กุนซือเลือดมังกรประชันวิญญาณอาฆาตเรือนหลวง•ตอนที่ 1

เงาจันทร์หลั่งโลหิต

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นอายความชื้นของคราบน้ำค้างผสมผสานกับกลิ่นคาวสนิมเหล็ก คละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ภายในเรือนไทยโบราณหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ มุมลับตาของพระราชวัง ท, เงาตะคุ่มของเสาไม้สักทองขนาดใหญ่ทอดตัวยาวรากับกรงขังขนาดยักษ์ ดวงจันทร์กลมโตสีเลือดที่ลอยเด่นอยู่เหนือนภากาศในยามวิกาลสาดแสงสีนวลอมแดงลอดผ่านช่องบานเกร็ดหน้าต่างแกะสลักลวดลายไทยประยุกต์ อาบไล้ร่างไร้วิญญาณของข้าราชบริพารสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นกระดานไม้ตะเคียน ลำคอเรียวระหงปรากฏรอยเขียวช้ำเป็นวงกว้างรากับถูกบีบรัดด้วยมือของปีศาจ ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตายของนาง คือคราบเลือดสีชาดที่ถูกบรรจงเขียนเป็นตัวอักษรจีนโบราณด้วยความประณีตบรรจงบนผนังห้อง—*‘หนี้เลือด...ต้องชดใช้ด้วยเลือด’* “ฝ่ามือที่กดลงบนหลอดลมนั้นใช้แรงจากปลายนิ้วทั้งห้าอย่างแม่นยำ ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย... ผู้ลงมือย่อมไม่ใช่โจรขโมยสามัญชนคนธรรมดาอย่างแน่นอน แต่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีวิทยายุทธสายมารระดับสูง” เสียงทุ้มนุ่มรื่นหูทว่าเจือไว้ด้วยความเยือกเย็นเฉียบขาดเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องมรณะแห่งนั้น ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีนวลก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ สตรีผู้ครอบครองดวงหน้าคมคายงดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีน ปลายคางเชิดขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในสติปัญญาอันล้ำเลิศ นางคือ ไป๋จินถิง ยอดกุนซือหญิงผู้กุมชะตากรรมแห่งราชสำนัก แววตาคู่คมกวาดมองสำรวจร่องรอยรอบกายด้วยความรวดเร็วดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ ทุกรายละเอียดตั้งแต่ทิศทางของหยดเลือด ไปจนถึงรอยยับของอาภรณ์บนศพ ล้วนถูกบันทึกไว้ในสมองอันปราดเปรื่องของนางจนหมดสิ้น “คุณชายไป๋... ข้าเกรงว่าคดีนี้จะมิใช่เรื่องบังเอิญเสียแล้วกระมัง” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง มู่หรงเสวียน หรือท่านอ๋องสี่ อนุชาผู้ทรงอิทธิพลแห่งราชสำนัก ก้าวพระบาทออกมาจากเงาสลัวของเสาเรือน อภิมหาบุรุษผู้มีพระพักตร์หล่อเหลาดั่งหยกแกะสลัก ทว่าแววตากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทรงจ้องมองร่างไร้วิญญาณสลับกับใบหน้าของสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน แม้สถานะของทั้งสองจะถูกผูกพันไว้ด้วยเกมการเมืองและการแย่งชิงบัลลังก์อันเชือดเฉือน ทว่าในยามนี้ยามที่ความตายกรายกลายเข้ามาใกล้ ความผูกพันอันลึกซึ้งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น ราวกับศิลาผาที่ไม่มีวันสั่นคลอนต่อพายุโหมกระหน่ำ ไป๋จินถิงหันกลับมาสบพระเนตรคมกลาบนั้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัวต่อบารมีอันน่าสะพรึงกลัว “ท่านอ๋องทรงตรัสถูกแล้วเพคะ... การที่ข้ารับประทานในเรือนหลังนี้ถูกปลิดชีพลงอย่างโหดเหี้ยมในยามที่พระราชโองการลับจากวังหลังกำลังจะถูกประกาศออกมา ย่อมหมายความว่ามี ‘ผู้ใด’ ต้องการส่งสาส์นเตือนมายังเรา” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย กวาดสายตาไปยังทิศทางของตำหนักใน “และสาส์นฉบับนี้... คงหนีไม่พ้นฝีมือของฮองเฮาหลี่ซูฮวาผู้ซ่อนคมดาบไว้ภายใต้รอยยิ้มอันอ่อนหวาน” บรรยากาศภายในห้องพลันอึมครึมลงทันที ลมพายุภายนอกพัดกระโชกแรงจนบานหน้าต่างไม้แกะสลักตีเข้ากับวงกบเสียงดังสนั่นหวั่นไหว รากับมีดวงวิญญาณนับร้อยกำลังกรีดร้องอยู่ด้านนอก เสียงกระซิบแผ่วเบาคล้ายเสียงร่ำไห้ของผู้หญิงลอยวนเวียนอยู่รอบพระวรกายของท่านอ๋องและกุนซือสาว วิญญาณสนมเอกอี้เซียง อดีตสนมผู้ถูกสังหารอย่างอยุติธรรมในเรือนหลังนี้เมื่อหลายปีก่อน คล้ายกำลังตื่นจากการหลับใหล ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามาในกระดูกดำจนทำให้ลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว “เจ้าคิดจะเดินหมากตาต่อไปอย่างไร, จินถิง” มู่หรงเสวียนตรัสถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงความห่วงใยไว้ลึกซึ้ง พระองค์ก้าวเข้าไปประชิดร่างบางโดยไม่รักษาระยะห่างตามธรรมเนียม พระหัตถ์หนายื่นไปปัดปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการปกป้องนางจากภยันตรายทั้งปวงที่รายล้อมอยู่รอบตัว ไป๋จินถิงมิได้ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมคายนั้นอย่างมั่นคง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวมิใช่เพราะความหวาดกลัวต่อวิญญาณร้าย หรือความตึงเครียดจากเกมการเมือง หากแต่เป็นเพราะความอบอุ่นมั่นคงที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้กุมกองทัพนับแสนผู้นี้ “เกลียวคลื่นแห่งวังหลังกำลังจะซัดสาดเข้ามาแล้วเพคะท่านอ๋อง... หากเราไม่เปิดโปงความจริงเรื่องคดีฆาตกรรมนี้ให้กระจ่างก่อนรุ่งสาง ข้าและท่านคงต้องตกเป็นแพะรับบาปในข้อหากบฏอย่างแน่นอน” ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกคราเพื่อรอการตัดสินใจครั้งสำคัญ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่บริเวณระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกanก้องด้วยความตกใจขององครักษ์ประจำตำหนัก “ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ประตูทางเข้าเรือนหลวงถูกปิดตายจากภายนอก... และ... และที่หน้าประตู มีการส่ง ‘สิ่งนั้น’ มาถวาย!” มู่หรงเสวียนขมวดพระขนงเข้าหากันอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหันไปมองยังประตูห้องที่ปิดสนิท ไป๋จินถิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเดินเคียงข้างกันออกไปเปิดประตูเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่เบื้องนอก บนลานหินหน้าเรือนไทยโบราณ ท่ามกลางแสงจันทร์สีเลือดที่สาดส่องลงมาอย่างน่าสยดสยอง กล่องไม้สนแกะสลักลวดลายโบราณเปื้อนคราบโลหิตสดๆ วางตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน เมื่อมู่หรงเสวียนใช้ปลายกระบี่เขี่ยเปิดฝากล่องออกอย่างระมัดระวัง สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายในนั้นมิใช่สิ่งของมีค่า หากแต่เป็น... ศีรษะของพยานปากสำคัญผู้กุมความลับการตายของสนมเอกอี้เซียง ที่ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด และบนหน้าผากของศพนั้น มีกระดาษยันต์สีแดงฉานแปะทับไว้ด้วยอาคมโบราณ พร้อมกับรอยเลือดที่เขียนทับลงไปใหม่สดๆ ว่า... *‘ศาลาริมน้ำโบราณ... คือหลุมฝังศพของพวกเจ้า’* --- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือเลือดมังกรประชันวิญญาณอาฆาตเรือนหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%