่สิ้นคำพูดของเธอ แสงไฟนีออนสีขาวโพลนทั่วทั้งห้องปฏิบัติการก็ดับวับลง
ความมืดมิดเข้าครอบงำชั่วพริบตา ก่อนที่หลอดไฟฉุกเฉินสีแดงฉานจะสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่ดังระรัวจนแก้วหูแทบแตก เสียงสังเคราะห์จากระบบ AI อัจฉริยะของฐานทัพดังขึ้นด้วยน้ำเสียงขาดๆ หายๆ
*[Warning: Anomalous entity detected. Non-human signature in Sector 4.]*
*[Warning: Reality distortion field expanding. Quantum barrier integrity at 41%... 38%...]*
ผมรีบดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องด้วยความระแวดระวัง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเตือนภัยให้ผมหยิบอุปกรณ์วิเคราะห์คลื่นความถี่ควอนตัมขึ้นมาถือไว้มั่น ในฐานะที่ผมใช้ชีวิตอยู่กับการคำนวณและความน่าจะเป็นมาตลอด ผมเกลียดความไม่แน่นอนที่สุด และตอนนี้ สิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาในห้องนี้ คือตัวแปรที่อยู่นอกเหนือจากสมการทั้งหมดที่ผมเคยรู้จัก
บรรยากาศรอบตัวเริ่มหนาวเหน็บลงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศหยุดนิ่งอยู่กับที่ ราวกับเวลาในรัศมีสามเมตรจากจุดที่ผมยืนอยู่กำลังถูกแช่แข็ง
"ดร.อีฟ ระวังตัวด้วยครับ!" ผมร้องเตือนพร้อมกับก้าวเข้าไปขวางหน้าอาจารย์สาวโดยสัญชาตญาณ แม้ลึกๆ แล้วผมจะรู้ดีว่าพลังของผมอาจเทียบไม่ได้กับภัยคุกคามระดับนี้ แต่ความกลัวการสูญเสียที่ควบคุมไม่ได้ก็ผลักดันให้ผมต้องปกป้องคนสำคัญที่สุดในโลกคู่ขนานนี้ไว้ให้ได้
กลางอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้าเรา อะตอมและโมเลกุลเริ่มรวมตัวกันอย่างบิดเบี้ยว เกิดเป็นรอยแยกสีดำสนิทที่ไม่มีแม้แต่แสงสะท้อน รอยแยกนั้นขยายตัวออกกว้างเรื่อยๆ ราวกับปากของสัตว์ประหลาดที่กำลังฉีกยิ้มเยาะเย้ยความพยายามของมนุษยชาติ
จากรอยแยกมิตินั้น... เงาร่างหนึ่งก้าวออกมา
มันไม่ใช่หุ่นยนต์หรือสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่เรารู้จัก ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมชุดคลุมสีดำสนิทที่กลืนไปกับความมืด แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "ใบหน้า" ของมัน... มันไม่มีดวงตา จมูก หรือปาก มีเพียงหน้ากากโลหะเรียบเนียนที่สลักลวดลายวงจรคณิตศาสตร์ซึ่งกำลังเปล่งแสงสีม่วงเข้มเป็นจังหวะ ราวกับเสียงเต้นของหัวใจที่ทรงพลังและไร้ความปรานี
ผู้แทรกแซงมิติ... ศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านกาลเวลา บัดนี้ได้ปรากฏตัวต่อหน้าเราแล้ว
สิ่งมีชีวิตปริศนาหยุดยืนนิ่งห่างจากพวกเราไม่ถึงห้าเมตร มันไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกาย แต่เสียงกระซิบที่ดังก้องอยู่ในหัวของผมและดร.อีฟพร้อมกัน กลับทำให้สมองแทบระเบิด เป็นเสียงที่ซ้อนทับกันนับร้อยเสียง เต็มไปด้วยความเย็นชาและอำนาจกดดันอันมหาศาล
*["พบความผิดปกติในลำดับอัลกอริทึม... ผู้บุกรุกเวลาทั้งสอง จะต้องถูกลบออกจากสารบบ ณ บัดนี้"]*
สิ้นเสียงกระซิบนั้น อากาศรอบตัวก็ระเบิดออกด้วยแรงดันควอนตัมอันรุนแรง โต๊ะทำงานเหล็กกล้าและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ราคาสูงนับล้านถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดในชั่วพริบตา แรงกระแทกเหวี่ยงร่างของผมกระเด็นไปกระแทกกับผนังห้องอย่างจัง ความเจ็บแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลังจนผมต้องกัดฟันกรอดเพื่อไม่ให้หมดสติไป
"เร็น!" เสียงอุทานของดร.อีฟดังขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามของพายุพลังงาน
ผมพยายามใช้มือยันพื้นเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น สายตาพร่ามัวมองผ่านกลุ่มควันและประกายไฟที่ปะทุขึ้นทั่วห้อง ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของผมแทบหยุดเต้น ผู้แทรกแซงมิติตนนั้นกำลังก้าวเท้าเข้ามาหาดร.อีฟที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว และในมือของมันกำลังก่อตัวเป็นดาบพลังงานควอนตัมสีม่วงเข้มที่พร้อมจะปลิดชีททุกสรรพสิ่ง
ผมคำรามในลำคอด้วยความโกรธและคับแค้น มือขวาคว้าอุปกรณ์วิเคราะห์ควอนตัมที่ตกอยู่ข้างกาย ปลายนิ้วรัวปุ่มคำสั่งฉุกเฉินครั้งสุดท้ายเพื่อส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังเซิร์ฟเวอร์สำรอง
แต่ก่อนที่ผมจะทันได้ทำอะไรต่อ หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าผมก็ดับวับลงพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนระบบที่ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและชัดถ้อยชัดคำยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
*[Alert: System Overload. SSS-Rank Entity 'The Overseer' has initiated the Final Purge. Time remaining until complete timeline erasure: 00:03:59]*
และในวินาทีที่เงาดำทมิฬเงื้อดาบขึ้นเตรียมฟาดฟันลงมา ดร.อีฟก็หันกลับมาสบตาผมด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อยแต่เด็ดเดี่ยว พร้อมกับริมฝีปากที่ขยับพูดคำที่ผมไม่มีวันลืม...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติเวลามากับเร็นและดร.อีฟในบทนี้นะครับ
อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา•ตอนที่ 6
ผู้แทรกแซงมิติ
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!