"คุณกำลังคิดว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์ความทรงจำ หรือเป็นแค่สัปเหร่อที่ขุดศพขึ้นมาเรียกเรตติ้งกันแน่ครับ รวินท์"
เสียงทุ้มต่ำเจือแววเยาะหยันดังขึ้นในความมืดอับชื้นของห้องใต้ดิน กลิ่นอับของอิฐมอญเก่าและฝุ่นผงที่สะสมมานับทศวรรษลอยอบอวล ผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของกาแฟคั่วเข้มจากแก้วกระดาษในมือของชายแปลกหน้า
รวินท์ไม่ขยับเขยื้อน ปลายสายตาของนักมานุษยวิทยาหนุ่มจดจ้องอยู่ที่หน้าจอแท็บเล็ตในมือ แสงสีฟ้าสะท้อนกับกรอบแว่นทรงเหลี่ยม เผยให้เห็นกรามที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน เขารู้จักเสียงนี้ดี เสียงที่ทิ้งปมปริศนาไว้ในข้อความเมื่อสิบนาทีที่แล้ว และเสียงที่ดึงเขากลับมาสู่ขุมนรกแห่งอดีตที่เขาเพียรพยายามฝังกลบมันมาตลอดสิบปี
แสงไฟฉายคาดหัวสาดกระทบแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่าย คินน์ยืนอยู่หน้าซุ้มประตูอิฐโบราณที่ถูกปิดตายด้วยปูนซีเมนต์หนาเตอะ รอยแตกราวดั่งใยแมงมุมแผ่ขยายออกรอบโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิม เป็นภาพตัดกันอย่างชัดเจนระหว่างความเนี้ยบอย่างไร้ที่ติของเสื้อเชิร์ตพับแขนและนาฬิกาสแตนเลสราคาแพงบนข้อมือของสถาปนิกหนุ่ม กับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมสลายตรงหน้า
"พิกัดที่คุณส่งมา มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" รวินท์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนทนาราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี "ทีมสำรวจของผมไม่ได้สูญหายเพราะอุบัติเหตุ... และคุณก็ไม่ได้บังเอิญมายืนอยู่ตรงนี้เพื่อชมวิวใต้ดิน"
คินน์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและก้องกังวานในอุโมงค์แคบ เขาวางแก้วกาแฟลงบนแท่นหินผุพังอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกนิรภัยสำรวจจับจ้องมองรวินท์ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังประเมินน้ำหนักของเหยื่อ
"อุบัติเหตุหรือครับ? น่าสนใจดีนี่สำหรับนักมานุษยวิทยาที่เชื่อมั่นใน 'หลักฐานเชิงประจักษ์'" คินน์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว รองเท้าเซฟตี้กระทบพื้นคอนกรีตเกิดเสียงก้องสะท้อน "คุณเลือกที่จะเชื่อว่าพวกเขาลงไปสำรวจอารยธรรมโบราณเพื่อค้นหาความจริงของมนุษยชาติ แต่คุณกลับมองข้ามความจริงข้อที่ง่ายที่สุดไป... ว่ามีบางสถานที่บนโลกใบนี้ ที่มนุษย์ไม่ควรแม้แต่จะเอ่ยชื่อมันซ้ำสอง"
รวินท์เงยหน้าขึ้น สบตากับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แม้ความสูงและรูปร่างที่ได้เปรียบกว่าของคินน์จะสร้างแรงกดดันทางกายภาพ แต่ในเชิงอุดมการณ์ รวินท์ไม่มีวันยอมถอยหลังให้ชายแปลกหน้าที่เข้ามาทำลายหยาดเหงื่อและชีวิตของพ่อเขา
"อดีตคือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเราเป็นใคร คินน์" รวินท์ก้าวเข้าไปประชิด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นเหงื่อจากการเดินทางของอีกฝ่ายปะทะเข้ากับจมูก "ถ้าเราเลือกที่จะทำลายประวัติศาสตร์เพียงเพราะกลัวความเจ็บปวด เราก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานที่ไร้ความทรงจำ"
"และถ้าเราดันทุรังจะขุดคุ้ยความลับที่ถูกผนึกไว้ด้วยเลือด ผลลัพธ์ก็คือหลุมศพของครอบครัวคุณเมื่อสิบปีก่อนยังไงล่ะครับ"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าปักกลางใจราวกับคมมีด รวินท์ชะงักไปชั่วขณะ ลลมหายใจสะดุดกึกลงไปในอก กล้ามเนื้อทุกส่วนบนใบหน้าเกร็งค้าง ความทรงจำสีเลือด เสียงกรีดร้อง และฝุ่นควันในถ้ำมืดมิดเมื่อสิบปีก่อนไหลทะลักกลับเข้ามาในหัว ทว่า ในเสี้ยววินาทีแห่งความเปราะบางนั้น ดวงตาของรวินท์กลับวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่
คินน์สังเกตเห็นปฏิกิริยานั้น สถาปนิกหนุ่มไม่ได้ถอยหนี แต่กลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา
"โกรธหรือครับ? ดี... ความโกรธทำให้สมองทำงานได้ดีกว่าน้ำตา" คินน์หันหลังกลับไปมองซุ้มประตูคอนกรีตอีกครั้ง มือหนาสัมผัสรอยแตกร้าวบนผนังราวกับกำลังลูบไล้ผลงานศิลปะชิ้นเอก "คุณคิดว่าโครงสร้างนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องอะไรบางอย่างจากโลกภายนอกใช่ไหม รวินท์? แต่มุมมองสถาปัตยกรรมของผมมันบอกอีกอย่าง..."
คินน์ใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนเหล็กขึ้นสนิมสามครั้ง เสียงก้องทึบสะท้อนลึกลงไปในความมืดเบื้องล่าง
"...มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อไม่ให้ 'บางสิ่ง' ที่อยู่ข้างใน... หลุดออกมาต่างหาก"
บรรยากาศในห้องใต้ดินพลันเงียบสงบลงอย่างน่ากลัว มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบลงบนพื้นผิวคอนกรีตเป็นจังหวะเชื่องช้า รวินท์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมา เขากวาดสายตามองรอยร้าวบนผนังด้วยทักษะวิชาชีพที่สั่งสมมานาน รอยแยกเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากการทรุดตัวตามธรรมชาติ แรงดันจากด้านในต่างหากที่กำลังดันโครงสร้างนี้ให้พังทลายลงมา
ใครบางคน หรือ 'บางสิ่ง' กำลังพยายามดันมันออกมาจริงๆ
ก่อนที่รวินท์จะได้เอ่ยปากแย้ง เสียงโลหะเสียดสีกันอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นจากเบื้องลึกของกำแพง ตามด้วยเสียงคำรามต่ำๆ ที่สั่นสะเทือนไปถึงพื้นใต้ฝ่าเท้า ฝุ่นผงและเศษปูนร่วงกราวลงมาจากเพดานราวกับหิมะตกในยามวิกาล
คินน์หันขวับมามองหน้าเขา รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดที่ฉายชัดเป็นครั้งแรก
แท็บเล็ตในมือของรวินท์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ข้อความแจ้งเตือนใหม่เด้งขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า หน้าจอแสดงผลแผนผังโครงสร้างของอาคารแห่งนี้ที่เพิ่งถูกถอดรหัสเสร็จสิ้น และสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำเอาเลือดในกายของนักมานุษยวิทยาหนุ่มเย็นเฉียบ
ไม่ใช่แค่ทีมสำรวจเมื่อสิบปีก่อน... แต่มีชื่อของบุคคลที่สามถูกบันทึกไว้ในระบบการเข้า-ออกของอาคารนี้เมื่อสามนาทีที่แล้ว
และชื่อนั้นคือชื่อของพ่อรวินท์เอง
รวินท์เบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าคินน์ที่กำลังจ้องมองมาที่หน้าจอแท็บเล็ตด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตากลับไหววูบอย่างผิดปกติ
"ยินดีต้อนรับสู่กับดักของคุณเองอีกครั้งครับ รวินท์..." คินน์กระซิบเสียงแผ่วเบา ขณะที่เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่เริ่มดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังกำแพงที่กำลังพังทลาย "และดูเหมือนว่า... แขกผู้มีเกียรติของเรา จะไม่ได้มาแค่คนเดียวเสียแล้ว"
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านตอนที่ 2 นี้ด้วยกันนะครับ หวังว่าจะสนุกและตื่นเต้นไปกับการไขปริศนาครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สถาปนิกเถื่อนกับนักมานุษยวิทยาสายจัดระเบียบ•ตอนที่ 2
การปะทะด้วยพิมพ์เขียว
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเถื่อนกับนักมานุษยวิทยาสายจัดระเบียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
