"หากฟ้าดินประสงค์ให้โลหิตนี้ย้อมแผ่นดิน เจ้ายังจะเลือกยืนเคียงข้างข้า... คนบาปผู้ท้าทายสวรรค์ผู้นี้อยู่หรือไม่?"
เสียงทุ้มต่ำของหลี่มู่เฉินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักบูรพา ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตันทียนหมุนวนรุนแรงจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่นสีคราม เขามองร่างเพรียวบางที่ยืนหันหลังให้อยู่เบื้องหน้า นางสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาเหมันต์ เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวยาวคลอเคลียแผ่นหลังระหง แม้ไม่ต้องหันมามอง เขาก็รับรู้ได้ถึงหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นกระทบพื้นศิลา—แม้จะเป็นเพียงหยดเดียว แต่มันกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าขุนเขา
ไป๋อวี้เซียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นเทาในอก นางค่อยๆ หันกลับมา ดวงตางามลึกล้ำดุจห้วงน้ำแข็งพันปีบัดนี้ฉายแววเด็ดเดี่ยวเกินกว่าผู้ใดจะคาดคิด นางเอื้อมมือเรียวบางออกไปสัมผัสแก้มสากของเขาเบาๆ ความเย็นยะเยือกจากเคล็ดวิชาเซียนเหมันต์ผสานเข้ากับไออุ่นจากหัวใจที่เต้นระรัวของหลี่มู่เฉิน
"มู่เฉิน..." น้ำเสียงของนางแหบพร่าเล็กน้อย ทว่ามั่นคงดุจหินผา "ตั้งแต่วันที่เราก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียร ข้าไม่เคยสนใจสายตาของฟ้าดิน หรือกฎเกณฑ์อันจอมปลอมของสำนักเซียนทั้งสิ้น... หากสวรรค์ต้องการพรากเจ้าไปจากข้า ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้... ผ่าฟ้าเบื้องบนให้ขาดเป็นสองท่อน"
คำพูดนั้นมิใช่เพียงคำหวานยามรัก แต่คือคำปฏิญาณแห่งวิถีเซียนที่เดิมพันด้วยจิตวิญญาณและความตาย หลี่มู่เฉินนิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชามานานนับร้อยปีจากการเป็นราชันย์เซียนผู้โดดเดี่ยวในอดีตชาติ บัดนี้กลับถูกความอบอุ่นสายหนึ่งแผดเผาจนเจ็บแปลบ เขาคว้ามือเรียวนั้นมากุมไว้แน่น ฝ่ามือของเขากร้านด้วยรอยกระบี่ แต่ไออุ่นจากสัมผัสของเขากลับถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดออกไปได้
ทั้งสองยืนเคียงคู่กันบนระเบียงสูง มองทอดสายตาออกไปเบื้องล่าง ยามนี้ทั่วทั้งยุทธภพกำลังถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ท้องนภาราตรีไร้แสงดาว เมฆฝนสีนิลหนาทึบกำลังม้วนตัวคำรามกึกก้อง กลิ่นอายของสงครามล้างบางที่กองกำลังนิกายมารและสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดเตรียมเคลื่อนพลเข้าประจัญบานในรุ่งอรุณ แผ่ซ่านกดทับหัวใจของสรรพชีวิตจนแทบหยุดหายใจ
นี่คือความสงบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ... ช่วงเวลาสุดท้ายที่โลกใบนี้ยังคงหลงเหลือความเงียบสงบ ก่อนที่โลหิตจะท่วมท้นแผ่นดิน
"เจ้ากลัวหรือไม่?" หลี่มู่เฉินเอ่ยถามเบาๆ สายตาคมกริบดุจคมกระบี่มองตรงไปยังขอบฟ้าไกล
"ข้าไม่เคยกลัวความตาย..." ไป๋อวี้เซียนซบหน้าลงกับอกแผ่นกว้างของเขา สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่หนักแน่นและทรงพลัง "ข้าเพียงแต่กลัว... ว่าหลังจากค่ำคืนนี้ไป ข้าอาจไม่มีโอกาสได้บอกความจริงบางอย่างกับเจ้า"
หลี่มู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้เรือนผมสลวยของนางอย่างทะนุถนอม "ความจริงอันใด?"
นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยฉายประกายความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน "ความจริงที่ว่า... ในอดีตชาติ เมื่อสามร้อยปีก่อน เจ้าไม่ใช่ผู้เดียวที่ยอมสลายร่างเพื่อปกป้องสำนักเซียน... แต่เป็นข้า... ข้าผู้ซึ่งถูกผนึกความทรงจำไว้ด้วยหัตถ์ของมหาเทพ เพื่อรอคอยวันที่เจ้าจะกลับมาแก้แค้นและทำลายวงจรอุบาทว์นี้"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ หลี่มู่เฉินเบิกตากว้าง ความทรงจำอันเลือนรางในอดีตชาติที่เคยขาดหาย บัดนี้เริ่มต่อติดเข้าหากันทีละชิ้น ภาพของหญิงสาวในชุดขาวที่ยอมเอาตัวเข้ามารับกระบี่แทนเขาในวันสิ้นโลกเซียน... แท้จริงแล้วคือสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้เอง!
ปรัชญาแห่งเต๋าที่ว่า *'ทุกสิ่งล้วนมีกรรมผูกพัน ไร้ซึ่งความบังเอิญในสังสารวัฏ'* แจ่มชัดขึ้นในจิตสำนึกของเขา รอยยิ้มขมขื่นผุดขึ้นที่มุมปาก หลี่มู่เฉินหัวเราะเบาๆ ออกมาด้วยความเย้ยหยันโชคชะตา "ที่แท้... สวรรค์มิได้เล่นตลกกับเราเพียงชาติเดียว แต่พวกมันจงใจขีดเส้นทางให้เราต้องชดใช้ความแค้นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
"ใช่..." ไป๋อวี้เซียนยิ้มทั้งน้ำตา มือเรียวหยิบปิ่นหยกสลักลายกระบี่เล่มเล็กออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้เขา "ดังนั้น ในศึกครั้งนี้ ข้าไม่ได้มาในฐานะศิษย์พี่หญิงแห่งสำนักเซียน แต่มาในฐานะคู่บำเพ็ญที่พร้อมจะแหลกสลายไปพร้อมกับเจ้า"
หลี่มู่เฉินรับปิ่นหยกนั้นมากำไว้แน่น ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในกายหลอมรวมเข้ากับปิ่นหยกจนเกิดแสงสีครามเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกมฆาอัสนีจนเกิดช่องว่างให้แสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบไล้ร่างทั้งสอง ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นและเต็มไปด้วยกลิ่นอายความตาย สัมผัสแห่งรักและคมกระบี่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังจะถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามของสงคราม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับพันก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากเบื้องล่างภูเขาเซียนกระบี่!
"รายงานท่านเซียน!" เสียงตะโกนของศิษย์น้องรองดังแทรกความเงียบขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก ปนหอบหายใจรุนแรง ร่างของเขากลิ้งหลุนๆ เข้ามาหมอบกราบที่หน้าตำนานด้วยสภาพโชกเลือด "น...นิกายมารไม่ได้รอจนถึงรุ่งอรุณ! พวกมันนำโดย 'ราชันย์โลหิตอมตะ' เคลื่อนพลมาถึงตีนเขาแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และที่สำคัญ... ผู้อาวุโสใหญ่ทรยศ เปิดค่ายกลพิทักษ์สำนักให้พวกมันเข้ามาได้ครึ่งทางแล้ว!"
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงคมกริบ รังสีฆ่าฟันพวยพุ่งออกจากร่างจนอุณหภูมิลดฮวบลงทันที เขาก้มลงมองปิ่นหยกในมือ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝัก เสียงกระบี่คำรามก้องกังวานเสียดฟ้า
ไป๋อวี้เซียนกระชับกระบี่เหมันต์ในมือมั่น ดวงตางามฉายแววดุดันไร้ความปรานี ทั้งสองหันมามองหน้ากันเพียงเสี้ยววินาที—ไม่ต้องมีคำพูดใดอีกต่อไป
ทว่า ก่อนที่หลี่มู่เฉินจะทะยานร่างพุ่งลงไปรับมือกับกองทัพมารเบื้องล่าง แผ่นดินเบื้องหน้ากลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าเดิม มิติอากาศเบื้องหน้าตำหนักแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นรอยแยกสีดำสนิท และเสียงหัวเราะอันเยือกเย็นราวกับมาจากขุมนรกโลกันตร์ก็ดังสะท้อนก้องกังวานจนแก้วหูแทบแตก
*“ฮ่าๆๆๆ... หลี่มู่เฉิน เจ้าคิดว่าการอยู่กับสตรีผู้เป็นที่รักจะทำให้เจ้ารอดพ้นจากเงื้อมมือข้าในชาตินี้ได้งั้นรึ? เจ้าเด็กโง่... คนที่เจ้าตามหาในอดีตชาติ และคนที่อยู่เบื้องหลังการทำลายล้างตระกูลของเจ้าทั้งหมด... แท้จริงแล้วหาใช่ใครอื่นไม่!”*
เงาดำมหึมาที่แผ่กลิ่นอายกดขี่ระดับเซียนสวรรค์ขั้นสูงสุดก้าวทะยานออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับโยนศีรษะที่โชกไปด้วยโลหิตสดๆ ของบุคคลที่หลี่มู่เฉินคุ้นเคยเป็นอย่างดีกลิ้งหล่นลงมาแทบเท้า!
ขอบพระคุณรี้ดทุกท่าน ที่ร่วมเดินทางผ่านคมกระบี่และหยาดโลหิตบทนี้ไปด้วยกันนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด•ตอนที่ 30
ความสงบก่อนพายุใหญ่
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นศิษย์พี่สายโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!