“อาจารย์ผู้ล่วงลับไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อน... ไฉนจึงยังยืนอยู่บนหัวของสัตว์อสูรบรรพกาลตัวนั้นได้เล่า!”
เสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกของจิ้งจอกอัคคีจอมกวนดังขึ้นในจิตวิญญาณของเยี่ยเฟิง มันขนลุกชันจนเปลวเพลิงสีชาดรอบตัวสั่นระริก แสดงถึงความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในรอบพันปี
ท่ามกลางม่านหมอกสีดำสนิทที่แปรสภาพเป็นคราบเลือด กลิ่นอายแห่งความตายแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างกดทับลงบนบ่าของพวกเขาราวกับขุนเขาพันลูก ร่างของบุรุษผู้ยืนไขว่ห้างอยู่บนหัวของพยัคฆ์ทมิฬสวมอาภรณ์ขาดวิ่นสีเทาหม่น เส้นผมสีขาวโพลนปลิวสยายตามแรงลมปราณที่หมุนวนเป็นพายุ ใบหน้านั้นแห้งตอบจนเห็นเค้าโครงกระดูก แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับเปล่งประกายสีเขียวมรกตสะท้อนความอาฆาตมาดร้ายอันไร้ที่สิ้นสุด
“ไม่ใช่เขา...” เยี่ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคมกริบหรี่ลงจ้องมองร่างเบื้องบนอย่างพินิจพิเคราะห์ แม้รูปร่างหน้าตาจะคล้ายคลึงกับ ‘ผู้อาวุโสเทียนเฉิน’ อาจารย์ผู้เคยสั่งสอนวิชากระบี่ให้แก่เขา แต่ทว่า... กลิ่นอายวิญญาณนี้ไม่ใช่ กลับเป็นปราณมารโลหิตที่ถูกชุบชีวิตขึ้นด้วยเคล็ดวิชาต้องห้ามโบราณ!
“เยี่ยเฟิง... ระวังตัวด้วย” เสียงหวานใสดุจหยกกระทบกันดังขึ้นเบาๆ ข้างกาย มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้ามาประชิดร่างของเขาโดยไม่ลังเล ปลายกระบี่เหมันต์ในมือของนางสั่นระริก ละอองความเย็นจัดแผ่ขยายกลายเป็นเกราะน้ำแข็งบางเบาปกป้องแผ่นหลังให้แก่กันและกัน แม้นางจะยังคงรักษาความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีไว้ได้ ทว่าเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบที่ผุดขึ้นตามไรผมก็บ่งบอกถึงสถานการณ์อันคับขันถึงขีดสุด
บรึ้ม!
พยัคฆ์ทมิฬคำรามลั่นจนมิติรอบด้านปริแตกออกเป็นรอยร้าว กรงเล็บมหึมาตบลงบนพื้นดิน ส่งผลให้หุบเบื้องล่างทรุดตัวลงกลายเป็นเหวลึกในพริบตา นี่คือการต่อสู้หนีตายที่ดุเดือดและบีบคั้นหัวใจที่สุดเท่าที่เยี่ยเฟิงเคยเผชิญมาในรอบหลายทศวรรษของการบำเพ็ญเพียร
“ฮ่าๆๆๆ... เยี่ยเฟิง ศิษย์อกตัญญู เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นจากเงื้อมมือของสำนักกระบี่ผลาญสวรรค์ไปได้เช่นนั้นหรือ!” เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันดังสะท้อนก้องฟ้า บุคคลปริศนาบนหัวพยัคฆ์ทมิฬเอ่ยขึ้น พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว คลื่นกระบี่สีเลือดนับหมื่นสายก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาราวกับห่าฝน
“วิชากระบี่ไร้ลักษณ์... คืนสนอง!”
เยี่ยเฟิงไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขาคำรามลั่นในลำคอ ปราณกระบี่สีครามเข้มระเบิดออกจากร่าง ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับกระบี่บินในมือที่แปรสภาพเป็นมังกรวารีคำรามก้อง ปะทะเข้ากับคลื่นกระบี่โลหิตจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนจากการปะทะทำให้กระดูกทั่วร่างของเขาปวดร้าวราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รสชาติคาวเลือดเอ่อล้นขึ้นมาที่ริมฝีปาก แต่เขากลับฝืนกลืนมันลงไปอย่างไม่แยแส
“นายท่าน! ด้านหลัง!” จิ้งจอกอัคคีแผดเผาตัวเองจนกลายเป็นลูกไฟพุ่งเข้าสกัดเงาอสูรอีกสายที่ลอบเร้นเข้ามาทางด้านหลัง แต่กลับถูกพลังปราณมารตบกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นอย่างน่าอนาถ
“เสวี่ยเอ๋อร์!” เยี่ยเฟิงตะโกนก้องเมื่อเห็นเงาร่างของพยัคฆ์ทมิฬพุ่งเข้าใส่หญิงสาวผู้ยืนหยัดเคียงข้างเขา
มู่หรงเสวี่ยไม่กล่าวคำใด นางประสานอินทร์อย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตคู่นั้นเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใสบริสุทธิ์ “เคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์... บงกชน้ำแข็งพันภพ!”
พริบตานั้น ดอกบัวยักษ์โปร่งแสงปรากฏขึ้นรอบกายทั้งสอง ปิดกั้นแรงกดดันจากอสูรพยัคฆ์ทมิฬไว้ได้ชั่วขณะ แต่น้ำแข็งรอบตัวกลับเริ่มแตกร้าวอย่างรวดเร็วภายใต้การกดทับของปราณมารอันบ้าคลั่ง นางกระอักโลหิตสีแดงสดออกมาคำโต หยาดโลหิตนั้นร่วงหล่นกระทบกลีบดอกบัวจนกลายเป็นผลึกสีแดงฉาน ความเย็นชาที่เคยมีบนใบหน้านั้นถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว นางหันมาสบตาเขา สายตาคู่นั้นสื่อความหมายลึกซึ้งที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูด — หากวันนี้ต้องดับสูญ นางขอเคียงข้างเขาไปจนถึงปรภพ!
“เราจะตายกันที่นี่ไม่ได้เป็นอันขาด!” เยี่ยเฟิงแววตาดุดันขึ้นถึงขีดสุด เขารู้ดีว่าหากถ่วงเวลาต่อไป ทั้งเขาและนางจะต้องกลายเป็นปุ๋ยใต้เท้าอสูรชั่วร้ายอย่างแน่นอน มีทางเดียวเท่านั้น... ทางเสี่ยงตายที่อาจนำพาจิตวิญญาณไปสู่ความวิบัติ
เขาแผดเสียงคำรามสะท้อนก้องฟ้า กระบี่ในมือถูกกดลงที่จุดตันtian (ตันเถียน) ของตนเอง ปราณสวรรค์และปราณมารในร่างกายระเบิดปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดม่านพลังสีทองและดำผสมผสานกัน วิถีกระบี่ของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนจากความเรียบง่ายกลายเป็นความโกลาหลที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้
“เจ้าบ้า! เจ้าคิดจะใช้ ‘วิชากระบี่สลายวิญญาณ’ รึ!” จิ้งจอกอัคคีร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก หากใช้กระบวนท่านี้ แม้จะสังหารศัตรูได้ แต่ตัวเยี่ยเฟิงเองก็ต้องสูญสิ้นตบะและอาจหลงเหลือเพียงจิตวิญญาณที่แตกสลาย!
“หากไม่ทำเช่นนี้... เราจะเอาชีวิตรอดออกไปจากหุบเขามรณะนี้ได้อย่างไร!” เยี่ยเฟิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว สายตาจดจ้องไปยังร่างของอาจารย์ปลอมที่กำลังยกมือขึ้นเตรียมรวบรวมพลังโจมตีครั้งสุดท้ายเพื่อปลิดชีพพวกเขา
ทว่า ในวินาทีที่เยี่ยเฟิงกำลังจะปลดปล่อยกระบวนท่าอันต้องห้ามเพื่อแลกกับการรอดชีวิต ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขากลับหยุดสั่นสะเทือน ม่านหมอกสีดำที่ปกคลุมทั่วทั้งหุบเขากลับถูกฉีกกระชากออกเป็น2ซีกด้วยพลังงานลึกลับบางอย่างที่ทรงพลังยิ่งกว่า
ท้องน้ายามค่ำคืนที่ควรจะมืดมิด กลับปรากฏแสงสว่างวาบสีทองอร่ามพุ่งทะยานขึ้นจากก้นเหวลึกที่ลึกที่สุดของหุบเขามรณะ พร้อมกับเสียงกระดิ่งสำริดดัง ‘กริ๊ง... กริ๊ง...’ กังวานใสแต่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ
ร่างของพยัคฆ์ทมิฬและบุรุษลึกลับบนหัวของมันหยุดชะงักลงทันที ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าสิ่งที่เพิ่งปรากฏขึ้นคือกฎเกณฑ์สวรรค์ที่พวกมันหวาดกลัวที่สุด
เยี่ยเฟิงขมวดคิ้วแน่น ชะงักมือที่กำลังรวบรวมพลัง เขากวาดสายตามองไปยังใจกลางแสงสีทองนั้นด้วยความงุนงง และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก...
ณ ก้นเหวมรณะ มียอดกระบี่เล่มหนึ่งปักอยู่กลางแท่นศิลาโบราณ และบนด้ามกระบี่นั้น มีเศษผ้าเปื้อนเลือดผืนคุ้นตาผูกไว้... เป็นเศษผ้าจากอาภรณ์ของ 'สตรีผู้เป็นมารดา' ที่หายสาบสูญไปก่อนที่เขาจะเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียรเมื่อร้อยปีก่อน!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
ด้วยความเคารพในวิถีแห่งยักษ์และเซียน,
ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 21
หนีตายสู่หุบเขามรณะ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประจันหน้าเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!