คราบกาแฟเย็นเฉียบที่ก้นแก้วกระดาษบนโต๊ะทำงานร่างแบบ คือหลักฐานชิ้นเดียวที่บอกเวลาว่าตอนนี้ล่วงเลยมาถึงตีสองครึ่งแล้ว พิมพ์รตาขยับกรอบแว่นสายตาลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวที่มักจะจับดินสอเขียนแบบอย่างไร้ที่ติ ตอนนี้กำลังนวดขมับตัวเองเบาๆ เพื่อขับไล่อาการปวดตุบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมง โครงการรีโนเวทสตูดิโอศิลปะเก่าให้กลายเป็นคอมมูนิตี้สเปซสุดชิคกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย และเธอก็รั้นพอที่จะแก้งานโครงสร้างเหล็กนั่นรอบที่สาม เพียงเพราะรู้สึกว่ามันยัง “ไม่ใช่วิญญาณ” ของสถานที่
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ระเบียงทางเดิน ตามด้วยกลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่ลอยมาแตะจมูกก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวเข้ามาเสียอีก ธนัชชาในชุดเสื้อยืดสีดำย้วยๆ กับกางเกงวอร์มสบายตาโผล่พรวดเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของเธอ พร้อมกับถ้วยกระดาษบรรจุเครื่องดื่มร้อนในมือ
"ถ้าสถาปัตยกรรมชิ้นนี้มันจะพังลงมาเพราะคานเหล็กรับน้ำหนักไม่ไหว ฉันว่าต้นเหตุน่าจะเป็นเพราะสมองคุณที่รั้นจนเกินเบอร์มากกว่าค่ะ คุณสถาปนิก"
น้ำเสียงห้าวทุ้มเอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตู ไม่มีคำทักทายหวานหู มีแต่ความกวนประสาทตามฟอร์มที่ธนัชชาใช้ทำลายความเงียบยามดึกเสมอมา
พิมพ์รตาหันขวับไปค้อนใส่ผู้กำกับคิวบู๊ปากกล้าทันที ดวงตากลมโตฉายแววค้อนควับแต่แฝงความอ่อนล้าไว้จนปิดไม่มิด "ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีอะไรทำ เดินกลับไปนอนที่ห้องสิคะ หรือไม่ก็เอาปากกาแดงมาวงตรงที่ฉันแก้ผิดให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่ต้องมาเดินวนเวียนทำตัวเป็นวิญญาณเฝ้าตึกแถวนี้หรอกค่ะ"
ธนัชชาไม่โต้เถียงเหมือนทุกครั้ง เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะเขียนแบบ วางแก้วกาแฟร้อนลงบนมุมโต๊ะที่ว่างเปล่าอย่างเบามือ สายตาคมกริบกวาดมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยเส้น 3D เวกเตอร์สลับกับใบซีดเซียวของคนตรงหน้า รอยยิ้มเยาะกวนๆ ที่มักจะประดับบนริมฝีปากหยักลึกจางหายไป เหลือเพียงความเงียบที่เข้ามาแทนที่
"กินกาแฟซะ หน้าคุณซีดเป็นไก่ต้มจนฉันกลัวว่าวันพรุ่งนี้กองถ่ายจะไม่มีสถาปนิกมาคอยยืนเท้าสะเอวเถียงกับผู้กำกับเรื่องมุมกล้อง" ธนัชชาพูดเสียงเบาลงกว่าปกติ ทอดสายตามองคนดื้อรั้นที่ยังนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่บนเก้าอี้หมุน
"ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องให้คุณมา..." พิมพ์รตาสวนกลับตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว แต่คำพูดทั้งหมดก็ต้องกลืนกลับลงคอไป เมื่อมือหนาเอื้อมมาดึงแก้วกาแฟเย็นเฉียบออกจากมือเธอ แล้วดันแก้วชาเขียวร้อนที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยมาไว้ตรงหน้าแทน
สัมผัสอุ่นๆ จากไอร้อนที่ลอยขึ้นมาปะทะปลายนิ้ว ทำให้หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะงานมาตลอดทั้งคืนกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ พิมพ์รตาช้อนตาขึ้นมองเจ้าของร่างสูงที่ตอนนี้ถือวิสาสะดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงข้างๆ โดยเว้นระยะห่างเพียงแค่คืบ
"รู้ไหม... เวลาที่คุณดื้อตาใสเถียงฉันฉอดๆ น่ะ มันดูน่าหมั่นไส้จนฉันอยากจะจับตีมือสักทีสองที" ธนัชชาพิงพนักเก้าอี้ ไขว่ห้าง แล้วหันมามองเธอนิ่งๆ สายตาคู่นั้นไม่ได้กวนประสาทเหมือนเคย แต่มันมีความลึกซึ้งบางอย่างที่อ่านไม่ออกซ่อนอยู่
"แต่เวลาที่คุณเงียบแล้วทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบแบบนี้... มันน่ารำคาญใจยิ่งกว่าซะอีก"
คำพูดตรงไปตรงมาตามสไตล์ผู้กำกับสายบู๊ ทำให้ห้องทำงานกว้างๆ กลับแคบลงถนัดตา พิมพ์รตากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอเบือนหน้าหนีสายตาคู่นคมที่จ้องตรงมายังไม่กะพริบ หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นผิดจังหวะจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันสะท้อนออกมา
"ฉันไม่ได้แบกโลกค่ะ... ฉันแค่กำลังรับผิดชอบในสิ่งที่ฉันสร้าง" เสียงของเธอเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย ความแข็งกร้าวที่เคยใช้เป็นเกราะกำบังเริ่มร้าวรานทีละน้อย ภายใต้ความสมบูรณ์แบบที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต ใครจะรู้ว่ามันเต็มไปด้วยความกดดันจากครอบครัวที่คาดหวังให้เธอเป็นเพียง “ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ” ที่เดินตามเส้นทางที่ขีดไว้ให้
ธนัชชาเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินรอยร้าวบนกำแพงที่พิมพ์รตาเพียรสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี ผู้ชายที่ดูดิบเถื่อนและหยาบกระด้างในสายตาคนอื่น กลับมีความสามารถพิเศษในการมองทะลุกรอบนอกที่เธอห่อหุ้มไว้ได้อย่างน่าประหลาด
"ครอบครัวของคุณ... ยังโทรมาตามกลับบ้านที่เชียงใหม่อยู่รึเปล่าล่ะ?"
คำถามนั้นพุ่งตรงเข้ากลางเป้าหมายอย่างไม่ลังเล พิมพ์รตาสะดุ้งเฮือก หันขวับกลับมามองเขาด้วยแววตาวาวโรจน์ ความรู้สึกถูกล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวแล่นพล่านขึ้นมาเป็นริ้วๆ "เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับคุณค่ะ ธนัชชา คุณไม่มีสิทธิ์..."
"ฉันมีสิทธิ์ในฐานะคนที่ต้องทำงานร่วมกับคุณ และในฐานะ... คนที่มองเห็นว่าคุณกำลังเหนื่อยแค่ไหน" ธนัชชาสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาด เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับอาวุธและอุปกรณ์กองถ่ายแตะเบาๆ ที่หลังมือของเธอที่กำแน่นอยู่บนตัก
ไม่มีการฉวยโอกาส ไม่มีแววตาเจ้าชู้ มีเพียงสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงจนพิมพ์รตารู้สึกเหมือนเกราะป้องกันทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา
"คุณไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวหรอก พิมพ์..." เสียงทุ้มต่ำนั้นกระซิบแผ่วเบาในความเงียบยามดึก "ถ้ามันเหนื่อยนัก... พักบ้างก็ได้ ไม่มีใครว่าหรอก หรือถ้าอยากจะร้องไห้... ไหล่ฉันก็ว่างพอให้คุณซบได้นะ ถึงมันจะแข็งไปหน่อยก็เถอะ"
มุกตลกฝืดๆ ที่แฝงความจริงใจแบบดิบๆ นั้นเกือบจะทำให้พิมพ์รตาหลุดหัวเราะออกมา แต่หยาดน้ำใสๆ ที่เอ่อรื้นขึ้นมาคลอหน่วยตากลับทำให้เธอทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นความอ่อนแอที่อดทนเก็บไว้มานาน
นี่เป็นครั้งแรก... ที่มีคนมองทะลุผ่านความเนี๊ยบ ความหยิ่งทะนง และความดื้อรั้นของเธอเข้ามาเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่แค่ต้องการใครสักคนบอกว่า *“เธอทำดีมากแล้ว”*
พิมพ์รตาเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้กำกับหนุ่ม แววตาที่เคยแข็งกร้าวตอนนี้ไหวระริก ปลายจมูกรั้นเริ่มแดงเรื่อด้วยความอั้น
ธนัชชาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่เจือจางอยู่ในระยะที่ใกล้ชิดอย่างไร้รอยต่อ ปลายนิ้วที่แตะอยู่บนหลังมือเปลี่ยนเป็นเกลี่ยไล้เบาๆ ที่นิ้วโป้งของเธออย่างปลอบโยน
"ธันย์..." พิมพ์รตาเอ่ยชื่อเขาออกมาเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ไม่ใช่เสียงห้วนจัดแบบที่ชอบใช้เรียกเวลาจิกกัดกัน แต่มันคือเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซ่อนไว้ลึกสุดใจ
"หื้ม?" ธนัชชาขานรับในลำคอ สายตาทอดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นสลับกับดวงตาคู่สวยที่สะท้อนภาพของเขาอยู่ในนั้น
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยดังรบกวนตอนนี้เงียบสนิท เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นโครมครามแข่งกันในความเงียบงันของตีสามครึ่ง พิมพ์รตาขยับริมฝีปากคล้ายจะเอื้อnเอ่ยบางถ้อยคำสารภาพที่เก็บงำไว้ในใจ ทว่าก่อนที่เสียงกระซิบแผ่วเบาจะหลุดรอดจากเรียวปาก
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายบรรยากาศสีชมพูอมเทายามดึกจนกระเจิง
"คุณพิมพ์ครับ! ผู้กำกับครับ! แย่แล้วครับ!" เสียงตะโกนโวยวายของทีมงานฝ่ายพร็อพดังทะลุเข้ามาพร้อมกับแรงผลักประตูกระจกเปิดผางเข้ามาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต "กองถ่ายพรุ่งนี้มีปัญหาใหญ่แล้วครับ ท่อประปาในเซ็ตสตูดิโอแตก น้ำท่วมห้องแต่งตัวหมดเลยครับ!"
ธนัชชาชักมือกลับทันทีราวกับถูกไฟลวก เขาสบถเบาๆ ในลำคออย่างหัวเสีย พิมพ์รตารีบดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ปรับสีหน้าและแววตาให้กลับมาเป็นสถาปนิกสาวผู้พร้อมลุยงานทันที แม้ว่าหัวใจข้างในจะยังเต้นรัวและค้างคาอยู่กับความรู้สึกเมื่อครู่นี้ก็ตาม
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความปากแซ่บแต่คลั่งรักของคู่กัดคู่นี้เสมอนะคะ!
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ•ตอนที่ 14
กำแพงที่เริ่มพังทลาย
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!