กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและกลิ่นหอมเย็นของชากวานอินในจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ลอยอวลปะปนกันอยู่ในห้องโถงรับรองลับ ณ ตำหนักบูรพา บรรยากาศรอบกายเยียบเย็นจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจางๆ บนโต๊ะไม้จันทน์แกะสลักลวดลายหงส์ร่อนมังกรทะยาน วางกล่องไม้สนซีดาร์บุผ้าแพรสีชาดสนิมที่เปิดอ้าซ่าไว้ ภายในนั้น... ศีรษะของทูตเจรจาฝั่งเป่ยโม่ที่เพิ่งถูกส่งมาพร้อมสาส์นประกาศสงครามฉบับใหม่ ส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตัดกับความหรูหราของท้องพระโรงอย่างจงใจ
หลี่ซูเหวินไม่แม้แต่จะปรายหางตาแลมองสภาพอันน่าเวทนานั้น นางเพียงยกปลายนิ้วเรียวงามที่สวมปลอกเล็บทองคำประดับหยกมันหมูขึ้นเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ อาภรณ์ปักดิ้นทองลายพฤกษาเหมันต์สะท้อนแสงคบเพลิงวับวาม เรือนผมสีดำขลับเกล้าเป็นมวยทรงสูงประดับปิ่นหยกขาวสลักลายเซียนกระโดดข้ามคลื่น ทว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดหาใช่เครื่องแต่งกายเหล่านี้ไม่ หากแต่เป็นประกายในดวงตาคู่คมกริบที่นิ่งสนิทดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง แม้เบื้องหลังสาส์นฉบับนั้นจะมาจากเงื้อมมือของสนมเอกมู่หรงเหม่ย สตรีผู้เคยเหยียบย่ำตระกูลหลี่จนจมดิน
"ช่างเป็นของขวัญต้อนรับการกลับมาที่... เลือดเย็นยิ่งนักเพคะ"
สุภาพสตรีในอาภรณ์หรูหราเอื้อnเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับหนักแน่นดั่งก้อนหินที่ถูกทุ่มลงบนผิวน้ำ แผ่แรงกดดันมหาศาลใส่ขุนนางเฒ่าผู้เป็นตัวแทนของฝ่ายราชสำนักที่นั่งตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง
จ้าวเฟยหลง ซึ่งประทับอยู่บนเก้าอี้พนักสูงสลักลายพยัคฆ์คำราม ทอดพระเนตรกุนซือสาวด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความพึงพอใจ พระองค์มิได้ตรัสสิ่งใด ปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินจิตใจของเหล่าขุนนางที่ถูกส่งมาหยั่งเชิงครานี้ จนกระทั่งความอึดอัดแผ่ซ่านถึงขีดสุด ท่านอ๋องจึงทรงขยับพระoองค์เล็กน้อย รัศมีอำนาจดุจปีศาจสงครามแผ่ซ่านกดทับจนทุกคนแทบไม่กล้าหายใจ
"สนมเอกมู่หรงคิดว่าศีรษะของสุนัขรับใช้เพียงหัวเดียว จะสามารถสั่นคลอนความมั่นคงของกองทัพพยัคฆ์บูรพาได้กระนั้นหรือ?" เสียงทุ้มต่ำตึงเครียดดังขึ้น ก้องกังวานไปทั่วห้องโถง "นางคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าดินแดนรกร้างแห่งนี้... มิใช่สนามเด็กเล่นในวังหลังของนาง"
ซูเหวินระบายยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษไว้อย่างแนบเนียน นางผุดลุกขึ้น ย่างก้าวเข้าไปใกล้กล่องไม้สนซีดาร์นั้นช้าๆ อาภรณ์เนื้อดีส่งเสียงเสียดสีกันเบาหู นางโน้มกายลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วแตะขอบกระดาษสาส์นประกาศสงครามที่เปื้อนคราบเลือด ก่อนจะหัวسเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ
"ประกาศสงคราม... ช่างเป็นคำที่ฟังดูหรูหราสำหรับคนที่กำลังจะสูญเสียทุกอย่างในกำมือเพคะ" ซูเหวินเงยหน้าขึ้น สบตากับทูตพิเศษจากเมืองหลวงที่หน้าซีดเผือกจนแทบไร้สีเลือด "พวกท่านกลับไปทูลสนมเอกมู่หรงเถิด ว่าสาส์นฉบับนี้ นางเขียนด้วยหมึกผสมน้ำตา ส่วนการตอบกลับจากเรา... จะเขียนด้วยเลือดและแผ่นดินที่นางจะต้องชดใช้"
คำกล่าวของนางดุจสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ขุนนางเฒ่าผู้นั้นถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้น ศีรษะโขกกับแผ่นศิลาจนเกิดเสียงดังทึบด้วยความหวาดกลัว การกลับมาเมืองหลวงของซูเหวินในครานี้ มิได้กลับมาในฐานะหญิงสาวผู้ไร้ทางสู้ผู้เคยถูกเนรเทศอย่างไร้ศักดิ์ศรีอีกต่อไป แต่นางกลับมาพร้อมกับ "อำนาจต่อรอง" ที่กุมชะตากรรมของราชสำนักไว้ทั้งหมด ผ่านเสบียงกรังนับล้านและกองทัพทหารรับจ้างจากแดนเหนือที่จงรักภักดีต่อนางเพียงผู้เดียว
ยามนี้ แม้แต่ฮ่องเต้จ้าวหยวนผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ก็ยังต้องทรงกรรแสงด้วยความหวาดผวา เมื่อทรงทราบข่าวว่าสตรีที่พระองค์เคยทรงเหยียดหยาม บัดนี้กำลังเคลื่อนพลเข้าใกล้ประตูเมืองหลวงทุกขณะ ท่ามกลางกลิ่นอายของการนองเลือดที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
จ้าวเฟยหลงทรงลุกขึ้นจากที่ประทับ พระองค์ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังซูเหวิน พระatนนท์หนาเอื้อมออกไปโอบรอบเอวบางของกุนซือสาวอย่างถือสิทธิ์ ปลายพระนาสิกคลอเคลียอยู่ใกล้เรือนผมหอมกรุ่น สัมผัสที่อบอุ่นและดุดันในคราวเดียวกันทำให้นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างคุ้นเคย
"เจ้าช่าง... ร้ายกาจยิ่งขึ้นทุกทีแล้วนะ ซูเหวินของเปิ่นหวัง" พระสุรเสียงกระซิบพร่าข้างใบหู เต็มไปด้วยความเสน่หาที่ซ่อนเร้นภายใต้ความเหี้ยมเกรียม
"หม่อมฉันเพียงแต่ทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นต่างหากเพคะ... ท่านอ๋อง" นางเอี้ยวคอมองพระองค์เล็กน้อย ดวงตาสุกสกาวทอประกายคมปลาบ "หมากตานี้ สนมเอกมู่หรงเป็นผู้เดินพลาดเอง บัดนี้... ถึงตาเราที่จะรุกฆาตแล้ว"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งชัยชนะ เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ขันทีคนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงจนตัวสั่นเทา สองมือชูราชโองการลับสีทองอร่ามที่ประทับตราหยกแผ่นใหญ่อย่างลนลาน ราวกับถือของร้อนที่พร้อมจะแผดเผามือให้มอดไหม้
"ท... ทูลท่านอ๋อง! พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... ส่งตรงมาถึงมือแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ซูเหวินหรี่ตาลงทันing นางกับจ้าวเฟยหลงสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องโถงอีกคราอย่างน่าประหลาด เมื่อขันทีผู้นั้นกล่าวประโยคถัดมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ
"ในพระราชโองการ... มีพระราชเสาวณีย์ให้ประทาน... 'งานอภิเษกสมรสพระราชทาน' ระหว่างท่านอ๋อง... กับองค์หญิงแห่งเป่ยโม่ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันความอยุติธรรมไปพร้อมกับข้าพเจ้านะคะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์•ตอนที่ 27
หวนคืนสู่เมืองหลวงอีกครั้ง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือดกับอ๋องปีศาจผู้คืนบัลลังก์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!