แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 27

บัลลังก์เลือดสั่นสะเทือน

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
สนับมือเหล็กสวมทับอาภรณ์ปักดิ้นทองส่งเสียงกระทบกันยามเมื่อกำปั้นใหญ่ถูกกำแน่นจนข้อต่อลั่นเปรี๊ยะ กลิ่นคาวเลือดของทหารยามหน้าพระที่นั่งยังไม่ทันจางหายไปจากพื้นหินแกรนิตสีนิล ร่างสูงใหญ่ของจ้าวซานหลางก็ก้าวข้ามธรณีประตูไม้จันทน์หอมเข้ามาอย่างองอาจ ดุจพญาเสือโคร่งที่พังทลายกรงเหล็กเข้ามาเผชิญหน้ากับเหยื่อในกรงขัง ท้องพระโรงใหญ่ยามนี้เงียบสงัดราวกับป่าช้า ไร้ซึ่งเสียงฝีปากของขุนนางผู้ใหญ่ หรือเสียงคัดค้านใดๆ คงเหลือไว้เพียงเสียงฝيزเท้าหนักแน่นอันเป็นจังหวะมรณะของท่านอ๋องผู้กุมกองทัพไร้พ่าย เสียงเกราะกระทบเกราะดังกังวานก้องสะท้อนหลังคาโดมสูง ขับเน้นความไร้ปรานีของบุรุษผู้เหี้ยมหาญที่สุดในแผ่นดินให้เด่นชัดขึ้นในความสลัวของโคมไฟสำริด ณ เบื้องบน บัลลังก์มังกรทองอร่ามที่เคยว่างเปล่า บัดนี้มีร่างหนึ่งประทับนั่งอยู่... องค์ชายรองผู้ทะเยอทะยาน ทรงสวมฉลองพระองค์ลายมังกรห้ากรงเล็บที่ตัดเย็บอย่างประณีต ทว่าพระพักตร์ซีดเผือด ไร้ซึ่งสีเลือด แม้จะพยายามแย้มสรพระโอษฐ์เพื่อรักษาพระอิริยาบถ ทว่าพระหัตถ์ที่กำพนักพิงบัลลังก์ไว้จนข้อพระกรสั่นระริกนั้น หาได้ซ่อนความหวาดกลัวไว้ไม่ "เจ้ากล้าดีอย่างไร... ถึงบังอาจนำทัพบุกรุกท้องพระโรงศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จ้าวซานหลาง!" สุ้มเสียงขององค์ชายรองพยายามตอกย้ำอำนาจ ทว่ากลับสั่นเครือจนหลุดรอดความมั่นคงไปเสียสิ้น ความเมตตาจอมปลอมที่เคยใช้เสแสร้งต่อหน้าราษฎรถูกฉีกทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดี ยามนี้เหลือเพียงบุรุษผู้จนตรอกที่กำลังเผชิญหน้ากับยมทูต จ้าวซานหลางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าบันไดหยกขาวสามขั้น ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองผู้ที่นั่งอยู่เบื้องบนด้วยแววตาสมเพชระคนเหยียดหยาม ไร้ซึ่งการคุกเข่าถวายบังคม ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงใดๆ ดั่งที่ราชประเพณีบัญญัติไว้ "พระราชานุญาตกระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?" สุ้มเสียงของแม่ทัพใหญ่ทุ้มต่ำ เยียบเย็น ดุจสายลมหนาวจากหุบผาหิมะที่พัดผ่านเข้ามาในห้องปิดทึบ "หม่อมฉันรอนแรมกลางสนามรบ นำทหารหาญนับแสนชีวิตหลั่งเลือดเพื่อปกป้องแผ่นดิน แต่ในวังหลวงกลับมีหนอนบ่อนไส้ ลอบปลงพระชนม์องค์จักรพรรดิและออกพระราชโองการปลอมเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ พระราชานุญาตของกบฏเช่นพระองค์... มีค่าอันใดให้หม่อมฉันต้องใส่ใจ?" "บังอาจ! เจ้ากล่าวหาเราโดยไร้หลักฐาน!" องค์ชายรองทรงผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์ ชี้พระหัตถ์มาเบื้องล่างด้วยความเกรี้ยวกราด ทว่าดวงตากลับกวาดมองซ้ายขวาอย่างลิบลับ คล้ายกำลังรอคอยกองกำลังลับที่ไม่มีวันมาถึง "หลักฐานกระนั้นหรือ?" จ้าวซานหลางแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นบาดลึกหัวใจผู้ฟังยิ่งกว่าคมดาบ ทันใดนั้น เขาก็ตบมือเบาๆ สองครั้ง เสียงฝีปากและโซ่ตรวนลากพื้นก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูท้องพระโรงถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ทหารองครักษ์หลวงนายหนึ่งถูกคอซองเหล็ก ลากตัวเข้ามาโยนลงแทบเบื้องพระบาท สภาพของคนผู้นั้นสะบักสะบอม เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยนตี ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น องค์ชายรองถึงกับผงะถอยหลังจนสะดุดชายฉลองพระองค์เกือบทรุดลงนั่งกับพื้น นั่นคือหัวหน้าขันทีผู้ดูแลพระคลังลับ... ผู้กุมความลับในการเบิกจ่ายทองคำเพื่อซื้อตัวกองกำลังนอกด่านและยาพิษชนิดเดียวกับที่ใช้ปลงพระชนม์องค์จักรพรรดิ "ฝ่า... ฝ่าบาท ช่วยหม่อมฉันด้วย..." ขันทีเฒ่าร้องระงม พยายามคลานเข้าไปหาองค์ชายรอง ทว่าถูกรองเท้าบูทหนังของจ้าวซานหลางเหยียบย่ำลงบนแผ่นหลังจนจมติดพื้นหิน "ปากของมันแข็งไม่เบา ฉันทรมานด้วยวิธีเฉือนเนื้อทีละชิ้น มันก็ยังไม่ปริปาก... จนกระทั่งฉางเยว่เอ่ยขึ้นมาประโยคเดียว" จ้าวซานหลางก้าวเท้าช้าๆ เดินขึ้นบันไดหยกขาวทีละขั้น สายตาจับจ้ององค์ชายรองที่ไม่กล้าแม้แต่จะถอยหนี "นางบอกว่า 'คนประเภทนี้ไม่กลัวความตาย เพราะความตายคือการหลุดพ้น แต่สิ่งที่มันกลัวที่สุด คือการมีชีวิตอยู่โดยไร้ซึ่งตระกูล ไร้ซึ่งเกียรติ และถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏชั่วช้าไปชั่วกาลปาวนาน'... เจ้าขันทีนี่จึงยอมคายทุกอย่างออกมาอย่างหมดเปลือก รวมถึงตราประหยงหยกทองคำที่พระองค์ทรงประทานให้มันเพื่อใช้ติดต่อกับกองโจรพยัคฆ์ทมิฬด้วย" ตราประหยงหยกเนื้อดีถูกโยนลงกระทบพื้นหินตรงหน้าองค์ชายรอง เสียง "กริ๊ง" แหลมสูงนั้นดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ดับสิ้นซึ่งข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งปวง องค์ชายรองทรงทรุดพระกายลงประทับกับพื้นบันไดอย่างไร้เรี่ยวแรง พระพักตร์ซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดพระस्वेदผุดพรายเต็มพระนลาฏ ความทะเยอทะยานที่สั่งสมมาแรมปีพังทลายลงในพริบตา ราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาดจนมลายหายไปในทะเลลึก "เจ้า... เจ้าผู้หญิงสารเลวคนนั้นอีกแล้ว..." องค์ชายรองทรงกัดพระทนต์กรอด นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความเคียดแค้นชิงชัง "นางเป็นแค่กุนซือไร้หัวนอนปลายเท้า เหตุใดจึงฉลาดเป็นกรดคอยขัดขวางเราทุกก้าวเดิน! หากวันนั้น... หากวันนั้นเราเลือกที่จะสังหารนางเสียตั้งแต่ในเรือนพักรับรอง แผ่นดินนี้คงอยู่ในกำมือเราไปนานแล้ว!" จ้าวซานหลางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าองค์ชายรองในระยะประชิด ความสูงใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มทอดเงาทะมึนปกคลุมร่างของเชื้อพระวงศ์ผู้พ่ายแพ้จนมิดชิด บรรยากาศรอบกายพล พันอึดอัดและเยือกเย็นดุจก้นบึ้งมหาสมุทร "ฉางเยว่ไม่ใช่สตรีที่ใครจะแตะต้องได้ตามอำเภอใจ" น้ำเสียงของจ้าวซานหลางเรียบเฉย ทว่าเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาราวกับใบมีดนับพันเล่ม "นางฉลาดล้ำเกินกว่าที่คนมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างพระองค์จะหยั่งถึง และต่อให้พระองค์มีโอกาสอีกสักกี่ร้อยครั้ง... คนที่จะเด็ดหัวพระองค์ ก็ยังคงเป็นมือคู่นี้อยู่ดี" สิ้นคำพูด ดาบโบราณข้างกายก็ถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง แสงสีเงินวับวามสะท้อนเข้ากับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดขององค์ชายรอง ทว่า ในวินาทีที่คมดาบกำลังจะพาดลงบนลำพระศอเพื่อปิดฉากความวุ่นวายทั้งหมด ขันทีเฒ่าที่หมอบอยู่เบื้องล่างก็แผดเสียงหัวเราะเยาะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เลือดสดๆ ไหลทะลักจากมุมปากของมัน "ฮ่าๆๆๆๆ... จ้าวซานหลาง! เจ้าคิดว่าเจ้ากำชัยชนะไว้แล้วอย่างนั้นหรือ? เจ้าคิดว่าการเด็ดหัวองค์ชายรองจะช่วยกอบกู้บัลลังก์นี้ได้หรือไง!" จ้าวซานหลางขมวดคิ้วมุ่น ดึงคมดาบกลับเล็กน้อย สายตาตวัดมองขันทีเฒ่า "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" ขันทีเฒ่าฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมจนเห็นฟันที่เปื้อนเลือด ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายถึงกับสะดุดกึก "พระราชโองการฉบับสุดท้าย... ไม่ได้ถูกเก็บไว้ที่นี่... และคนที่ถือครองตราประทับหยกตัวจริงของฮ่องเต้ ยามนี้ไม่ได้อยู่ในวังหลวง... แต่นางกำลังยืนรอต้อนรับกุนซือฉางเยว่ที่จวนแม่ทัพของท่านอยู่ ณ เวลานี้!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%