รหัสลับปรับจูนใจ: เปลี่ยนชีวิตที่แตกสลายให้กลายเป็นความสุขที่ยั่งยืน•ตอนที่ 44

เป้าหมายที่ยั่งยืน

ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
เอกสารรายงานยอดขายประจำไตรมาสหนาปึกถูกปิดลงด้วยเสียงทึบหนักหน่วง กวินมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงเรืองแสงสีฟ้าสว่างวาบในห้องทำงานที่เงียบสงบ ตัวเลขกำไรที่พุ่งทะยานจนน่าตกใจไม่ได้สร้างความรู้สึกอิ่มเอมใจให้เขาแม้แต่น้อย มันกลับให้ความรู้สึกว่างเปล่า ราวกับตัวเลขเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความเวิ้งว้างภายในจิตใจ เขาเคยคิดว่าความสำเร็จสูงสุดในหน้าที่การงานคือเครื่องยืนยันคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนเอง แต่ในค่ำคืนนี้ เมื่อเสียงแจ้งเตือนอีเมลงานเงียบลง กวินกลับพบว่าความเงียบงันรอบตัวช่างน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงติเตียนจากเจ้านายในยามที่เขาทำงานพลาดเสียอีก "คุณกำลังใช้ความสำเร็จภายนอกมาเป็นเกราะกำบังความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับคำถามว่า 'เราคือใคร' เมื่อถอดชุดสูทตัวนี้ออกต่างหากล่ะคะ กวิน" เสียงของอาจารย์รินดังขึ้นในความทรงจำ พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่แฝงไว้ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จิตแพทย์สาวเคยเตือนเขาไว้ตั้งแต่ช่วงที่เขาเผชิญกับภาวะหมดไฟอย่างรุนแรง แต่ดูเหมือนว่าต่อให้เขาจะเรียนรู้เรื่องการปรับสมดุลชีวิตและการทำงานมามากแค่ไหน สัญชาตญาณลึกๆ ของความเป็นคนสมบูรณ์แบบนิยมก็ยังคงผลักดันให้เขากลับมาวนเวียนอยู่ในวังวนเดิมๆ วังวนที่วัดคุณค่าของลมหายใจด้วยผลงานและความก้าวหน้าทางอาชีพ กวินลุกขึ้นเดินไปที่กระจกบานใหญ่ริมหน้าต่าง มองสะท้อนเงาของชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ที่สวมนาฬิกาเรือนหรูราคาแพงระยับ แต่นัยน์ตากลับเหนื่อยล้าและไร้ซึ่งประกายแสงแห่งความสุข เขาตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี... ถ้าพรุ่งนี้บริษัทล้มละลาย หรือเขาลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงนี้ไป ตัวตนที่เหลืออยู่ของเขาคืออะไร? เขาเหลืออะไรให้ภาคภูมิใจนอกเหนือจากชื่อเสียงเรียงนามบนนามบัตรใบนี้บ้าง? ความเงียบในห้องทำงานแทบจะบีบคั้นให้เขาหายใจไม่ออก กวินทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีเข้ม ยกมือขึ้นกุมขมับเมื่อตระหนักว่า ชีวิตที่ผ่านมาเขาใช้เวลาไปกับการ 'วิ่งตาม' เป้าหมายที่สังคมขีดเส้นไว้ให้ โดยไม่เคยหยุดถามเลยว่าเป้าหมายเหล่านั้นสอดคล้องกับจิตวิญญาณที่แท้จริงของเขาหรือไม่ การสร้างความหมายของชีวิตนอกเหนือจากงานไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนอย่างเขา คนที่ถูกหล่อหลอมมาให้เชื่อว่า "ความว่างงานคือความล้มเหลว" และ "การพักผ่อนคือบาป" เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งเบาๆ ก่อนที่บานประตูจะเปิดออก เผยให้เห็นร่างเพรียวของอาจารย์รินที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารเล่มบางในมือ หล่อนไม่ได้นัดหมายเขาในยามวิกาลเช่นนี้ แต่แววตาที่มองมากลับบอกให้รู้ว่า หล่อนล่วงรู้ถึงความปั่นป่วนภายในจิตใจของเขาผ่านกระแสพลังงานบางอย่าง "ดึกป่านนี้แล้ว ทำไมยังไม่ยอมกลับบ้านอีกคะ หรือว่ารายงานยอดขายมันยังดึงดูดใจคุณไม่พอ จนต้องนั่งเฝ้ามันตอนตีหนึ่ง?" อาจารย์รินเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความหยิกแกมหยอกเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศที่ตึงเครียด กวินเงยหน้าขึ้นมองแขกยามวิกาล ถอนหายใจยาวเหยียดราวกับต้องการขับไล่อากาศหนักอึ้งออกจากปอด "ผมไม่ได้กำลังทำงานหรอกครับ... เอ่อ ผมหมายถึง ผมไม่ได้กำลังทำงานอยู่จริงๆ สักหน่อย" เขารีบเปลี่ยนสรรพนามทันทีที่นึกขึ้นได้ว่าอาจารย์รินไม่ชอบให้เขาใช้คำพูดแบบเป็นทางการเกินเหตุ อาจารย์รินอมยิ้มบางๆ วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "นั่นสินะคะ การนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เฉยๆ โดยสมองยังวนเวียนอยู่กับเรื่องงาน มันก็คือการทำงานลี้ลับรูปแบบหนึ่ง... คุณกำลังหนีอะไรอยู่หรือเปล่าคะ กวิน?" "ผมไม่ได้หนีครับ" กวินปฏิเสธทันควันตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นรอยยิ้มรู้ทันบนใบหน้าของจิตแพทย์สาว เขาจึงเปลี่ยนเป็นยอมรับความจริงด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง "โอเค... ผมกำลังหนีความรู้สึกว่างเปล่า อาจารย์ก็รู้ว่าผมพยายามปรับตัวตามบทเรียนเรื่องการสร้างสมดุลชีวิตมาตลอด แต่พอไม่มีเป้าหมายเรื่องงานให้พุ่งชน ผมกลับรู้สึกเหมือนคนหลงทางในทะเลทราย ไม่รู้ว่าควรจะเดินไปทางไหน หรือแม้แต่ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่" อาจารย์รินพยักหน้ารับช้าๆ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจแต่ก็หนักแน่นพอที่จะเป็นหลัก "นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดามากค่ะ กวิน เมื่อเราถูกโปรแกรมให้ใช้ 'งาน' เป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งเพื่อสร้างคุณค่าในตัวเองมาตลอดชีวิต การถอดถอนตัวเองออกจากวงจรอุบาทว์นี้ย่อมก่อให้เกิดอาการลงแดงทางจิตวิญญาณเป็นธรรมดา งานให้ความรู้สึกปลอดภัยเพราะมันมีกฎเกณฑ์ มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน มีเจ้านายคอยให้คำชม หรือมีเงินเดือนเป็นรางวัลตอบแทน แต่ชีวิตนอกเหนือจากงาน... มันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีเกรดเฉลี่ย และไม่มีใครมาบอกคุณหรอกว่าคุณสอบผ่านหรือไม่" "แล้วผมต้องทำอย่างไรล่ะครับ?" กวินเอ่ยถามด้วยความเวทนาตนเอง น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "ถ้าผมทิ้งงานไป ผมก็กลายเป็นแค่คนไร้ค่าคนหนึ่งในสังคม" "ใครเป็นคนบอกคุณเหรอคะว่าคุณไร้ค่าถ้าไม่มีงาน?" อาจารย์รินย้อนถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคม "สังคมเหรอ? หรือตัวเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหัวของคุณเองที่บอกแบบนั้น? กวินคะ มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นฟันเฟืองราคาแพงในระบบทุนนิยมเพื่อรอวันสึกหรอแล้วถูกโยนทิ้งถังขยะ เป้าหมายที่ยั่งยืนของชีวิตจริงๆ มันไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือตำแหน่งบริหารระดับสูง แต่มันวัดกันที่ว่า เมื่อคุณหลับตาลงในคืนสุดท้ายของชีวิต คุณได้ทิ้งความงดงามอะไรไว้ในหัวใจของเพื่อนมนุษย์ และคุณได้ใช้เวลาบนโลกนี้เพื่อค้นพบความสุขที่แท้จริงจากภายในบ้างหรือยัง" คำพูดของอาจารย์รินราวกับค้อนทุบลงกลางใจ กวินนิ่งงึมไป ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เขาเคยปฏิเสธคำชวนของเพื่อนฝูง ปฏิเสธการไปเยี่ยมคุณแม่ที่ต่างจังหวัด เพียงเพราะต้องนั่งปั่นรายงานส่งผู้บริหาร ผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ มันคือความสำเร็จที่แลกมาด้วยความโดดเดี่ยวและความแห้งแล้งทางจิตใจอย่างแท้จริง "การสร้างความหมายนอกเหนือจากงาน..." กวินพึมพำกับตัวเอง ทบทวนคำพูดนั้นช้าๆ "มันคืออะไรกันแน่ครับ?" "มันคือการกลับไปเชื่อมต่อกับตัวตนที่แท้จริงของคุณในมิติอื่นๆ ที่ถูกละเลยไปค่ะ" อาจารย์รินโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แววตาเป็นประกายจริงจัง "มิติของการเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน มิติของการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมายกับผู้คนรอบตัว มิติของการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่มีใบปริญญาหรือเงินเดือนมารองรับ และที่สำคัญที่สุดคือ มิติของการมีความสุขกับปัจจุบันขณะโดยไม่ต้องรอให้งานเสร็จก่อน" จิตแพทย์สาวเปิดแฟ้มเอกสารในมือออก เผยให้เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือยุ่งเหยิงของกวินเอง เป็นรายการ "สิ่งที่อยากทำก่อนตาย" ที่เขาเคยเขียนส่งให้เธอดูในสัปดาห์แรกๆ ของการบำบัด แต่ถูกขีดฆ่าทิ้งเกือบหมดด้วยเหตุผลว่า "เสียเวลาทำงาน" "จำแผ่นนี้ได้ไหมคะ?" อาจารย์รินถามพร้อมกับเลื่อนกระดาษแผ่นนั้นมาตรงหน้าเขา "ในนี้มีทั้งการเรียนวาดภาพสีน้ำ การเดินทางไปปลูกป่าชายเลน การใช้เวลากับครอบครัวอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งวัน หรือแม้แต่การนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็คอีเมล... สิ่งเหล่านี้แหละค่ะกวิน คือโครงสร้างของเป้าหมายที่ยั่งยืน ที่จะค้ำจุนจิตใจของคุณให้มั่นคง แม้ว่าโลกการทำงานภายนอกจะพังทลายลงก็ตาม" กวินมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโหยหา ละอายใจ และหวาดกลัว ความกลัวที่ลึกที่สุดของเขาไม่ใช่ความล้มเหลวในหน้าที่การงานอีกต่อไป แต่เป็นความกลัวที่จะเริ่มต้นใช้ชีวิตจริงๆ เสียที... ชีวิตที่เขาเป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกควบคุมโดยตารางนัดหมายและเป้าหมายของบริษัท เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยบางอย่างเพื่อแสดงความมุ่งมั่นที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวบนโต๊ะทำงานกลับแผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าที่ไม่คาดคิด... เลขานุการส่วนตัวของประธานกรรมการบริหาร โทรมาตอนตีหนึ่งครึ่ง? มันหมายความว่าต้องมีวิกฤตครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่บริษัทอย่างแน่นอน กวินชะงัก สายตาเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์สลับกับใบสงบนิ่งของอาจารย์ริน หัวใจเต้นรัวด้วยความคุ้นชินเก่าๆ สัญชาตญาณนักบริหารสั่งให้เขารีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสายทันที เพื่อกระโจนกลับไปแก้ปัญหาและปกป้องความสำเร็จจอมปลอมนั้นอีกครั้ง แต่มือของเขากลับค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ เมื่ออาจารย์รินเอื้อมมือมาวางทับลงบนหลังมือของเขาเบาๆ สัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงส่งผ่านความรู้สึกสงบเข้าสู่กระแสเลือด "ลองเลือกดูนะคะ กวิน..." อาจารย์รินกระซิบเบาๆ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ว่าคุณจะปล่อยให้โทรศัพท์เครื่องนั้นกำหนดชะตากรรมชีวิตของคุณไปตลอดกาล... หรือคุณจะวางมันลง แล้วก้าวออกไปค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิต ที่รอคอยคุณอยู่นอกห้องทำงานห้องนี้" กวินมองหน้าจอที่ยังคงสั่นสะเทือนและส่งเสียงร้องเรียกอย่างเร่งเร้า สติสัมปชัญญะในหัวตีกันยุ่งเหยิง ระหว่างความคุ้นชินอันปลอดภัยในฐานะคนทำงานสมบูรณ์แบบ กับความกล้าหาญที่จะก้าวข้ามผ่านขอบAเหวไปสู่ชีวิตใหม่ที่ยั่งยืน เขาค่อยๆ หลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดในชีวิต ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือออกไป... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบทเรียนอันลึกซึ้งนี้ไปกับกวินนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับปรับจูนใจ: เปลี่ยนชีวิตที่แตกสลายให้กลายเป็นความสุขที่ยั่งยืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%