กลิ่นคาวสนิมเหล็กและฝุ่นผงศิลาแลงอายุกว่าพันปีอบอวลอยู่ในห้องใต้ดินทึบแสง แสงสีฟ้าอ่อนจากหน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานชั่วคราวสาดกระทบใบหน้าคมสันของ ดร.อคิน ที่กำลังจ้องมองรอยสลักบนแผ่นหินชนวนตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา รอบตัวเขามีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปั่นไฟและเสียงหายใจสม่ำเสมอของเรย์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนลังไม้ฝั่งตรงข้าม ปลายนิ้วเรียวยาวของเธอกำลังคีบมวนบุหรี่ที่ไม่ได้จุดไฟ หมุนเล่นไปมาอย่างใช้ความคิด
"คุณกำลังคำนวณตำแหน่งจากแผนที่ดวงดาวบนศิลาแลงนั่นด้วยสมการเรขาคณิตแบบยุคศตวรรษที่สิบเก้า... น่าเบื่อและเชยระเบิดเลยนะ ดร.อคิน"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันนิดๆ ของเรย์ดังขึ้นทำลายความเงียบ เธอลดบุหรี่ลง วางมันลงบนโต๊ะ ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้า ดวงตาสีเข้มคู่นั้นพิจารณาใบหน้าของเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
อคินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงใช้ไม้บรรทัดเหล็กวัดสเกลความห่างระหว่างจุดหลุมเจาะบนแผ่นหินชนวนกับร่องรอยการกัดกร่อนของสนิมทองแดง "วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของความน่าตื่นเต้น เรย์ มันคือความแม่นยำ หากผมคำนวณมุมองศาของกลุ่มดาวจระเข้พลาดไปเพียงทศนิยมตำแหน่งเดียว แผนที่นี้ก็จะนำเราเดินวนอยู่ในเขาวงกตใต้ดินจนกว่าซากของเราจะกลายเป็นฟอสซิล"
"แต่ปัญหาคือคุณกำลังใช้ 'ตาบอด' อ่านแผนที่ของคนตาดีต่างหาก" เรย์หัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่บาดลึก "คุณยึดติดกับตำราหลวงที่เขียนโดยนักบวชผู้หวาดกลัวความมืด ลืมไปแล้วหรือยังไงว่าอารยธรรมที่สร้างมหานครใต้ดินแห่งนี้ เขาไม่ได้ดูดาวผ่านกล้องโทรסקופ... เขาใช้สัญชาตญาณและการไหลเวียนของกระแสแม่เหล็กใต้เปลือกโลก"
อคินชะงักมือที่กำลังถือดินสอเขียนแบบ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง แววตาของนักโบราณคดีสายอนุรักษ์นิยมฉายแววความหงุดหงิดระคนทึ่งในความหัวรั้นของหญิงสาวตรงหน้า "สัญชาตญาณเหรอครับเรย์? ถ้าสัญชาตญาณของคุณแม่นยำจริง ทำไมเมื่อสามปีก่อนที่หุบเขาอูราร์ตู คุณถึงเกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ในซากปรักหักพังเพราะเชื่อว่า 'เสียงกระซิบของหิน' บอกให้คุณขุดผิดด้านล่ะ?"
รอยยิ้มบนมุมปากของเรย์เลือนหายไปชั่วพริบตา ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวอุณหภูมิลดฮวบลงทันทีโดยไม่ต้องมีเครื่องปรับอากาศ ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เธอจะแย้มยิ้มออกมาอีกครั้ง รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษแต่น่าหลงใหลอย่างประหลาด
"อย่างน้อยที่สุด... การ 'เกือบตาย' ครั้งนั้น ก็ทำให้ฉันรู้ว่าความลับที่แท้จริงไม่ได้ถูกซ่อนไว้ในตำรา แต่ซ่อนอยู่ในความกลัวของผู้สร้างมันขึ้นมา" เรย์ลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้เขา กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาโชยปะทะนาנס "ลองมองภาพรวมสcιιนี้สิ อคิน... ดูรอยต่อระหว่างจุดดาราจักรบนหินกับแนวร่องน้ำใต้ดินที่คุณเพิ่งสแกนเจอเมื่อกี้ มันไม่ใช่แผนที่ดาว... แต่มันคือแผนผังชีพจร"
อคินหันขวับกลับไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลการสแกนคลื่นความถี่ต่ำใต้พื้นห้อง ข้อมูลภาพสามมิติปรากฏโครงB่ายของโถงถ้ำโบราณที่ทอดยาวคดเคี้ยวราวกับระบบประสาทของมนุษย์ หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเส้นทางเหล่านั้นทาบทับลงบนแผนที่ดวงดาวที่เขาพยายามถอดรหัสมาตลอดสามวัน
มันไม่ใช่การอ้างอิงตำแหน่งตามพิกัดภูมิศาสตร์แบบสมัยใหม่... แต่มันคือภาพสะท้อนของกลุ่มดาวที่ถูกบิดเบือนด้วยโครงสร้างทางธรณีวิทยา
"พระเจ้า... รอยแยกของเปลือกโลกในยุคโบราณเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของห้องโถงหลัก" อคินพึมพำกับตัวเอง ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเมื่อตระหนักถึงความจริงที่ถูกซ่อนอำพรางไว้ภายใต้สัญลักษณ์ทางดาราศาสตร์หลอกตา
"ฉลาดนี่คะ... อ๊ะ ขอโทษที ผมติดปาก" เรย์กระซิบข้างหูเขา น้ำเสียงเจือความขบขันจางๆ ขณะที่เธอโน้มตัวลงมาชี้ที่จุดกึ่งกลางของแผนที่สามมิติ "และจุดที่ลึกที่สุด จุดที่ไม่มีแสงดาวดวงไหนส่อง2ถึง... คือที่ตั้งของห้องนิรภัยที่พวกเขาสร้างไว้เพื่อกักขัง 'บางสิ่ง' ที่แม้แต่ความตายก็ยังปฏิเสธ"
อคินหันขวับกลับมาจนเกือบจะชนเข้ากับปลายจมูกของเธอ ระยะห่างระหว่างกันสั้นจนเขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอ กลิ่นอายอันตรายจากตัวตนของเรย์แผ่ซ่านเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างจงใจ แต่นี่ไม่ใช่เวลามาหวั่นไหวกับเกมจิตวิทยาของเธอ สัญชาตญาณนักวิชาการในตัวบอกว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้คำตอบที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลก
"ถ้าตำแหน่งนี้ถูกต้อง... ประตูทางเข้าไม่ได้อยู่หลังกำแพงศิลาแลงนั่น" อคินเบนสายตากลับมาที่หน้าจอ พยายามดึงสติกลับสู่ข้อเท็จจริง "แต่มันอยู่ใต้พื้นห้องที่เรายืนอยู่ตอนนี้ ลึกลงไปอีกสิบเมตร ตรงจุดตัดของรอยเลื่อนเปลือกโลก"
เรย์ถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าคมคาย เธอหยิบไฟฉายคาดหัวขึ้นมาสวมแล้วกดเปิดแสงไฟสีขาวนวลสาดส่องไปที่พื้นห้องมุมอับ ซึ่งมีคราบตะไคร่น้ำและเศษอิฐหักพังทับถมกันหนาเตอะ
"ถ้าอย่างนั้น... เราก็เสียเวลาคุยกันมามากพอแล้วล่ะ ดร.อคิน" เรย์ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ พร้อมกับดึงชะแลงเหล็กออกจากกระเป๋าเป้ด้านหลังโยนลงมาแทบเท้าเขา "หยิบเครื่องมือของคุณขึ้นมาสิคะ ถึงเวลาไปขุดคุ้ยความลับที่ถูกฝังกลบกันจริงๆเสียที"
อคินมองชะแลงเหล็กที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นสลับกับใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นดินของเรย์ เขารู้ดีว่าการตัดสินใจก้าวลงไปในห้องนิรภัยเบื้องล่างอาจหมายถึงการเดินเข้าสู่หลุมพรางที่ไม่มีวันได้กลับขึ้นมาอีก แต่ในฐานะนักโบราณคดี ความกระหายในความจริงมันรุนแรงเสียจนเอาชนะความหวาดกลัวทั้งหมดได้
เขาหยิบแว่นตานิรภัยขึ้นสวม จัดปกเสื้อโค้ตหนาให้เรียบร้อย ก่อนจะก้มลงหยิบชะแลงเหล็กขึ้นมาถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ความเย็นเฉียบของโลหะแล่นริ้วเข้าสู่ฝ่ามือ
แต่ในวินาทีที่ปลายเหล็กกระทบกับพื้นศิลาเพื่อเตรียมงัดแผ่นหินปูพื้นแผ่นแรก เสียงฝีเท้าฝีหนาและหนักหน่วงจำนวนหลายคู่ก็ดังสะท้อนก้องกังวานมาจากอุโมงค์ทางเดินมืดมิดเบื้องบน... ไม่ใช่เสียงของลม หรือเสียงหยดน้ำ แต่เป็นเสียงรองเท้าคอมแบททหารที่ย่ำเข้ามาอย่างเป็นระเบียบและรวดเร็ว พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันของอาวุธปืนยาว
เรย์หุบยิ้มทันที แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นดุร้ายดุจสัตว์ป่าที่ถูกต้อนจนมุม มือเรียวคว้าปืนพกสั้นออกจากซองใต้เสื้อแจ็คเก็ตขึ้นมาขึ้นลำอย่างคล่องแคล่วว่องไวในเสี้ยววินาที
"ดูเหมือนว่า... เราจะไม่ใช่แค่สองคนเท่านั้นที่รู้พิกัดของแผนที่นี้" เรย์กระซิบเสียงต่ำ ลมหายใจของเธอเริ่มกระชั้นชิดขึ้น ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปที่ความมืดมิดของอุโมงค์ทางเข้า "และคนพวกนั้น... คงไม่ได้มาเพื่อขอชมวิวอารยธรรมโบราณแน่นอนครับ ดร.อคิน"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางลงสู่ห้วงลึกแห่งปริศนานี้ไปกับผม บันทึกนักโบราณคดีครับ
รหัสลับใต้ชั้นหิน กับดักวิญญาณนักโบราณคดี•ตอนที่ 11
แผนที่ดาวในห้องมืด
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับใต้ชั้นหิน กับดักวิญญาณนักโบราณคดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!