รอยเปื้อนสีชาดบนพรมขนสัตว์ราคาแพงในห้องรับแขกยังคงส่งกลิ่นคาวจางๆ ลอยกรุ่นอยู่ในความเงียบงัน ธันวากำลังยืนอยู่ตรงนั้น—ณ จุดที่ชีวิตอันสมบูรณ์แบบของเขาเริ่มปริร้าวทีละน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยตวัดปากกาเซ็นเช็คธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านสั่นเทาเล็กน้อยยามที่เขาปัดม่านลูกไม้สีขาวออก เพื่อมองออกไปเบื้องนอก สายฝนโปรยปรายลงมาทาบทับคราบความสกปรกบนกระจกหน้าต่าง ราวกับหยาดน้ำตาแห่งการไถ่บาปที่ไม่มีวันชำระล้างความผิดมหันต์ให้หมดไปได้
เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง บ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบหลังนี้เคยเป็นสถานที่ที่เขาจงใจกักขัง 'รินรดา' ไว้ให้พ้นจากสายตาของสังคม เป็นรังนกน้อยที่เขาไม่เคยใส่ใจว่ามันจะหนเหน็บเพียงใดในยามที่เขาละทิ้งเธอไว้ลำพังเพื่อไปโอบกอดความสำเร็จของตัวเอง
ทว่าในวันนี้ รังนกนั้นกลับกลายเป็นกรงขังวิญญาณของเขาเอง
"คุณยังคิดถึงกลิ่นอายของเธอยู่หรือคะ ธันวา"
เสียงหวานทุ้มที่เอ่ยขึ้นจากความมืดตรงมุมห้องทำเอาลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดกึก ธันวาหันขวับกลับไปทันที ร่างสูงโปร่งของอดีตภรรยาปรากฏกายขึ้นในชุดเดรสผ้าไหมสีดำสนิท ตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ รินรดายืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทีผ่อนคลาย ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา แววตาคู่นั้น... มันไม่ใช่กวางน้อยผู้หวาดกลัวที่เคยคุกเข่าร้องขอความรักจากเขาอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือแววตาของนักล่าที่กำลังยืนมองเหยื่อดิ้นรนอยู่ในกำมือ
"ริน... คุณเข้ามาได้ยังไง ที่นี่มัน..." ธันวาพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกินเมื่อเผชิญหน้ากับความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ
"บ้านหลังนี้เป็นชื่อของฉันครึ่งหนึ่ง จำไม่ได้แล้วหรือคะ อ้อ... จริงสิ คุณคงยุ่งอยู่กับการเซ็นใบหย่าและการสร้างภาพว่าตัวเองเป็นชายโสดผู้แสนน่าสงสาร จนลืมไปว่ากฎหมายทรัพย์สินระหว่างสมรสไม่ได้ถูกลบเลือนหายไปพร้อมกับความไร้เยื่อใยของคุณหรอกนะ" รินรดาก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้ เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังเวลาชีวิตของเขา
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกผิดและความโกรธขึงตีรวนขึ้นมาในอกจนหายใจไม่ออก "คุณต้องการอะไรกันแน่ รินรดา แจ้งตำรวจเรื่องรอยเลือดนั่นไปแล้ว ทำไมคุณยังไม่ไปให้พ้นจากชีวิตผมสักที"
"ตำรวจเหรอคะ?" รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก "คุณคิดว่าสารวัตรกวินจะโง่พอที่จะมองข้ามรอยเลือดในบ้านของคุณเหรอคะ ธันวา? หรือคุณกำลังกลัวว่า ความลับสกปรกที่คุณพยายามซุกซ่อนไว้ใต้พรม จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานให้โลกได้เห็นว่านักธุรกิจผู้ทรงเกียรติอย่างคุณ แท้จริงแล้วมีมือที่เปื้อนเลือดไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่า"
เธอก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมกลิ่นอายฝนโชยเข้าแตะจมูก กลิ่นเดียวกับที่เคยอบอวลอยู่ในค่ำคืนที่เธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด—คืนที่เขาเลือกจะเดินหันหลังให้
ธันวาเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น เขาไม่อาจทนสบตากับความจริงที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเธอได้ ร่างสูงจึงเดินเลี่ยงผ่านเธอไปยังโต๊ะทำงานไม้สักเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง เพื่อหาทางสงบสติอารมณ์ แต่ทว่า... สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งเข้า
แจกันแก้วเจียระไนทรงสูงที่ปักด้วยดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์ กลีบดอกบางส่วนเริ่มเหี่ยวเฉาและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำตรงขอบ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ธันวาต้องชะงักจนลมหายใจสะดุด
ภายในน้ำใสสะอาดที่ก้นแจกัน มีสิ่งแปลกปลอมจมอยู่ก้นแก้ว...
มันคือกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ถูกพับทบกันหลายครั้งจนเปียกชุ่ม และเมื่อแสงไฟจากโคมไฟโต๊ะทำงานส่องกระทบผ่านเนื้อแก้วใส ธันวาก็เห็นตัวอักษรลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีดำซึ่งเริ่มละลายน้ำจนเลอะเลือน แต่ข้อความนั้นยังคงบาดลึกเข้ามาในม่านตาของเขาอย่างชัดเจน
*‘ความลับไม่มีในโลก... และบาปกรรมก็เช่นกัน’*
หัวใจของธันวากระตุกวูบ ฝ่ามือหนาที่วางอยู่บนขอบโต๊ะเกร็งแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว เขารู้สึกเหมือนมีใครเอาเชือกมาพันรอบคอแล้วค่อยๆ ดึงมันให้แน่นขึ้นทีละน้อย กลิ่นอายความตายไม่ได้มาจากรอยเลือดบนพรม หรือจากซากดอกไม้ที่กำลังเน่าเปื่อยในแจกัน แต่มันลอยอบอวลอยู่รอบตัวเขา จากหญิงสาวผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง เขารู้ทันทีว่าสิ่งนี้ไม่ได้ตกลงไปในแจกันโดยบังเอิญ แต่มันคือคำประกาศิตที่ถูกวางไว้อย่างจงใจ
"เจอแล้วสินะคะ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างใบหูของเขา ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณต้นคอ ทำให้ธันวาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง "ของขวัญต้อนรับการกลับมาของคุณ... ถูกใจไหมคะ ธันวา"
ธันวากัดฟันกรอด หันขวับกลับมาหมายจะคว้าแขนเรียวเล็กนั้นให้สาสมกับความหวาดระแวงที่เธอจงใจมอบให้ แต่ทว่า... มือของเขากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
รินรดาถอยหลังออกไปยืนยิ้มอยู่ที่กลางห้อง ดวงตากลมโตคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความสะใจที่ปิดไม่มิด ในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—สามครั้งติดต่อกันด้วยจังหวะที่หนักแน่นและเยือกเย็น
ธันวาหันไปมองประตูห้องรับแขกด้วยความตกใจ ขณะที่รินรดากลับคลี่ยิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกว่านรกกำลังรอต้อนรับเขาอยู่เบื้องหน้า
ประตูห้องค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างในชุดเครื่องแบบตำรวจของสารวัตรกวิน พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความหมายบางอย่าง และในจังหวะที่ธันวากำลังจะเอ่ยปากไล่แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยราวๆ สามขวบ ที่แอบอยู่ด้านหลังขาของสารวัตรกวิน
เด็กชายคนนั้น... มีดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งรั้นที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา
...ธันวาเบิกตากว้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ เมื่อตระหนักได้ว่าความลับที่เขาพยายามฝังกลบไว้ในอดีต บัดนี้มันได้ย้อนกลับมาทวงลมหายใจของเขาคืนแล้วในค่ำคืนนี้
--------------------------------------------------
ขอบคุณที่ติดตามและดำดิ่งไปกับความมืดมนนี้ด้วยกันนะคะ นามปากกา "กระจกเงาต้องสาป" ค่ะ
รอยร้าวที่ไร้เสียงในคืนฆาตกรรม•ตอนที่ 2
กลิ่นอายความตายในแจกันดอกไม้
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวที่ไร้เสียงในคืนฆาตกรรม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
