"อย่ามองมันตรงๆ แพรวา หลับตาลงเสีย"
น้ำเสียงของผมเรียบสนิท ทว่าเด็ดขาดในทุกคำที่เปล่งออกมา มือซ้ายของผมกระชับยันต์อักขระโบราณไว้แน่นจนปลายนิ้วเริ่มซีดขาว ในขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องโถงที่เต็มไปด้วยเงามืดอันบิดเบี้ยว ร่างของบุคคลปริศนาที่ปรากฏตัวออกมาจากค่ายกลเมื่อครู่ ไม่ได้มีตัวตนเป็นเนื้อหนังที่จับต้องได้ แต่มันกลับขยับเคลื่อนไหวเหมือนคราบหมึกที่ละลายอยู่ในน้ำ
"รินทร์... หน้าของเขา... ทำไมมันถึงไม่มีอะไรเลย" เสียงของแพรวาสั่นพร่า เธอทรุดตัวลงพิงผนัง กลิ่นอายเย็นเยียบเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในกระดูกสันหลัง
ผมไม่ตอบ แต่เลือกที่จะก้าวไปยืนขวางหน้าเธอไว้ เงาร่างนั้นไม่มีใบหน้า ผิวหนังของมันเรียบเนียนราวกับใบหน้าที่ถูกลบเลือนด้วยอำนาจอาคมชั้นสูง มันไม่มีตา ไม่มีจมูก ไม่มีปาก มีเพียงความว่างเปล่าที่แผ่แรงกดดันจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว
"เจ้าเป็นใคร" ผมถาม พร้อมกับใช้นิ้วชี้กรีดอากาศเป็นเส้นอาคม "ผู้ที่ใช้เดรัจฉานวิชาบังตาเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่คนที่มีเกียรติพอจะเผชิญหน้ากันตรงๆ"
เงาร่างนั้นขยับไหว เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงกระดูกเสียดสีกันดังขึ้นมาจากทุกทิศทาง มันไม่ได้ออกมาจากปาก แต่ดังขึ้นในมโนภาพของผมโดยตรง
'รินทร์... เจ้ายังคงยึดติดกับหลักการอันไร้ค่าของอาจารย์ผู้ล่วงลับงั้นรึ?'
คิ้วผมขมวดเข้าหากันแน่น ความโกรธแค้นที่พยายามสะกดไว้เริ่มเดือดพล่านขึ้นมาเหมือนลาวาใต้ภูเขาไฟ ใครก็ตามที่บังอาจเอ่ยนามอาจารย์ด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางได้รับความปรานีจากอาคมขาวของผม
"ถ้าเจ้าคิดว่าคำพูดพวกนี้จะปั่นหัวข้าได้ เจ้าคงประเมินข้าต่ำไป" ผมกล่าว ก่อนจะสะบัดมือขวา ยันต์สีทองสว่างวาบพุ่งเข้าใส่เงาร่างนั้นทันที
ฉับพลัน! เงาร่างไร้หน้าก็สลายกลายเป็นละอองสีดำสนิทก่อนที่ยันต์จะสัมผัสตัว มันหลบเลี่ยงการจู่โจมด้วยวิถีที่ไม่มีรูปร่าง ก่อนจะรวมตัวขึ้นใหม่ที่ด้านหลังของแพรวาอย่างรวดเร็วราวกับวาร์ปผ่านมิติ
"แพรวา!" ผมตวาดลั่น พร้อมกับพุ่งตัวไปคว้าข้อมือเธอให้หลบพ้นรัศมีการโจมตี แต่ทว่า... ความเย็นยะเยือกที่พุ่งผ่านไหล่ผมไปกลับทำให้เลือดในกายเกือบหยุดไหล
มันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่มันคือการ "กัดกินวิญญาณ"
ผมสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แสบสันในจิตวิญญาณของตัวเอง ร่างกายของผมเซถลาไปข้างหน้าเล็กน้อย แพรวาหวีดร้องแผ่วเบา ร่างของเธอดูซีดเผือดลงทันตาเห็น รัศมีสีดำบางอย่างเริ่มเกาะกินรอบตัวเธอราวกับปลิงดูดเลือด
"อยู่นิ่งๆ นะครับ" ผมกัดฟันแน่น รวบรวมพลังสมาธิทั้งหมดลงที่ปลายนิ้ว ก่อนจะกดลงบนหน้าผากของแพรวาเพื่อผนึกปราณไม่ให้ถูกดึงออกไปมากกว่านี้
"มันต้องการตัวข้า รินทร์... มันไม่ได้ต้องการแค่ทำร้าย แต่มันกำลังดึงเอาความทรงจำของข้าไป!" แพรวาตะโกนเสียงหลง ตาของเธอมองไปยังความว่างเปล่าที่เงาร่างนั้นยืนอยู่
ผมหันไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไร้ใบหน้าอีกครั้ง คราวนี้ผมตัดสินใจถอดสร้อยประคำอาคมที่สืบทอดมาจากอาจารย์ออก มันไม่ใช่แค่เครื่องราง แต่มันคือร่องรอยของอาคมที่ยังหลงเหลือจิตวิญญาณของอาจารย์อยู่
"หากเจ้าอยากได้ความทรงจำนัก... ข้าจะให้เจ้าได้เห็นในสิ่งที่เจ้าไม่ควรเห็น"
ผมเริ่มสวดบทอาคมโบราณที่แทบจะสาบสูญ เสียงของผมดังก้องอยู่ในห้องที่เงียบงัน ความมืดที่เงาร่างนั้นสร้างขึ้นเริ่มถูกตีกลับด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ออกมาจากประคำในมือผม
ทันใดนั้น เงาร่างนั้นก็หยุดนิ่ง มันเริ่มเปลี่ยนรูปทรง กลายเป็นเงาของคนคนหนึ่งที่ผมคุ้นเคยที่สุด... คนที่ตายไปแล้วต่อหน้าต่อตาผม
"อาจารย์?" ผมพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา
ภาพตรงหน้าไม่ใช่ศัตรูไร้หน้าอีกต่อไป แต่มันคือชายวัยกลางคนในชุดหมอผีที่ดูสง่างาม ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยความเมตตาบัดนี้กลับเป็นเพียงหลุมดำที่ว่างเปล่า ร่างนั้นยิ้มให้ผม... รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนน่าสยดสยอง
"เจ้าเติบโตขึ้นมาก รินทร์ แต่เจ้าก็ยังอ่อนหัดเหมือนเดิม" เสียงของอาจารย์ดังขึ้น แต่มันกลับเป็นเสียงเดียวกันกับจอมขมังเวทเงาที่ผมตามล่ามาตลอด
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง นี่คือกับดักทางจิตที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา มันใช้ภาพลักษณ์ของคนที่ผมรักและเคารพที่สุดมาเป็นอาวุธ เพื่อทำลายสมาธิและเปิดช่องว่างให้ผมพ่ายแพ้
"นั่นไม่ใช่เขา" ผมบอกตัวเองซ้ำๆ แม้หัวใจจะบีบคั้นจนแทบขาดใจ
ผมตวัดประคำในมือเข้าปะทะกับเงาร่างนั้นอีกครั้ง การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่การฟาดฟันด้วยอาวุธ แต่คือการปะทะกันของเจตจำนง ผมต้องเอาชนะภาพหลอนนี้ด้วยความจริง... ความจริงที่ว่าอาจารย์ของผมได้จากไปอย่างสงบแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ถูกอัญเชิญมาด้วยวิชาเดรัจฉานเช่นนี้
จังหวะที่ประคำปะทะเข้ากับร่างของศัตรู แรงปะทะสะท้อนกลับมาจนกระดูกแขนผมร้าว ผมกระอักเลือดออกมาคำโต ทว่าในวินาทีที่เงาร่างนั้นสั่นไหว แสงจากอาคมของผมก็เจาะทะลุเข้าไปในส่วนลึกของเงามืดนั้น
สิ่งที่อยู่ข้างหลังเงาร่าง... สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากที่ว่างเปล่า... คือกระจกเงาบานหนึ่ง
ผมเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสะท้อนในกระจก ไม่ใช่ใบหน้าของศัตรู แต่เป็นใบหน้าของ "ผมเอง" ที่กำลังถือมีดอาคมจ่อที่คอของแพรวาในสภาพที่ไร้สติ
ในขณะที่ผมกำลังตกตะลึงกับภาพในกระจก เงาร่างนั้นก็หัวเราะก้องก่อนจะพุ่งเข้าแทรกตัวลงในร่างของผมโดยตรง! ความเย็นจัดพุ่งเข้าสู่หัวใจ ผมรู้สึกเหมือนสติของตัวเองกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างกายของผมเริ่มขยับเองโดยไม่อยู่ในคำสั่ง
มือขวาของผมยกมีดอาคมขึ้นช้าๆ แล้วค่อยๆ จ่อเข้าที่ลำคอของแพรวาที่กำลังสลบไสลอยู่เบื้องหน้า
"รินทร์... หยุดเดี๋ยวนี้!" แพรวาที่เพิ่งได้สติกรีดร้องขึ้นมา
แต่มือของผมกลับไม่ฟังคำสั่ง มันกดปลายมีดลงไปจนเลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นหินทีละหยด... ท่ามกลางความตกตะลึงนั้นเอง เสียงกระซิบที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนก็ดังขึ้นที่ข้างหูของผม
'เจ้าไม่มีวันชนะตนเองได้หรอก... เพราะข้าคือเงาที่อยู่ในตัวเจ้ามาตั้งแต่ต้น'
ผมมองเห็นเงาของตัวเองบนพื้นขยายใหญ่ขึ้นและเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแยกออกมาจากร่างของผมโดยทิ้งร่างที่ไร้วิญญาณของผมไว้ให้ทรุดลงกองกับพื้น ในขณะที่เงาร่างนั้นหันไปมองแพรวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกระหายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ความสิ้นหวังกำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความลับที่เพิ่งถูกเปิดเผย... ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางสำรวจความมืดมิดไปกับผมนะครับ อรุณมนตราขาว
อาคมสยบเงา: รอยอาถรรพ์วิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 51
ศัตรูที่ไร้หน้า
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมสยบเงา: รอยอาถรรพ์วิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!