เสียงปิดประตูกระจกนิรภัยดังขึ้นเบาหวิว ทว่ามันกลับหนักอึ้งดั่งเสียงก요งเพชฌฆาตที่ตีประกาศความสิ้นหวังในโสตประสาทของพฤกษ์ อัครเดโช
ไอความเย็นจากเครื่องปรับอากาศราคาแพงระยับในห้องชุดเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุง ไม่ได้ทำให้ร่างสูงใหญ่รู้สึกหนาวเหน็บเท่ากับแผ่นหลังบางอรชรของรินรดา ที่กำลังก้าวเดินห่างออกไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเขากลับมาเลยสักนิด
"ริน..."
เสียงเรียกที่เคยทรงอำนาจและสั่งการใครต่อใครได้ดั่งใจในโลกธุรกิจ บัดนี้กลับแหบพร่า สั่นเครือ และร่วงหล่นลงแทบเท้าของผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสให้กลายเป็นแค่อากาศธาตุในบ้านหลังใหญ่
รินรดายังคงก้าวเดินต่อไป รองเท้าส้นสูงคู่หรูส่งเสียงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะเนิบนาบแต่มั่นคง มือเรียวบางภายใต้เสื้อสูทตัดเข้ารูปสีขาวสะอาดตาเอื้อมไปจับที่ปุ่มกดลิฟต์ เธอไม่ได้หยุด ไม่ได้ลังเล และที่สำคัญที่สุด... เธอไม่ได้มอบ "โอกาส" ให้เขาได้แก้ตัวแม้แต่ครึ่งคำ
พฤกษ์พุ่งตัวเข้าไปหมายจะคว้าข้อมือนั้นไว้ ร่างกายของเขาตื่นตัวด้วยความตระหนกและหวาดกลัวอย่างที่สุด ความเย่อหยิ่งและอีโก้ที่เคยค้ำคอมาตลอดชีวิตพังทลายลงไม่เป็นท่า เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจะสูญเสียสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตไปอย่างถาวร
"ริน ได้โปรด... ฟังผมก่อน แค่สองนาทีก็ยังดี"
ฝ่ามือหนาเอื้อมไปแตะลงบนลาดไหล่บาง ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับเนื้อผ้า รินรดากลับสะบัดตัวหลบราวกับรังเกียจสัมผัสจากเขา ดุจดั่งโดนของร้อนลวก
เธียหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววอ่อนแสงและมีแต่ความเจ็บปวดร้าวรานเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้กลับว่างเปล่า เยียบเย็น และสะท้อนภาพความสมเพชเวทนาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"ปล่อยค่ะคุณพฤกษ์" น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึกยิ่งกว่าใบมีด "เราไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้ว สิ่งที่คุณควรทำตอนนี้ ไม่ใช่การมาวิ่งไล่ตามฉัน... แต่เป็นการกลับไปจัดการชีวิตของคุณเองให้เรียบร้อยต่างหากค่ะ"
"แต่เรื่องที่เราค้างคาใจกันมันยังไม่จบ!" พฤกษ์สวนกลับ น้ำเสียงเริ่มเจือไปด้วยความร้อนรนและแรงอารมณ์ที่อัดอั้น "เรื่องในอดีต... เรื่องที่เราผิดพลาดต่อกัน ผมสำนึกแล้ว รินก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าผมพยายามทำทุกอย่างเพื่อไถ่บาป เพื่อให้เรา..."
"ไถ่บาปงั้นเหรอคะ?" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันใดๆ มีเพียงความหยันเหยียดที่ทำให้หัวใจของคนฟังเจ็บแปลบจนแทบทานทน "คุณคิดว่าบาปที่คุณก่อไว้ตลอดสามปีในฐานะสามีใจร้าย มันลบล้างได้ด้วยการแสดงความน่าสงสารตอนนี้งั้นเหรอคะคุณพฤกษ์? สายไปแล้วค่ะ... ทุกอย่างมันสายเกินไปตั้งแต่วันที่คุณเลือกจะเหยียบย่ำความรู้สึกของฉันลงกับพื้นแล้ว"
คำพูดนั้นแทงเข้าที่กลางใจพฤกษ์อย่างจัง ภาพความทรงจำสีเทาหม่นในคฤหาสน์หินอ่อนหลังใหญ่ผุดขึ้นมาหลอกหลอน ภาพที่เธอนั่งรอเขาอยู่บนโต๊ะอาหารที่เย็นชืด ภาพน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่เขาเมินเฉย ภาพความโดดเดี่ยวที่เขาเป็นคนมอบให้เธอด้วยมือของตัวเอง...
เขาเคยคิดว่าเธอก็เป็นแค่ผู้หญิงอ่อนแอที่วิ่งตามความรักจอมปลอม วันนี้เขาถึงได้ตระหนักว่า รินรดาในเวอร์ชันที่ไร้ซึ่งความรักและความคาดหวังในตัวเขานั้น น่ากลัวและทรงพลังมากเพียงใด เธอยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง สวยสง่า เฉียบคม และพร้อมจะเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
"ริน... โกรธผม เกลียดผมได้เลย แต่อย่าทำเหมือนผมไม่มีตัวตนแบบนี้" พฤกษ์ก้าวเข้าไปประชิด ร่างสูงโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อลดช่องว่าง สายตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความเว้าวอนที่คนระดับเขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็น "ที่คุณทำแบบนี้... เพราะธันวาใช่ไหม? เพราะผู้ชายคนนั้นใช่ไหม ที่เข้ามา..."
*เพี๊ยะ!*
เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับแก้มสากดังสนั่นก้องโถงทางเดิน ความชาแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในอก
รินรดาลดมือลง ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความโกรธกริ้ว หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่หอบกระชั้น
"อย่าเอาคนอื่นมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนความไร้น้ำยาของคุณเลยค่ะ!" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโมโหที่ถูกดูถูก "ธันวาเขาให้เกียรติฉัน ในขณะที่คุณ... แม้กระทั่งตอนที่เรายังอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน คุณยังไม่เคยให้เกียรติฉันเลยด้วยซ้ำ! อย่าเอาความระแวงและนิสัยเห็นแก่ตัวของคุณมาตัดสินใคร หยุดพฤติกรรมน่าสมเพชแบบนี้เถอะค่ะ มันทำให้ฉันยิ่งรู้สึกขยะแขยงคุณมากกว่าเดิมเสียอีก"
คำว่า 'ขยะแขยง' ดุจดั่งค้อนเหล็กอันใหญ่ที่ทุบลงกลางศีรษะของพฤกษ์จนมึนงงไปหมด ร่างของเขาเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ปลายนิ้วสั่นเทาเผลอยกขึ้นแตะแก้มข้างที่ขึ้นรอยแดงฝ่ามือของเธอ
ในจังหวะเวลานั้นเอง เสียงสัญญาณเตือนของลิฟต์ก็ดังขึ้น *ติ๊ง*
ประตูกระจกใสเปิดออกอย่างไร้ความปรานี รินรดากวาดสายตามองเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่ไร้เยื่อใยสิ้นเชิง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปยืนด้านใน และกดปิดประตูโดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย
ประตูลิฟต์เลื่อนปิดเข้าหากันอย่างเชื่องช้า ภาพของหญิงสาวผู้เป็นอดีตภรรยาค่อยๆ ถูกบดบังด้วยบานกระจกเงา จนกระทั่งเหลือเพียงความว่างเปล่า
"ริน!"
พฤกษ์พุ่งเข้าไปกระแทกฝ่ามือลงกับบานประตูกระจกอย่างลืมตัว ความคับแค้นใจ ความอัดอั้นตันใจ และความรักที่อัดแน่นจนล้นอกระเบิดออกมาเป็นหยาดน้ำใสๆ ที่คลอหน่วยอยู่ริมขอบตา ผู้ชายที่แข็งกระด้างมาทั้งชีวิตอย่างเขา กำลังร้องไห้ให้กับผู้หญิงที่เขาเคยทิ้งขว้างอย่างไม่ใยดี
เขาทรุดตัวลงพิงกับผนังห้องอย่างไร้เรียวแรง ลมหายใจติดขัดราวกับคนขาดอากาศหายใจ ความเงียบงันรอบตัวบีบคั้นหัวใจจนแทบแหลกสลาย เขาอยากย้อนเวลากลับไป... อยากกลับไปแก้ไขทุกอย่าง อยากกอดร่างบางนั้นไว้แล้วบอกว่ารักเธอให้มากพอ แต่สัจธรรมของโลกใบนี้คือ "นาฬิกาทรายที่ไหลผ่านไปแล้ว ไม่มีวันไหลย้อนกลับ"
ทว่า ในขณะที่พฤกษ์กำลังจมดิ่งอยู่กับความมืดมนและหยาดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยที่เอ่ยทักขึ้น
"คุณพฤกษ์ครับ... ดูท่าทางคุณจะไม่ค่อยสู้ดีนักนะครับวันนี้"
พฤกษ์สะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับกลับไปมองตามต้นเสียงด้วยแววตาแดงก่ำ ดร.ธน ญาติสนิทและหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น สีหน้าของอีกฝ่ายเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปากเล็กน้อย
และสิ่งที่ทำให้หัวใจของพฤกษ์หยุดเต้นไปชั่วขณะ... ไม่ใช่การปรากฏตัวของธน แต่เป็นเอกสารซองสีน้ำตาลในมือของอีกฝ่าย ที่มีตราประทับชื่อโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง พร้อมกับชื่อของ "รินรดา พิริยพงศ์" ตัวโตเด่นชัดอยู่บนหน้าซอง!
ธนหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาจากซองอย่างช้าๆ ราวกับจงใจจะทรมานคนมองให้ขาดใจตายทีละน้อย สายตาคมกริบมองตรงมาที่พฤกษ์ด้วยแววตาสมเพชระคนท้าทาย
"ผมว่าคุณควรหยุดตามรินรดาได้แล้วล่ะครับ..." ธนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าแต่ละคำที่หลุดออกมากลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วแผ่นดิน "เพราะอีกไม่นาน... ผู้หญิงที่คุณกำลังพยายามวิ่งไล่ตามคนนี้ จะไม่ได้มีแค่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว และที่สำคัญที่สุด... เด็กในท้องของเธอกำลังจะมีพ่อคนใหม่ ที่ไม่ใช่คุณ"
สติของพฤกษ์ขาดผึ้งลงทันที โลกทั้งใบหมุนเคว้งคว้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อสมองประมวลผลคำว่า "เด็กในท้อง" และ "พ่อคนใหม่" เข้าด้วยกัน
ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังซองเอกสารในมือของธน หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความหึงหวงและความบ้าคลั่งพุ่งพล่านขึ้นสู่ขีดสุดจนแทบควบคุมสติไม่อยู่
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
นาฬิกาทรายที่ไร้ทราย : รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน•ตอนที่ 23
คำสารภาพที่ไม่มีใครฟัง
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นาฬิกาทรายที่ไร้ทราย : รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!