เสียงหัวเราะเย้ยหยันของอดีตเจ้าสำนักมารสวรรค์ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสมอง ทว่าหลี่มู่เฉินหาได้ใส่ใจเสียงเหล่านั้นไม่ สองตาของเขากวาดมองเศษซากศิลาอัคคีที่แตกละเอียดอยู่เบื้องล่าง ชัยชนะเมื่อครู่หาใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เป็นเพียงเสียงระฆังแรกที่ตีเตือนให้รู้ว่า หมากกระดานนี้เพิ่งเริ่มต้นเดินตาสองเท่านั้น ความจริงที่ว่าภัยพิบัติไม่ได้มาจากเงาในอดีต หากแต่มาจากเบื้องบน—จากสรวงสวรรค์ที่เฝ้ามองลงมาด้วยความริษยา—กำลังบีบเค้นหัวใจของเขาให้เต้นระรัว
กระแสลมปราณภายในร่างของหลี่มู่เฉินเวลานี้แปรสภาพเป็นพายุคลั่งที่ไร้การควบคุม มันกรีดแทงเส้นชีพจรทุกเส้นราวกับนับพันศัสตรากำลังเฉือนเนื้อเถือหนัง จุดตันتي안 (ตันเถียน) ของเขาร้อนรุ่มดุจเตาหลอมโลหะ ทะเลลมปราณที่เคยสงบนิ่งบัดนี้ปั่นป่วนจนเกิดเป็นวังวนสีครามเข้มข้นที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
"มู่เฉิน... เจ้าฝืนมันเกินไปแล้วนะ"
เสียงหวานใสที่เจือด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นข้างกาย ไป๋อวี้เซียนปรากฏตัวขึ้นดุจภูตพรายไร้เงา นางคว้าแขนของเขาไว้ด้วยเรียวคลังอันสั่นเทา เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากมน
วิชาเซียนกระบี่เหมันต์ถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อช่วยกดขี่ความร้อนรุ่มในร่างของเขา ทว่าไอร้อนจากตันเถียนของหลี่มู่เฉินกลับหลอมละลายเกล็ดน้ำแข็งของนางจนระเหยกลายเป็นไอหมอกสีขาวโพลนในพริบตา
หลี่มู่เฉินหันไปมองสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ สายตาที่เยือกเย็นมาตลอดกลับทอประกายความอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง เขายกมือขึ้นสัมผัสแก้มเนียนนุ่มของนางเบาๆ ปลายนิ้วของเขาสั่นระริกไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะพลังมหาศาลกำลังผลักดันให้เขาต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์
"อวี้เซียน... ข้าไม่มีทางเลือก" หลี่มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่นดุจหินผา "หากข้าไม่ก้าวไปสู่จุดนั้นในวันนี้ พวกเราทุกคน... แม้แต่แผ่นดินนี้ ก็จะมลายหายไปภายใต้เงื้อมมือของพวกมัน"
"แต่การทะลวงผ่าน 'ม่านสวรรค์' ไปสู่ระดับเซียนบรรพกาล... บรรพบุรุษนับหมื่นรูปล้วนดับสูญระหว่างทางเพราะทัณฑ์อสุนีบาตเก้าเก้า! เจ้ากำลังเอาชีวิตเข้าแลกกับความว่างเปล่า!" ไป๋อวี้เซียนตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของฟ้าดินที่เริ่มแปรปรวน ดวงตาของนางเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส แต่นางไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเขา
"ความว่างเปล่าหรือ?" หลี่มู่เฉินแย้มยิ้ม รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความทะนงตนที่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน "ข้าคือหลี่มู่เฉิน ผู้ใดกล้ากำหนดจุดจบให้ข้า แม้แต่สวรรค์... ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามันออกเป็นสองท่อน!"
สิ้นคำพูดของเขา ร่างของหลี่มู่เฉินก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภากลางเวหา ทิ้งให้ไป๋อวี้เซียนยืนมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่แทบหยุดเต้น นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว กระบี่เหมันต์ในมือถูกปักลงกับพื้นศิลาเพื่อพยุงร่างที่อ่อนแรง ขณะที่เงาร่างของชายหนุ่มลอยเด่นอยู่ท่ามกลางมวลเมฆดำทะมฬที่กำลังหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นยักษ์
*เปรี้ยง! เปรียง! เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์สายแรกฟาดผ่าลงมาตรงกลางศีรษะของหลี่มู่เฉินอย่างไร้ความปรานี แรงกระแทกส่งผลให้มิติรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นหลุมดำขนาดใหญ่
กระบี่วิญญาณในมือของเขาคำรามลั่น มันสั่นสะเทือนด้วยความกระหายที่จะดื่มด่ำกับพลังแห่งทัณฑ์สวรรค์ หลี่มู่เฉินไม่หลบเลี่ยง เขากางแขนออกรับสายฟ้าสายนั้นด้วยร่างกายเปล่าเปลือย กล้ามเนื้อทุกมัดปูดโปน เส้นเลือดปูดเขียวปานอสรพิษ เปลวเพลิงสีชาดลุกโชนท่วมร่างของเขาจนกลายเป็นลูกไฟยักษ์ที่ส่องประกายเจิดจ้าแข่งกับดวงอาทิตย์
ความเจ็บปวดระดับที่สามารถฉีกวิญญาณออกเป็นชิ้นๆ แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน แต่หลี่มู่เฉินกลับไม่ส่งเสียงร้องคร่ำครวญแม้แต่ครึ่งคำ เขากัดฟันแน่นจนเลือดสดๆ ไหลรินมุมปาก ดวงตาของเขากลายเป็นสีทองอร่ามไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ มีเพียงจิตวิญญาณแห่งเซียนผู้ยิ่งใหญ่ที่ตื่น The awakening of an ancient sovereign!
"นี่หรือคือทัณฑ์สวรรค์ที่พวกมันหวาดกลัวกันนักหนา!" หลี่มู่เฉินแผดเสียงคำรามก้องฟ้า เสียงนั้นทรงพลังจนภูเขาเบื้องล่างสั่นสะเทือน หินผานับล้านตันแตกร้าวเป็นจุล
พลังปราณในร่างของเขาหมุนวนด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ จากระดับเซียนแท้จริง ทะยานผ่านขอบเขตครึ่งก้าวสู่เซียนปราชญ์ และพุ่งทะยานอย่างไร้ขีดจำกัดเข้าสู่ระดับ **"เซียนบรรพกาล"** ที่สูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพมากว่าหมื่นปี!
ท้องฟ้าสีดำสนิทพลันฉีกขาดออกเป็นทางยาว เผยให้เห็นห้วงมิติอันว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับและกลิ่นอายโบราณกาลที่กดทับลงมาจนสรรพชีวิตในรัศมีพันลี้ต้องคุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว
ไป๋อวี้เซียนที่อยู่เบื้องล่างเงยหน้ามองด้วยความตะลึงงัน นางเห็นร่างของหลี่มู่เฉินถูกห่อหุ้มด้วยอักษรโบราณสีทองนับล้านตัวที่ลอยวนเวียนรอบตัวเขา อักษรเหล่านั้นคือเคล็ดวิชาลับแห่งยุคบรรพกาลที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับการบรรลุธรรมของเขา
ทว่า... ในวินาทีที่พลังของหลี่มู่เฉินทะยานถึงจุดสูงสุดจนม่านสวรรค์แทบจะพังทลายลงมานั้นเอง
มิติเบื้องบนที่ควรจะสงบลงหลังผ่านพ้นทัณฑ์สวรรค์ กลับเปิดอ้ากว้างออกอีกครั้ง... ไม่ใช่สายฟ้า ไม่ใช่ลมพายุ แต่เป็น 'ดวงตา' สีเลือดคู่หนึ่งขนาดมหึมาที่ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ดวงตานั้นจ้องมองลงมายังหลี่มู่เฉินด้วยความเย็นชาดุจมองมดปลวก และมาพร้อมกับเสียงกระซิบก้องกังวานที่ดังก้องอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนในยุทธภพ
*“เจ้าหนู... เจ้าคิดว่าการก้าวข้ามขอบเขตนี้ จะทำให้เจ้าเป็นอิสระจากเงื้อมมือของ ‘เรา’ ได้กระนั้นหรือ?”*
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้น ดวงตาสองสีทองและแดงฉานจ้องมองตรงไปยังดวงตาสีเลือดบนฟากฟ้าด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก เขาตวัดกระบี่ในมือขึ้นชี้ฟ้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ไม่ว่าเจ้าจะเป็นตัวอะไร... วันนี้ ข้า หลี่มู่เฉิน จะเป็นผู้ใช้กระบี่นี้ ลากหัวพวกเจ้าลงมาจากบัลลังก์สวรรค์เอง!"
กระบี่ในมือของเขาสั่นสะท้อนรับคำประกาศนั้น พร้อมกับที่เงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบด้านหลังของไป๋อวี้เซียน พร้อมกับคมดาบเย็นเฉียบที่จ่อติดอยู่บริเวณลำคอระหงของนาง!
"มู่เฉิน... อย่าขยับ!" เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยอย่างน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นจากเบื้องหลังนางเซียนสาว
กระบี่ไร้ลักษณ์ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันม่านสวรรค์มาด้วยกัน ณ บรรทัดนี้ครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด•ตอนที่ 36
ทะลวงผ่านม่านสวรรค์
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!