หน้าจอแล็ปท็อปบนโต๊ะกาแฟกระจกใสสะท้อนแสงสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งพื้น ทิศาจ้องมองภาพเคลื่อนไหววนซ้ำในไฟล์วิดีโอความยาวสิบวินาทีนั้นเป็นรอบที่ร้อย โครงร่างเงาสะท้อนในกระจกเงาของห้องทำงานรวิศเปิดประตูเข้ามา วางเอกสาร และเดินจากไปอย่างมั่นใจ ทว่าในมุมองศาที่กล้องวงจรปิดอีกตัวจับไว้ได้... คนที่ก้าวเท้าออกไปหลังจากนั้นเสี้ยววินาที และคนที่อยู่ในกล้องตัวหลัก... ไม่ใช่รวิศ
เสียงถอนหายใจยาวนานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ศรุตขยับตัวจากโซฟาหนังสีเข้มเข้ามารินไวน์แดงลงในแก้วทรงสูง กลิ่นอายของความตึงเครียดลอยอบอวลอยู่ระหว่างคนทั้งคู่ ราวกับสนามรบขนาดย่อมที่ถูกย่อส่วนลงบนโต๊ะรับแขก
"คุณกำลังคิดอะไรอยู่ ทิศา" น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เจือความกังวลของทนายหนุ่มเอ่ยขึ้น เขาไม่ได้มองจอคอมพิวเตอร์ แต่มองใบหน้าด้านข้างที่สะท้อนความเหนื่อยล้าแต่ยังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่งของสถาปนิกสาว
"ฉันกำลังคิดว่า เราประเมินความแยบยลของรวิศต่ำเกินไปค่ะ" ทิศาหันมาสบตา ปลายเลิฟลิ้นสีแดงเข้มแตะริมฝีปากเบาๆ อย่างใช้ความคิด "คนคนนั้นไม่ใช่รวิศ แต่เป็นเงาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสับขาหลอกในระบบรักษาความปลอดภัย... เขามีคนในคอยช่วยอำนวยความสะดวก และฉันพนันได้เลยว่า เอกสารชุดนั้นถูกสับเปลี่ยนตั้งแต่วันที่เราเริ่มเซ็นสัญญา"
ศรุตยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่มักปรากฏขึ้นยามที่เกมเริ่มท้าทายพอกุมความได้เปรียบ "นั่นหมายความว่า หลักฐานที่เราถืออยู่ตอนนี้เป็นเพียงภาพลวงตา แต่ในขณะเดียวกัน... มันก็เป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ชี้ว่ารวิศกำลังร้อนรนจนต้องใช้ตัวตายตัวแทน"
บทสนทนาหยุดลงเพียงเท่านั้น เมื่อระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลง ศรุตวางแก้วลงบนโต๊ะก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ ทิศาไม่ได้ถอยหนี ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ความกดดันจากคดีความและเกมอำนาจที่กัดกินสติสัมปชัญญะตลอดหลายวันที่ผ่านมา กลั่นตัวกลายเป็นความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ยากจะต้านทาน
"บางที... เราควรหยุดพักจากการไขคดีสักชั่วโมงสองชั่วโมงนะคะ ทิศา" เสียงกระซิบพร่าเลือนดังชิดริมหางตา ลลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านผิวแก้มเนียน
ทิศาเอียงคอมองเล็กน้อย ปล่อยให้รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนเรียวปาก "คุณคิดว่าเรามีเวลาว่างพอจะมาผ่อนคลายเหรอคะ ศรุต"
"เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการวางแผน คือเวลาที่เราปล่อยให้สัญชาตญาณทำงานแทนสมองค่ะ"
คำตอบของทนายหนุ่มมาพร้อมกับการสัมผัสที่เด็ดขาด ศรุตเอื้อมมือประคองท้ายทอยเรียวระหง นิ้วเรียวยาวสอดแทรกเข้าไปในกลุ่มผมนุ่มสลวย ปลายนิ้วสัมผัสผิวเนื้ออุ่นร้อนที่หลังคอ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาประกบเรียวปากอย่างเนิบนาบแต่ทว่าเร่าร้อนในคราวเดียวกัน
สัมผัสแรกเริ่มจากการทาบทับที่นุ่มนวล ราวกับการหยั่งเชิงของนักกีฬาหมากรุกที่เดินหมากตาแรกอย่างระมัดระวัง แต่เพียงเสี้ยววินาทีเมื่อทิศาเผยริมฝีปากตอบรับ รสชาติของไวน์แดงและสัมผัสอันอุ่นร้อนก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างดุเดือด ลมหายใจที่ขาดห้วงสะท้อนความอัดอั้นที่สะสมมานาน ทิศายกมือขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง เล็บคมจิกเกร็งลงบนลาดไหล่กว้างเพื่อระบายความวาบหวามที่แล่นพล่านไปตามกระแสเลือด ทุกการขยับริมฝีปากคือการปะทะและการยอมจำนนในคราวเดียวกัน เป็นเกมที่ไม่มีใครยอมแพ้ใคร แต่ต่างฝ่ายต่างโหยหาการเติมเต็มซึ่งกันและกัน
ศรุตไม่รอช้า เขาช้อนร่างเพรียวบางของสถาปนิกสาวขึ้นอย่างง่ายดาย ทิศาอุทานเบาๆ ก่อนจะเกี่ยวแขนรัดรอบคอเขาแน่น ปลายเท้าของเธอพ้นจากพื้นห้อง สัญชาตญาณทำให้เธอซุกใบหน้าเข้ากับซอกคอแกร่งสูดดมกลิ่นกายผสมน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคย ขณะที่ศรุตพาเธอก้าวเดินไปยังเตียงนอนกว้างริมกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวง
เมื่อแผ่นหลังนุ่มสัมผัสกับฟูกนอน ศรุตทาบทับลงมาทันที น้ำหนักตัวของเขาไม่ได้สร้างความอึดอัด หากแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความปรารถนาที่ทรงพลัง มือใหญ่วาดไปตามส่วนโค้งเว้าของสัดส่วนภายใต้ชุดทำงานเรียบร้อย ก่อนจะปลดกระดุมทีละเม็ดอย่างใจเย็น เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดที่สะท้อนแสงไฟสลัว
ทิศาหอบหายใจถี่กระชั้น อารมณ์ที่เคยถูกควบคุมด้วยเหตุผลและตรรกะอันเคร่งครัดของสถาปนิกสาว พังทลายลงภายใต้สัมผัสวาบหวามที่ศรุตจงใจมอบให้ ผิวเนื้อที่เสียดสีกันสร้างความร้อนรุ่มจนแทบแผดเผา เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดจากลำคอระหง ยามที่ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาไล้ลงตามแนวไหปลาร้า ขบเม้มเบาๆ จนเกิดรอยแดงจางบนผิวขาวเนียน
"คุณนี่มัน... ร้ายกาจจริงๆ ศรุต" เสียงเธอกระซิบขาดห้วง เมื่อมือหนาลากไล้ผ่านสะโพกมนและเรียวขา
"ผมแค่กำลังทำตามสัญชาตญาณของนักกฎหมาย... ที่ต้องการครอบครองหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดค่ะ" เขากระซิบตอบชิดริมหีบปาก ก่อนจะบดจูบลงมาอีกครั้งอย่างลึกซึ้งและเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิม บทเพลงแห่งความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างเนิบนาบ ทว่าเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและลุ่มลึก ทุกสัมผัส ประสานเข้าจังหวะกับลมหายใจที่กระชั้นถี่ ความสุขสมทางอารมณ์โอบล้อมคนทั้งคู่ไว้ในโลกใบเล็กที่มีเพียงแค่เสียงกระซิบและสัมผัสแนบแน่น จนแทบหลงลืมโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ ทิศานอนซบอยู่บนอกแกร่ง ลมหายใจเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ นิ้วเรียวไล้ไปตามแผงอกที่มีรอยข่วนจางๆ จากอารมณ์เมื่อครู่ ขณะที่ศรุตใช้มืออีกข้างลูบผมเธอนุ่มนวล ราวกับกำลังใช้ความคิด
แต่แล้ว... ความเงียบสงบในยามวิกาลก็ถูกทำลายลง
เสียงกริ่งสัญญาณกันขโมยที่หน้าประตูเพนต์เฮาส์ดังขึ้นเบาๆ สองครั้ง... ตามด้วยเสียงรหัสผ่านที่ถูกกดลงบนแผงควบคุมหน้าประตูอย่างรวดเร็ว เสียงปิ๊ดสามครั้งติดต่อกันบ่งบอกว่าประตูกำลังถูกปลดล็อกด้วยสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบระดับสูง
ศรุตผุดลุกขึ้นจากเตียงในพริบตาเดียว สายตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความระแวดระวัง ทิศาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกาย ลุกขึ้นนั่งตามพร้อมกับคว้าเสื้อเชิ้ตมาสวมอย่างลวกๆ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งกำลังก้าวเข้ามาในห้องโถงมืดสนิท...
แสงไฟจากหน้าจอแล็ปท็อปที่ยังเปิดค้างไว้ส่องกระทบร่างของบุคคลที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องนอน รวิศไม่ได้ตกใจที่เห็นพวกเขา แต่นักธุรกิจหนุ่มกลับยกย่องมุมปากส่งยิ้มเย็นเยียบให้ พร้อมกับโยนแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลลงบนพื้นตรงหน้าศรุต
"ผมคิดว่าพวกคุณคงเหนื่อยจากการวางแผน... เลยเอา 'ของจริง' มาส่งให้ถึงที่ครับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเกมอันลุ่มลึกนี้ด้วยกันนะคะ
ทนายสายมืดกับสถาปนิกไร้เงา•ตอนที่ 21
ความลับในความเงียบ
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายสายมืดกับสถาปนิกไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!