กุนซือเลือดมังกรประชันวิญญาณอาฆาตเรือนหลวง•ตอนที่ 3

เสียงร่ำไห้จากใต้ถุนเรือน

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
คมดาบอาคมนับสิบเล่มสะท้อนแสงจันทร์วาวโรจน์เป็นประกายสีคราม ทว่าสิ่งที่คมกริบยิ่งกว่าโลหะเหล่านั้น กลับเป็นพระเนตรของมู่หรงเสวียนที่ทอดมองลงมายังร่างบางซึ่งแนบชิดอยู่กับพระอุระ "บังอาจนัก..." สุริยันจันทราในคราเดียว ไร้ซึ่งความลังเล พระหัตถ์ข้างหนึ่งของท่านอ๋องสี่ตวัดโอบกระชับเอวบางของไป๋จินถิงไว้มั่น ขณะที่พระหัตถ์อีกข้างสะบัดอาภรณ์คลุมกายเพียงคราเดียว ปราณสีดำสนิทที่แผ่ออกมาจากพลังวัตรขั้นสูงก็ซัดเข้าใส่กองกำลังราชองครักษ์ที่บุกรุกเข้ามาจนกระเด็นกระดอนถอยร่นไปคนละทิศละทาง แรงปะทะรุนแรงจนบานประตูไม้สักแกะสลักลวดลายมงคลแตกละเอียดเป็นจุล ไป๋จินถิงมิได้แสดงอาการตื่นกลัวแม้แต่น้อย ดวงหน้ายามแหงนเงยขึ้นสบพระพักตร์ยังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กจากสนามรบโชยปะทะนาสิก นางสัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของพระหทัยที่มั่นคงดั่งขุนเขาใต้พระอุระนั้น "ท่านอ๋องทรงวางแผนให้พวกเขาลอบเข้ามา เพื่อทดสอบความภักดีของหม่อมฉัน หรือเพื่อดึงงูออกจากรูกันแน่เพคะ" น้ำเสียงหวานใสเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนผิวเนื้อ มู่หรงเสวียนแย้มพระสรวลต่ำในลำพระگला สายพระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีในอ้อมพระกรด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง "เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว ไป๋จินถิง... คนฉลาดมักมีอายุสั้น รู้ตัวหรือไม่" "หากอายุของหม่อมฉันต้องแลกมาด้วยการได้ร่วมเดินหกระดานกับท่านอ๋อง เช่นนั้นสั้นยาวมิใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือหมากตานี้... ใครจะเป็นผู้กินรวบกระดานต่างหาก" ยังไม่ทันที่มู่หรงเสวียนจะตรัสตอบสิ่งใด บรรยากาศภายในเรือนหลวงโบราณก็พลันแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลดลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว อากาศที่เคยอบอ้าวด้วยกลิ่นไอร้อนยามค่ำคืน กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของดินโคลนและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน *ตึง... ตึง... ตึง...* เสียงทุ้มหนักดั่งเสียงกลองศึกดังขึ้นมาจากเบื้องล่างใต้พื้นเรือนไม้สักทอง มันไม่ใช่เสียงของสัตว์หรือสิ่งของ หากแต่เป็นเสียงฝ่าเท้าที่เดินย่ำลงบนพื้นไม้กระดานจากด้านล่างอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักหน่วงและเต็มไปด้วยแรงอาฆาตมาယ် ราชองครักษ์ที่เมื่อครู่ยังคงคุกคาม ต่างพากันหน้าถอดสี ถอยร่นกรูดด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณดิบของมนุษย์กรีดร้องเตือนภัยถึงมหันตภัยที่มองไม่เห็น ไป๋จินถิงขยับกายเล็กน้อย นางผละออกจากอ้อมพระอุระอย่างนุ่มนวล แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นยังคงกวาดมองไปรอบห้องเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ นางจำบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของตระกูลหลี่เมื่อสิบปีก่อนได้แม่นยำ เรือนหลังนี้เคยเป็นตำหนักพักแรมของสนมเอกอี้เซียง สตรีผู้ถูกกล่าวหาว่าใช้มนต์ดำสาปแช่งรัชทายาท จนต้องรับพระราชอาญาด้วยการถูกโบยจนตาย และร่างถูกฝังไว้ทั้งเป็นอยู่ใต้ถุนเรือนหลังนี้! "เสียงนั้น..." มู่หรงเสวียนตรัสเสียงต่ำ พระเนตรหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด พระองค์หาได้หวาดกลัวภูตผีปีศาจไม่ หากแต่ทรงตระหนักดีว่า 'วิญญาณ' เหล่านี้มักถูกชักใยด้วยน้ำมือของมนุษย์ผู้มีอำนาจในวังหลัง ฮองเฮาหลี่ซูฮวาคงไม่ยอมปล่อยให้พวกพระองค์สืบหาหลักฐานเรื่องตราประทับหยกในเรือนนี้ได้อย่างราบรื่นเป็นแน่ *เอี๊ยด... โครม!* พื้นไม้กระดานตรงกลางห้องโถงจู่ๆ ก็พองตัวขึ้นราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามดันขึ้นมาจากเบื้องล่าง ฝุ่นผงและเศษไม้เก่าแก่ปลิวว่อน ควันสีเทาเข้มพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับเสียงร่ำไห้โหยหวนอันน่าเวทนา เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ดั่งเข็มเงินนับพันเล่มที่กำลังทิ่มแทงลงบนสมอง "ท่านอ๋อง ถอยหลังเพคะ!" ไป๋จินถิงร้องเตือน พร้อมกับคว้าแขนเสื้อกั๋วเฉิน (ฉลองพระองค์คลุม) ของมู่หรงเสวียนไว้แน่น เมื่อเงาร่างสีขาวโพลนสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นเรือน ร่างนั้นบิดเบี้ยว ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ใบหน้าขาวซีดไร้เลือดเนื้อ ดวงตาทั้งคู่มีแต่โลหิตสีดำไหลรินหยดลงสู่พื้นราวกับน้ำตา วิญญาณสนมเอกอี้เซียงปรากฏกายขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เสียงกรีดแหลมสูงบาดแก้วหูสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ "พวกมัน... พวกมันฆ่าข้า... ข้าไม่ได้ทำ... คืนชีวิตให้ข้า!" ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านเข้าปกคลุม ทหารกล้าที่ผ่านศึกสงครามมาโชกโชนยังต้องเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ทว่ามู่หรงเสวียนกลับก้าวขึ้นไปยืนขวางหน้าไป๋จินถิงไว้อย่างปกป้อง พระเนตรคมกريประดุจประกายไฟ วาจาทรงอำนาจถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและดุดันจนภูตผีชะงัก "เจ้าเป็นเพียงวิญญาณไร้ญาติขาดมิตร กล้าดียังไงมาแสดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าเปิ่นหวาง! หากเจ้าตายอย่างอยุติธรรม ไฉนไม่ไปทวงแค้นกับผู้ที่สั่งประหารเจ้า เหตุใดจึงมารังควานคนบริสุทธิ์ หรือว่า... เจ้าเป็นเพียงเครื่องมือของใครบางคนที่ยังมีชีวิตอยู่กันแน่!" สิ้นสุรเสียงกังวาน วิญญาณสนมเอกอี้เซียงชะงักกкаรเคลื่อนไหว ดวงตาที่เต็มไปด้วยโลหิตหันขวับมาจ้องมองมู่หรงเสวียน ก่อนที่ริมฝีปากที่ฉีกขาดจะแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม แล้วเอ่ยคำพูดที่ทำให้ลมหายใจของไป๋จินถิงต้องสะดุดกкаร *“ท่านอ๋อง... พระองค์ทรงระวังพระองค์ให้ดีเถิด... พระชายาที่ประทับเคียงข้างพระองค์ในยามนี้... คือผู้เดียวกับที่ถือยาพิษรอพระองค์ในตำหนักบูรพาเมื่อชาติภพก่อน...”* ไป๋จินถิงเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม นางหันไปสบพระพักตร์มู่หรงเสวียนทันที ทว่าสิ่งที่นางได้เห็นกลับไม่ใช่ความหวาดระแวง หากแต่เป็นรอยสรวลเยียบเย็นที่มุมพระโอษฐ์ของพระองค์ ซึ่งหันกลับมาทอดพระเนตรนางด้วยแววตาที่ล้ำลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง ในวินาทีนั้นเอง ประตูชั้นนอกของเรือนหลวงถูกกระชากเปิดออกอีกครั้งด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับเสียงกงสุลขันทีขันทุรังตะโกนก้องกังวานข้ามความมืดเข้ามา "ราชCเรโองการด่วนจากฮองเฮา!... สั่งให้จับกุมกุนซือไป๋จินถิง ในข้อหาสมคบคิดกับวิญญาณร้ายและลอบปลงพระชนม์ท่านอ๋องสี่! โทษสถานเดียวคือประหารเจ็ดชั่วโคตร!" ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความมืดมิดนี้ไปกับศาลาริมน้ำโบราณนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือเลือดมังกรประชันวิญญาณอาฆาตเรือนหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%