เปรี้ยง!
อสุนีย์บาบาทคำรามกึกก้องผืนป่าทมิฬ สายฟ้าฟาดผ่าลงกลางเรือนยอดสนหักโค่นเป็นจุล เม็ดฝนกระหน่ำเทซัดลงมาราวกับฟ้าเบื้องบนกำลังรั่วไหลระบายความแค้นเคืองต่อมวลมนุษย์
ทว่า ภายในโรงเตี๊ยม "เมามายไร้ห่วง" กลับไร้ซึ่งความสงบสุขดังเช่นสถานะของมัน
กลิ่นอายสังหารพวยพุ่งคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอับชื้นของคราบเลือดและดินโคลน ปลายกระบี่นับสิบเล่มเปล่งประกายแสงสีเงินยวดยิ่งยวด สะท้อนภาพร่างระหงของสตรีชุดขาวนางหนึ่ง นางกำลังคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความเหนื่อยอ่อน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนคราบโลหิตสีชาดจนน่าเวทนา ทว่าแผ่นหลังของนางยังคงเหยียดตรงหยิ่งทะนงดั่งสนทนงท่ามกลางพายุหิมะ
"มู่หรงเสวี่ย... ศิษย์เอกแห่งสำนักเมฆาพิสุทธิ์ ถึงคราวเคราะห์ของเจ้าแล้ว วันนี้ต่อให้มีปีกบินหนี พวกข้า ‘สมาคมโลหิตทมิฬ’ ก็จะควักหัวใจน้ำแข็งของเจ้าไปบูชาท่านประมุขให้จงได้!"
เสียงหัวร่อเยือกเย็นดังมาจากเงื้อมเงาความมืดของมุมเสา บุรุษชุดดำเจ็ดคนสวมหน้ากากอสูรรายล้อมร่างบอบบางนั้นไว้ รัศมีพลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่แปดแผ่ขยายกดดันจนพื้นไม้ภายในโรงเตี๊ยมแตกละเอียดเป็นผุยผง
มู่หรงเสวี่ยกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด เม็ดเหงื่อผสมหยดน้ำฝนไหลย้อยลงตามกรอบหน้าคมคายดั่งภาพสลัก กระบี่เยือกแข็งในมือสั่นระริก ปราณกระบี่ที่เคยรuดเร็วดั่งสายน้ำหมื่นปีบัดนี้แห้งเหือดเนื่องจากนางฝืนใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามทะลวงฝ่าวงล้อมมาไกลนับร้อยลี้
*แย่จริง... เรี่ยวแรงข้าหมดลงแล้วหรือนี่?*
นางรำพันในใจ ดวงตาสองข้างพร่ามัว ความเย็นชาที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตระหนักรู้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
"ตายเสียเถอะ!"
ผู้นำกลุ่มชุดดำตวัดกระบี่พุ่งเข้าใส่อย่างไร้ความปรานี ประกายคมดาบพุ่งแหวกอากาศมุ่งตรงเข้าสู่จุดตายกลางหน้าอกของมู่หรงเสวี่ย รวดเร็วจนแม้แต่การกะพริบตาก็ยังช้าเกินไป
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ทว่า... ไม่มีเลือดสาดกระเซ็นอย่างที่ควรจะเป็น
ผู้นำกลุ่มชุดดำชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลนออกมา ปลายกระบี่ของมันถูกหยุดไว้ด้วยสิ่งแปลกประหลาด—ตะเกียบไม้ไผ่คู่หนึ่ง!
ถูกต้องแล้ว ตะเกียบไม้ไผ่ธรรมดาที่ขึ้นราเล็กน้อยคู่หนึ่ง!
"รบกวนเวลาดื่มสุราของผู้อื่น ย่อมเป็นบาปกรรมที่หนักหนานักนะ... พวกเจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ?"
น้ำเสียงยานคาง เจือความสำมะเลเทเมาและเกียจคร้านดังขึ้นจากโต๊ะมุมอับที่มืดที่สุดของโรงเตี๊ยม ที่ซึ่งถังสุรานับสิบใบวางกองสุมกันราวกับภูเขาขนาดย่อม
ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายและกลิ่นคาวเลือด บุรุษในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าคนหนึ่งกำลังนอนเอกเขนกพิงถังสุรา ใบหน้าคมคายหล่อเหลาแต่มีหนวดเคราครึ้มรกชัฏ มือข้างหนึ่งถือไหเหล้ากระดกเข้าปากอย่างไม่แยแสต่อสถานการณ์เบื้องหน้า ดวงตาหรี่แคบข้างหนึ่งราวกับคนยังตื่นไม่เต็มตา ทว่าประกายลึกล้ำที่ฉายออกมาวูบหนึ่งกลับลึกล้ำประดุจก้นบึ้งมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง
หลี่เฟยเทียน!
"ไอ้ขอทานสารเลว! กล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของสมาคมโลหิตทมิฬ อยากตายนักใช่ไหม!" หนึ่งในมือสังหารคำรามลั่น มันตวัดกระบี่เปลี่ยนทิศทาง พุ่งเป้าหมายมาที่หลี่เฟยเทียนด้วยเจตนาฆ่าล้างโคตร
หลี่เฟยเทียนถอนหายใจยาวเหยียด เป่าลมหายใจที่มีกลิ่นสุราคละคลุ้งออกมาเฮือกใหญ่ เขายังคงไม่ขยับกายจากแท่นวางถังสุรา นิ้วมือข้างที่ถือตะเกียบดีดออกเบาๆ คล้ายกำลังปัดแมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่ง
*ฟิ้ว!*
ความเร็วดุจสายฟ้าแลบ! ตะเกียบไม้ไผ่พุ่งแหวกอากาศทะลวงผ่านม่านฝน เกิดเป็นคลื่นกระแทกปราณรุนแรงจนร่างของมือสังหารผู้บุกเข้ามาหยุดชะงักค้างกลางอากาศ
เสี้ยววินาทีต่อมา... รูเลือดขนาดเท่าเมล็ดถั่วก็ปรากฏขึ้นตรงหว่างคิ้วของมันอย่างไร้ร่องรอย ร่างไร้ลมหายใจทรุดฮวบลงกระแทกพื้น น้ำหนักของร่างนั้นล้มทับคราบเลือดจนเกิดเสียงดังสนั่น
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ แม้แต่เสียงฝนฟ้าคะนองก็คล้ายจะเบาลงไปถนัดตา
ผู้นำกลุ่มชุดดำหน้าถอดสี มันมองซากศพลูกน้องสลับกับบุรุษขี้เมาที่ยังคงนั่งกระดกเหล้าอย่างสบายใจเฉิบ ความหวาดกลัวพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ "วิชา... ดรรชนีสะท้านฟ้า? เจ้า... เจ้าคือหลี่เฟยเทียน!"
ชื่อนี้หลุดออกจากปาก ย่อมสร้างความสะเทือนขวัญดั่งอสุนีย์ฟาดกลางวันแสกๆ มู่หรงเสวี่ยที่นอนพิงกำแพงอยู่เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาประหลาดใจ นางเคยได้ยินชื่อเสียงของจอมยุทธ์ผู้แปลกประหลาดผู้นี้มาบ้าง แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสารและซอมซ่อถึงเพียงนี้
"โอ้? ยังมีคนจำชื่อเสียงอันเรียบง่ายของข้าได้ด้วยหรือเนี่ย น่าปลื้มใจเสียจริง" หลี่เฟยเทียนหัวเราะหึๆ ในลำคอ เขายันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายเซซ้ายขวาคล้ายคนเมาสุราอย่างหนักหน่วง ทว่าท่วงทีนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความพลิ้วไหวดั่งสายลมที่ไม่มีผู้ใดจับต้องได้
"หลี่เฟยเทียน อย่าได้บังอาจมายุ่งเรื่องนี้ นี่คือความแค้นส่วนตัวของสำนักเรากับสำนักเมฆาพิสุทธิ์!" ผู้นำชุดดำพยายามขู่คำรามเพื่อเรียกความกล้า
"ความแค้นส่วนตัวอะไรกัน?" หลี่เฟยเทียนก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไปบนพื้นไม้ทำให้ปราณรอบตัวสั่นไหวอย่างรุนแรง "ข้าเพียงแต่รำคาญเสียงเห่าหอนของพวกเจ้า รบกวนเวลาสุนทรีย์ในการดื่มสุราของข้า... เจ้าว่าความผิดนี้ สมควรชดใช้ด้วยสิ่งใดเล่า?"
"ฆ่ามัน!" ผู้นำชุดดำสติหลุดลุ่ย สั่งการให้พรรคพวกที่เหลือพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกัน
ประตูกระบี่นับสิบสายถักทอเป็นตาข่ายโลหิตปิดตายทุกเส้นทางหนี
หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้มมุมปาก ดวงตาที่เคยหรี่ลงกลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ปราณสุราอันไร้ขอบเขตระเบิดออกจากร่างทันที ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิมราวกับภูตผีปีศาจ
*ฉับ! ฉับ! ฉับ!*
เสียงเนื้อและกระดูกถูกตัดขาดดังประสานเสียงกับสายฝน เพียงพริบตาเดียว ร่างของมือสังหารทั้งห้าก็แยกออกเป็นสองส่วน เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผนังโรงเตี๊ยมจนกลายเป็นสีชาดน่ากลัว
เหลือเพียงผู้นำกลุ่มชุดดำที่ยืนตัวสั่นเทา กระบี่ในมือหลุดร่วงลงพื้น หลี่เฟยเทียนปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้ามันอย่างเงียบเชียบ ปลายตะเกียบไม้ไผ่จ่ออยู่ที่คอหอยของมันโดยไม่ต้องออกแรงกด
"ฝีมือกระจ่อยร่อยเช่นนี้ ยังกล้ามาเที่ยวไล่ล่าสตรีผู้งดงามท่ามกลางสายฝน น่าสมเพชเวทนาสิ้นดีไสหัวไปเสีย... และจดจำไว้ ว่าอย่าได้เหยียบย่างมาแถบนี้อีก มิฉะนั้น สุราไหต่อไป เลือดของพวกเจ้าจะได้เป็นส่วนผสม"
หลี่เฟยเทียนสะบัดมือเบาๆ ผู้นำกลุ่มชุดดำราวกับได้รับอภัยโทษจากนรก มันรีบหันหลังวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงหายลับเข้าไปในความมืดของป่าทมิฬอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อความวุ่นวายสงบลง หลี่เฟยเทียนจึงหันกลับมามองสตรีชุดขาวที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น เขาถอนหายใจเบาๆ เดินเข้าไปใกล้ แล้วยื่นมือออกไปเบื้องหน้า "แม่นางน้อย เจ้ายังไหวอยู่หรือไม่? หรือว่าต้องให้ข้าช่วยอุำ... อุ๊ย มือขวาข้าถือไหเหล้าอยู่ เอาเป็นว่าเจ้าปีนขึ้นมาขี่หลังข้าก็แล้วกันนะ"
มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยเต็มไปด้วยความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งหมื่นปี แต่กลับซ่อนความระแวงระวังเอาไว้ลึกซึ้ง นางเม้มปากแน่น ปฏิเสธความช่วยเหลือ "ข้าไม่ต้อง... การความช่วยเหลือจากคนสำมะเลเทเมาเช่นเจ้า"
นางพยายามจะยันกายลุกขึ้นด้วยกำลังของตนเอง ทว่าพิษที่แทรกซึมอยู่ในเส้นโลหิตกลับแล่นพล่านขึ้นมาถึงหัวใจ ร่างกายของมู่หรงเสวี่ยอ่อนยวบลงทันที นางล้มพับหมดสติไปในอ้อมแขนของหลี่เฟยเทียนอย่างรวดเร็ว
หลี่เฟยเทียนรับร่างระหงนั้นไว้ได้อย่างพอดิบพอดี กลิ่นหอมเย็นประหลาดคล้ายดอกเหมันต์ลอยแตะจมูกผสมผสานกับกลิ่นสุราแรงกล้า
เขาก้มมองใบหน้าซีดเซียวที่หลับตาพริ้มของนาง แล้วอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวพลางยิ้มเยาะให้กับชะตากรรม
"เฮ้อ... ปากแข็งเสียจริง แม่นางน้ำแข็ง"
หลี่เฟยเทียนอุ้มร่างของมู่หรงเสวี่ยขึ้นแนบอก เตรียมจะเดินหลบฝนเข้าไปในห้องพักด้านในของโรงเตี๊ยม
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวเท้าข้ามธรณีประตูนั้นเอง...
เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากหลังคาโรงเตี๊ยมอย่างไร้สุ้มเสียง ปราณกระบี่สีดำสนิทที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวมันหนาทึบและกดดันยิ่งกว่ากลุ่มมือสังหารเมื่อครู่เสียอีก
"หลี่เฟยเทียน... ในเมื่อเจ้ากล้าแย่ง ‘กุญแจผนึกสวรรค์’ มาจากมือของสมาคมโลหิตทมิฬ วันนี้ ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักมารโลหิตโลกันตร์ผู้นี้ จะขอใช้หัวของเจ้ามาสังเวยกระบี่มาร!"
เสียงคำรามแหบพร่าดังก้องกังวาน พร้อมกับคมกระบี่สีดำสนิทที่พุ่งตรงลงมาจากฟากฟ้าหมายปลิดชีพเขาทั้งเป็น!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 1
กลิ่นสุราที่ปลายกระบี่
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!